ว่าด้วยเรื่องปฏิบัต...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ว่าด้วยเรื่องปฏิบัติธรรมสมาธิ by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#645]

ว่าด้วยเรื่องปฏิบัติธรรมสมาธิ

          มีบางท่านเคยถามผู้เขียนว่า... “คุณภูเตศวรทำสมาธิแบบไหน...?”ครับ เป็นคำถามสั้น ๆ แต่ถ้าจะให้ตอบก็คงต้องใช้เวลานานมาก เพราะจะต้องมีคำถามตามมาอีกหลายคำถาม

อย่างเช่น...

          “ทำแบบพุทโธครับ...” ถ้าตอบแบบนี้ก็จะมีคำถามต่ออีกว่า

          “ทำไมใช้พุทโธ ไม่ใช้สัมมาอะระหัง...?” หรือไม่ก็ “ทำไมไม่เพ่งอสุภะ ฯลฯ”

          ปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติสมาธิ ยังมีข้อสงสัยสำหรับหลาย ๆ ท่านอีกมากมายที่เคยพบหน้าผู้เขียน แล้วถามไถ่มา...

          รวมความแล้วก็คือความ ‘อยากรู้’ ของท่านทั้งหลายว่าขีดขั้นภูมิจิตที่ภูเตศวรมีนั้นถึงไหนแล้ว ใช้วิธีทำสมาธิแบบไหน? หรือบางรายทำมานานแต่ไม่เคย ‘รู้’ เคย ‘เห็น’ อะไรในสมาธิเลย กอปรกับมีผู้ปฏิบัติรายอื่น ๆ

‘ฟุ้ง’ ให้ฟังถึงการได้นิมิตร้อยแปดพันประการ บางรายถึงกับ ‘โอ่’ ว่าได้ไปเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้วก็มี

          ‘...เขาทำได้แล้วทำไมเราทำไม่ได้?’ คำถามก็เลยเกิดขึ้นกับตัวเอง ทำไปทำมาการปฏิบัติธรรมแทนที่จะได้ความสุข เลยกลายเป็นการทำให้ ‘ตน’ อยู่ร้อนนอนทุกข์ไปเสียอีก...

          ตรงนี้แหละครับ จึงทำให้ผู้เขียนจำต้องหยิบยกปัญหาตรงนี้ขึ้นมาเขียนอีกครั้ง โดยการตัดเรื่องตอบจดหมายทิ้ง เพื่อจะได้มีเนื้อที่กระดาษสำหรับร่ายยาวเรื่องของ ‘จิตตสิกขา’ อย่างละเอียด

          การปฏิบัติธรรมสมาธิในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้อรรถาธิบายด้วยเรื่องสัมมาสมาธิ หรือการฝึกจิตอย่างถูกต้องไว้อย่างละเอียดลออ...

          ว่า...การพัฒนาจิตที่พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าสามารถก้าวถึง‘ทิพยอำนาจ’ นั้นประกอบด้วย ‘กรรมฐาน’ ความหมายคือ อุบายอันแยบคายในการ อบรมจิตให้เป็นสมาธิและฌาน...

          พระอริยคุณาธาร (ปุสโส เส็ง) กล่าวไว้ในงานเขียน ‘ทิพยอำนาจ’ ว่า คณาจารย์โบราณได้แยก ‘กรรมฐาน’ ไว้เป็นสองประเภทคือ...สมถกรรมฐาน กับวิปัสสนากรรมฐาน

          ซึ่งในปัจจุบันนี้ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายมักจะใช้สองประโยคนี้ผิดเพี้ยนไปจากความหมายจนหมดสิ้น อย่างบางรายแค่หลับตาลงภาวนาคำว่าพุทโธ ๆ ๆ เพื่อให้จิตรวมตัวเท่านั้น แต่กลับบอกว่า...

          ‘ฉันทำวิปัสสนากรรมฐาน’ ประโยคดังกล่าวจึงเป็นการใช้ภาษาธรรมที่ผิด...เพราะวิปัสสนากรรมฐานนั้น เป็นวิธีการพิจารณาสภาวธรรมของผู้ที่สามารถเจริญฌานได้ เพื่อก้าวเข้าสู่ วิสุทธิปัญญา มองเห็นเหตุ-ปัจจัย

ปรุงแต่งนาม-รูป เห็นชัดถึง อวิชชา ตัณหา อุปาทาน และกรรมเป็นตัวเหตุแห่งนามรูป ฯลฯ

          ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอละเว้นที่จะกล่าวถึงวิปัสสนากรรมฐานเอาไว้ก่อน...แต่จะพูดถึงสมถกรรมฐาน ซึ่งเป็นประเภทอบรมจิตใจให้เป็นสมาธิและฌานเท่านั้น ส่วนวิปัสสนากรรมฐาน เป็นประเภทอบรมจิตใจให้เกิดปัญญา

จะเขียนถึงในวาระหลัง สมาธิเป็นฐานแรก...เป็นบุพประโยคของ ‘ฌาน’ จำเป็นต้องใช้สมถกรรมฐานข้อหนึ่งหรือหลายข้อเป็นเครื่องอบรม...

