ปฏิบัติธรรม สมาธิ ไ...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ปฏิบัติธรรม สมาธิ ไม่ควรตั้งใจจนเกินไป by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#641]

ปฏิบัติธรรม สมาธิ ไม่ควรตั้งใจจนเกินไป

          มีท่านผู้อ่านหลายท่านได้โทรศัพท์เข้ามาปรารภกับผู้เขียนอยู่บ่อยครั้ง เกี่ยวกับการฝึกสมาธิ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักเป็นปัญหาซ้ำซากย้ำอยู่ประเด็นเดิมเช่น ‘...ปฏิบัติมานานหลายปีแล้วแต่ยังไม่ได้อะไรเลย’

          หรือ... ‘ยิ่งทำยิ่งเหนื่อย ปวดเมื่อยไปหมด...’ เป็นต้น...

          ลงท้ายก็คือคำถาม...

          ‘ควรแก้ไขอย่างไร?’

          ครับ ก็เผอิญมีคำถาม ที่ค่อนข้างน่าสนใจของ คุณเฉลาลักษณ์ ตันประเสริฐ จากอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่เข้ามา ผู้เขียนจึงขอรวบยอดกันตรงนี้เลย...ความจริงคำถามมียืดยาว

แต่ผมขอตัดทอนเอาเฉพาะใจความสำคัญมาลงเท่านั้น เพื่อไม่ให้เยิ่นเย้อ

          “ดิฉันสนใจการทำสมาธิมาก พยายามศึกษาด้วยการอ่านจากหนังสือบ้าง และทำมานานหลายสิบปีแต่มันก็ไม่สงบ คุณมีวิธีจะทำให้ใจสงบไหม เคยอ่านในหนังสือพบว่าผู้ที่ละสักกายทิฐิ และรู้แจ้งในไตรลักษณ์กับอริยสัจ 4 จึงละกามฉันทะได้ เมื่อละได้ใจจะสงบเป็นสมาธิ ถ้าอย่างนั้นคนที่ยังครองเรือนยังมีหน้าที่การงาน จะบำเพ็ญได้ยังไงคะ ?”

          คำถามของคุณเฉลาลักษณ์ มีใจความสรุปโดยสำคัญดังกล่าวข้างต้น

          คราวนี้มาถึงคำตอบกันล่ะครับ

          มนุษย์เรามักมีนิสัยสิ่งหนึ่งที่ติดตัวอยู่ตลอดเวลาก็คือ...เมื่อทำอะไรก็ตามจะ ‘คาดหวัง’ เสมอ เช่น...

          ทำงานก็หวังได้ เงิน-ชื่อเสียง

          มีลูกก็หวังว่าลูกจะเป็น ‘คนดี’ และ ‘เรียนเก่ง’ ฯลฯ

          ดังนั้น จึงไม่น่าแปลก ถ้าใครสักคนเริ่มหันหน้าเข้าปฏิบัติธรรมสมาธิ แล้วคาดหวังว่าตนจะได้ก้าวสู่ ‘มรรค-ผล’ ในกาลข้างหน้าด้วยเวลาอันรวดเร็ว

          แต่ทุกประการแม้การคาดหวังในสิ่งใดก็ตาม หากไม่เป็นอย่างที่คิด...ย่อมเกิด ‘ทุกข์’ ขึ้นในจิตใจตนเสมอ...คือสัจจะ

          ผู้เขียนอยากย้ำกับท่านผู้อ่านว่า...การปฏิบัติธรรมสมาธินั้น โดยเจตนาคือการผ่อนคลายความเคร่งเครียด...เป็นการแสวงหาความสงบสุขในจิตใจตน ไม่ใช่ทำเพื่อให้เกิด ‘ความทุกข์’

          เพราะฉะนั้น หากคุณคาดหวังและเคร่งเครียดจนเกินไป ย่อมถือว่าเป็นการผิดแนวทางและวัตถุประสงค์หลักของการทำสมาธิ บางรายถึงกับบ่นพึม...

          “...คนอื่นทำแล้วเห็นโน่น-เห็นนี่ แต่ดิฉันทำมาเป็นสิบปีไม่เคยเห็นอะไร”

          “ก็อยากเห็น...” คำตอบที่ได้มักเป็นอย่างนี้เสมอ

          คำว่า ‘อยาก’ ก็เป็นกิเลสประการหนึ่ง ถ้าคุณถือว่าการทำสมาธิเป็นการแข่งขันเพื่อทำให้ตน ‘รู้-เห็น’ มากกว่าคนอื่นหรือชนะคนอื่น คุณจะไม่มีวันได้ ‘ธรรม’ จากสมาธิแน่

ภูเตศวรอยากบอกกับคุณ ๆ ทั้งหลายว่า...

