การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ศีล...กับสมาธิ...อันไหนดีกว่ากัน by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#646]

ศีล...กับสมาธิ...อันไหนดีกว่ากัน

          วันก่อนผู้เขียนได้ยิน คนสองคนเถียงกัน หน้าดำหน้าแดง...

          คนแรกบอกว่า ‘การยึดถือศีลอย่างเคร่งครัด’ นั้นดีที่สุด แต่อีกคนยืนยันว่า ‘การทำสมาธินั้น’ ดีกว่าเห็นผลเร็ว

          ด้วยเหตุนี้ทำให้ภูเตศวรจำต้องหยิบมาเขียนเล่าสู่กันฟังตามประสาคนชอบทางนี้

          ความจริงแล้ว ศีล กับ สมาธิ นั้นมีความสำคัญด้วยกันทั้งสองประการ...เป็นตัวเกื้อหนุนซึ่งกันและกันโดยจะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้...

          บุพพาจารย์ในอดีตท่านกล่าวไว้ว่า...

          ศีล...เป็นการกำจัดกิเลสหยาบ

          สมาธิ...กำจัดกิเลสอย่างกลาง

          ปัญญา...กำจัดกิเลสอย่างละเอียด

          ซึ่งคำกล่าวเช่นนั้น ย่อมสามารถให้เหตุและผลได้ดังนี้...

          ‘ศีล’ เป็นข้อกำหนดให้มนุษย์อยู่ในภาวะปกติด้วยข้อละเว้นตามสภาพแห่งตน...เช่น คนธรรมดาอย่างเราก็ถือศีล 5 ซึ่งคงไม่ต้องมานั่งอธิบายให้ฟังนะครับว่ามีอะไรบ้าง ส่วนคนห่มขาวก็ถือศีล 8 ส่วนสามเณรก็ถือศีล 10 ท้ายสุดคือพระสงฆ์ออกจะหนักกว่าใครเพราะมีศีลให้ปฏิบัติถึง 227 ข้อ

          การถือศีลและการปฏิบัติสมาธินั้น มีจุดประสงค์เพียงเพื่อการละเว้นจาก.. .’กรรม’ ที่มาจากการกระทำ และหนทางสู่กรรมนั้นมีอยู่สามประการคือ

          ‘กายกรรม...วจีกรรม มโนกรรม’

          ศีล...สามารถควบคุมการก่อกรรมในส่วนแห่ง...กายกรรม กับวจีกรรมได้

          ส่วน...สมาธิ สามารถระงับละเว้น มโนกรรมได้

          เห็นไหมครับว่า...ความสำคัญของศีลกับสมาธินั้นมีประโยชน์ในแต่ละส่วนซึ่งมิได้ด้อยกว่ากันเท่าไหร่

          ศีลจึงเปรียบเหมือนบันไดขั้นแรก ส่วนสมาธินั้นเป็นบันไดขั้นที่สอง...ก็ต้องขอยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดูด้วยตนเองก็แล้วกันนะครับ

          สมมติว่าคุณเดินเข้าไปในบ้านของใครสักคนปรากฏว่าเจ้าของบ้านเขาไม่อยู่ แต่เผอิญคุณเหลือบไปเห็นสร้อยคอทองคำวางอยู่บนตู้เย็น พอจักษุเห็นจิตก็เกิดความอยากได้ แต่เป็นเพราะคุณนึกถึงศีลขึ้นได้ เพราะเพิ่งรับศีลห้าจากพระมาหยก ๆ คุณก็เลยไม่หยิบ...

          ตรงนี้แหละครับที่ผมบอกว่าศีล...ระงับกิเลสอย่างหยาบได้...ระงับกายกรรมไว้ได้ ตรงที่คุณไม่ขโมย เมื่อไม่ขโมยก็คือไม่ล่วงศีลข้อ อทินนาทานา เวรมณี...

          แต่...คุณได้เกิดมโนกรรมขึ้นแล้ว เพราะมีความคิดอยากได้อยากขโมยขึ้น

          ทว่า..ถ้าคุณอยู่ในสมาธิอันสงบระงับจิตนิ่งอยู่ในเอกัคตารมณ์ บังคับให้จิตดำรงอยู่ในกาย ไม่แส่ส่ายไปกับสิ่งเร้าภายนอก เท่ากับคุณก็ไม่ได้ก่อมโนกรรมขึ้น เมื่อมโนกรรมไม่เกิด กายกรรมจะเกิดได้อย่างไร...จริงไหมครับ

          คิดยังไม่คิดเลย แล้วกายจะทำกรรมได้อย่างไร?

          ฉะนั้น...การทำสมาธิจึงเป็นการตัดกระแสแห่งกรรมได้ตรงสาเหตุตรงเป้ามากกว่า

          มิหนำซ้ำ...การทำสมาธิสามารถทำให้จิตผ่องใสประภัสสร ไม่มีอารมณ์อื่นใดมาปรุงแต่งจิต จึงมีกำลังมีความบริสุทธิ์ที่จะพิจารณาสภาวธรรมได้แม่นยำและเที่ยงตรง

          คณาจารย์ผู้รู้ทั้งหลายจึงพยายามบอกกับเราเสมอว่าเมื่อทำสมาธิภาวนาจนจิตสงบระงับได้แล้ว ให้ถอยจิตออกมาที่อุปจารสมาธิ...แล้วพิจารณาธรรมหรือที่ผู้เขียนชอบใช้คำพูดที่ว่า ‘ตรึกธรรม’

          คือการยกข้อธรรมะขึ้นพิจารณา อันมีการเกิดการดับของอารมณ์...พิจารณาถึง...อาการแห่งไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง...ทุกขัง...อนัตตา

          ชีวิต...และสรรพสิ่งไม่เที่ยงมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ

          การเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดทุกข์

          หากทุกข์ ฤาสุข ก็ย่อมสิ้นสุดและสลายไปเป็นธรรมดาซึ่งเท่ากับ

          คำกล่าวที่ว่า ‘อนัตตา’

          การพิจารณาสภาวธรรมให้แจ่มแจ้งเช่นนี้ สามารถทำให้เราเห็นสัจจะความจริงของโลก ของชีวิตขึ้น และเมื่อเห็นแจ้งแล้ว สามารถทำให้เราเกิดปัญญา...ปัญญารู้เท่าทันความจริงของจิตที่ยึดติดในอุปาทาน สิ่งสมมติทั้งหลายที่ต้องแตกดับไปตามเวลา ไม่ว่าจะรัก โลภ โกรธ หลง หรือสะสมสมบัติใด ๆ ในโลก ท้ายสุดก็นำเอาไปจากโลกไม่ได้

           ...เมื่อเป็นดังนี้...เราจะโลภจะหลงไปทำไม?

           เมื่อไม่โลภ ไม่หลง ไม่ยึด...ก็เท่ากับเป็นการปล่อยวาง

           เมื่อวาง...จิตก็ว่าง จิตว่างจิตก็ไม่ทุกข์ ไม่ทุรนทุราย

           สิ่งนั้น...เกิดจากปัญญาที่เห็น ‘ความจริง’

           มาถึงตรงนี้...คงไม่ต้องให้ผู้เขียนสรุปก็คงจะได้คำตอบกันเองแล้วใช่ไหมครับว่า ‘ศีลกับสมาธิอันไหนสำคัญกว่ากัน’ แต่ถ้าจะให้บอกก็คงตอบแบบกำปั้นทุบดินล่ะครับว่า...สำคัญทั้งคู่

           เพียงแต่ใช้ต่างกรรมต่างวาระกันเท่านั้น!!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com