          สมถกรรมฐานนั้น พระบรมศาสดาตรัสไว้ต่างกรรมต่างวาระโดยปริยายหลายหลาก และพระโบราณาจารย์ ได้ประมวลไว้มีจำนวนถึง 40 ประการ จัดเป็นหมวดได้ 7 หมวด คือ...

          กสิณ 10 อสุภะ 10 อนุสติ 10 อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1

          จตุธาตุววัตถาน 1 พรหมวิหาร 4 อรูปกรรมฐาน 4

          ...ทั้งปวงเป็นอุบายทำความสงบให้กับจิตใจได้ และที่กำหนดไว้มากเช่นนั้น ก็ให้เหมาะแก่จริตอัธยาศัยของแต่ละคน มิได้หมายให้ทุกคนเจริญให้ครบทั้ง 40 ประการไม่!

          ผู้เขียนขออนุญาตไม่กล่าวถึงรายละเอียดว่า กสิณ 10 อสุภะ 10 ฯลฯ เหล่านั้นมีอะไรบ้าง เพราะหน้ากระดาษคงไม่พอ แต่ยกมาก็เพื่อย้ำให้ทุกท่านได้เห็นว่า แนวทางในการปฏิบัติธรรมสมาธิอันเป็นสัมมาสมาธินั้น

พระพุทธเจ้าได้กำหนดไว้มีมากมายให้เลือกปฏิบัติ และไม่มีข้อหนึ่งข้อใดเป็นผลร้ายต่อผู้ปฏิบัติทั้งสิ้น!

          เพียงแต่การปฏิบัติจะได้ผลเร็วหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่ตามจริตของแต่ละคน และรู้จักเลือก ‘กรรมฐาน’ ข้อใดมาใช้อบรมจิตอย่างเหมาะสม...

          ผู้รู้จักเลือกอย่างเหมาะสมก็จะเจริญก้าวหน้าได้เร็วขึ้น!

          พระบรมศาสดา ทรงกำหนดจริต คือ กิเลส และคุณธรรมที่ท่องเที่ยวอยู่ในจิตมนุษย์ทั้งหลายออกเป็น 6 ประการคือ...

           1. ราคจริต คนกำหนัดกล้ามีราคะ คือความกำหนัดในกามคุณอยู่ในจิตมาก ชอบของสวย เสียงเพราะ รสอร่อย คนประเภทนี้ต้องพิจารณาหรือแก้ด้วยการใช้กรรมฐานหมวดอสุภะ หรืออาหาเรปฏิกูลสัญญา

           2. โทสจริต คือมีโทสะความดุร้ายในจิตมาก กริ้วโกรธในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ควรใช้คุณธรรมฝ่ายสูง เช่น พรหมวิหาร 4 ซึ่งมี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา หรืออนุสติ หมวดพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

เข้าช่วยยับยั้ง

           3. โมหจริต คือผู้มีความหลงความมัวเมาอยู่ในจิตมาก ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี การแก้โมหะควรใช้ธรรมะซึ่งมีลักษณะสว่าง กระจ่างแจ้งเป็นปัจจัย เช่น การได้อยู่ใกล้ผู้มีปัญญาธรรม ได้ฟังข้อธรรมที่มีเหตุผลอยู่เนือง ๆ

กรรมฐานที่เหมาะกับคนประเภทนี้คือ กสิณ และอรูปกรรมฐาน ซึ่งเป็นอุบายเปิดใจให้สว่าง

           4. สัทธาจริต คือคนมีศรัทธาเป็นเจ้าเรือนในจิต มีความเชื่อท่องอยู่ในจิตมาก จนบางครั้งดลให้เชื่อสิ่งต่าง ๆ จนกลายเป็นเกือบงมงาย ความจริงศรัทธาเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง เมื่อมีอยู่ในใจย่อมหนุนส่งให้ทำความดีได้ง่าย

ดังนั้นคนเจ้าศรัทธามักเป็นคนใจบุญสุนทาน ชอบดี รักงาม เป็นคนละเอียดอ่อน บำเพ็ญกรรมฐานได้แทบทุกอย่าง แต่เหมาะที่สุดคือ อนุสติ และกรรมฐานที่เกี่ยวกับการคิดค้นหาเหตุผล เช่น จตุธาตุววัตถาน

           5. พุทธิจริต เป็นคนเจ้าปัญญามีความรู้มาก ดลใจให้รู้อะไรได้ง่ายจนเกือบจะกลายเป็นคนสู่รู้ ความจริงพุทธิเป็นคุณธรรมนำให้รู้เหตุผลและความจริงได้ง่าย แต่ก็มักพลาดด้วยความสู่รู้อวดรู้เหมือนกัน ฉะนั้น

กรรมฐานควรใช้อุปสมานุสสติ เป็นฐานประคับประคองจิตใจไปในเหตุผลที่ถูกต้อง

           6. วิตกจริต เป็นคนเจ้าความคิด มีวิตักกะ คือความคิดอยู่ในจิตมาก ดลใจให้คิดอ่านอยู่เรื่อย จนกลายเป็นคนฟุ้งซ่านเลื่อนลอย ทั้ง ๆ ที่วิตักกะเป็นคุณธรรมประเภทหนึ่ง เป็นข้อหนุนส่งให้เป็นคนช่างคิดหาเหตุผล

แต่ถ้ามากเกินไปจะตกไปข้างฝ่าย ‘โมหะ’ หลงทิศหลงทางอย่างที่เรียกว่า ‘ความคิดตกเหว’ ได้แต่คิดเพ้อไปท่าเดียว กรรมฐานที่เหมาะต้องเป็นกรรมฐานที่ไม่ต้องใช้ความคิดคือ กสิณ กับอานาปาณสติ...

           ครับ จะเห็นได้ว่า จริตทั้ง 6 ประการนั้น ข้อ 1 ถึง 3 เป็นอกุศล เจตสิก ข้อ 4 ถึง 6 เป็นอัญญสมานาเจตสิก ใกล้ไปข้างฝ่ายกุศล

           เมื่อเป็นดังนี้...ผู้ที่จะกำหนดแนวทางหรือข้อกรรมฐานสำหรับตน จะเป็นใครได้ละครับท่าน ก็ต้องเป็นตัวเองนั่นแหละ จึงจะรู้จักจริตแท้จริงของตน!

           แต่ก็มีกรรมฐานอยู่ข้อหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่า ปฏิบัติได้ง่าย...ปฏิบัติได้ในทุกเวลา และเหมาะสำหรับทุกจริตก็คือ...กรรมฐานหมวด อานาปาณสติ...

           ก็คือการกำหนดหายใจ เข้า พุท...ออก โธ...นั่นแหละ !

           ถึงตรงนี้ อยากทำความเข้าใจกับท่านทั้งหลายสักนิดว่า...จุดมุ่งหมายในการปฏิบัติธรรมสมาธินั้น...มิได้อยู่ที่ว่าได้ ‘เห็นอะไร’ ในนิมิตหรือไม่...ได้ถอดกายทิพย์ไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างที่ใคร ๆ

เที่ยวคุยไว้อย่างไรหรอกครับ...เพราะครูบาอาจารย์เก่ง ๆ สายกรรมฐานท่านบอกเตือนเสมอ ๆ...

           ‘อย่ายึด อย่าหลง...อย่าติดในนิมิต...เด็ดขาด!’ เพราะประการทั้งปวงนั้น ส่วนใหญ่...เกิดจากการปรุงแต่งของจิตมากกว่าอื่นใด...

          เหตุของการปฏิบัติกรรมฐานก็เพื่อการละลดปลดวางกิเลส ตัณหา อุปาทาน ทั้งหลายที่เกาะเกี่ยวจิตวิญญาณตนอยู่มิใช่หรือ?

          ดังนั้นความเจริญของการปฏิบัติสมาธิจึงอยู่ที่ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ความรัก โลภ โกรธ หลง เพราะอุปาทาน ลดลง หรือไม่อย่างไร มากกว่า จะถามว่า ‘เห็นอะไรไหม?’ หรือ ‘มีฤทธิ์มีเดชมากขึ้นหรือยัง!’

          บางครั้งลองไปฟังมาแล้ว มันน่าขำครับ เพราะหมู่นี้พวกทำสมาธิแค่ไม่กี่วันกี่เดือน แต่อ้างตนว่าหยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทรกำลังล้นประเทศอยู่รอมร่อ บางรายถึงกับอ้างตนเป็นผู้วิเศษกลับชาติมาเกิดก็ยังมี เข้าข่ายยิ่งทำยิ่งเลอะเทอะเปรอะเปื้อน!

          จำไว้เถอะครับท่าน เจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต ธัมมวิตักโกภิกขุ ผู้เป็นพระอริยเจ้าแห่งวัดเทพศิรินทร์ ท่านกล่าวไว้ว่า...

                 ...ของจริงนิ่งใบ้ ของพูดได้ไม่จริง!

          ครับ...คนทำได้ไม่คุย ส่วนคนคุยทำไม่ได้หรอกครับ... ‘เชื่อผมเถอะ’ อะไรที่สู่ความสำเร็จ เขาไม่กลัวคนเก่งหรอกครับ... ‘เขากลัวคนขยัน’ มากกว่า ยิ่งโดยเฉพาะความสำเร็จด้านภูมิจิตจากสมาธิด้วยแล้ว...จำต้องประกอบด้วยความพยายามและความตั้งใจ ดังคำกล่าวที่ว่า...ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความเพียร!

          ฉะนั้น ถ้าอยากได้ภูมิจิต...อยากก้าวหน้าในวิญญาณของตนเร็วเท่าใด ก็ต้องทำให้มากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญคือ...

          อย่าได้ลังเลสงสัยในพระธรรมของพระพุทธเจ้า...

          อย่าได้ประมาทหรือผลัด วันประกันพรุ่งในการปฏิบัติ

          สองประการนี้ เกินพอต่อความสำเร็จของตนในวันหน้าแล้วละครับ


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com