          บุคคลผู้อยู่ครองเรือน หากตั้งใจจะฝึกสมาธิเพื่อให้ใจสงบบ้างนั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนถึงสามารถกระทำได้ หากต้องการความสงบชั่วขณะ ไม่ใช่สงบแน่วแน่อย่างผู้ได้ฌาน เพราะโดยปกติถ้าคนไหนสามารถที่จะสวดมนต์ในใจหรือออกเสียงก็ตาม บังคับใจให้อยู่กับคำสวดได้ทุกคำเป็นเวลาสามถึงห้านาที ก็แปลว่ามีพื้นที่จะฝึกสมาธิได้ ซึ่งเป็นสมาธิขั้นธรรมดา...สำหรับคุณเฉลาลักษณ์ นั้น ผมเชื่อว่าการที่คุณบอกว่า ทำใจให้สงบไม่ได้เลย อาจเป็นเพราะคุณตั้งใจมากเกินไป และต้องการจะทำให้ได้สมาธิขั้นสูงด้วย เพราะดูได้จากการกล่าวถึง การละสักกายทิฐิ การรู้แจ้งในไตรลักษณ์ รู้แจ้งอริยสัจ

          ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นการอธิบายสำหรับผู้ฝึกสมาธิในขั้นสูง...

          แต่ก็มิได้หมายความว่า คนธรรมดาไม่ควรรู้ไว้บ้าง เพื่อเป็นแนวทางในวันข้างหน้า...อย่างไรก็ตาม ผมอยากแนะนำว่าคุณควรจะทำความรู้สึกของตนเสียใหม่ ด้วยการถอยตัวเองมาที่ความรู้สึกว่า...ทำสมาธิ...เพื่อให้จิตใจสงบบ้างเท่านั้น อย่าหวังผล หรือตั้งใจเพื่อแสวงหามรรคผลจากสมาธิให้มากนัก...เพราะจะกลายเป็นความเคร่งเครียด จนเกิด ‘ความทุกข์’

          สิ่งสำคัญในการเอื้อต่อการทำสมาธิก็คือ...

          ก่อนทำสมาธิควรสะสางธุรกิจการงานต่าง ๆ ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เพื่อทำให้ใจไม่พะวงกังวลขณะที่นั่งสมาธิ

          ไม่ควรกำหนดว่าจะนั่งให้ได้เท่านั้นเท่านี้ กี่ชั่วโมง...เพราะการกำหนดเวลาเข้าออกของสมาธิ เหมาะสำหรับผู้ที่ได้สมาธิชั้นสูงแล้วเท่านั้น แต่ถ้าคุณกระทำจะทำให้เคร่งเครียด ฝืนบังคับใจจนร่างกายเกร็ง...ถือว่าเป็นโทษมากกว่าคุณ...

           การทำสมาธิ...เป็นการฝึกฝนขัดเกลาจิต...

           เหมือนเอากระดาษทรายขัดถูท่อนไม้...ถ้าคุณออกแรงมาก จะล้าก่อนสำเร็จ ควรทำช้า ๆ ...ทำเรื่อย ๆ ...ไม่นานก็จะได้ไม้ที่กลึงกลมสวยงาม

           การฝึกสมาธิมีหลายวิธี...และวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนธรรมดาทั่วไป แต่ถูกมองข้ามก็คือ ‘การสวดมนต์’ โดยบังคับให้ใจจดจ่อกับคำสวด การทำเช่นนี้แม้แต่พระอริยะทั้งหลายท่านก็ทำจนเป็นนิสัย

เพราะถือว่าเป็นวิธีปฏิบัติสมาธิประการหนึ่ง

           หรือไม่ก็ในเวลาเข้าสมาธิเมื่อจิตสงบพอสมควรแล้ว พยายามหาคำพูดมาสอนใจตัวเอง และพิจารณาถึงสิ่งที่ตนได้กระทำมาแล้วว่า อันไหนผิด อันไหนถูก เพื่อนำมาปฏิบัติตนในภายหลัง

การฝึกสมาธิแบบนี้ได้ผลกันแทบทุกคน เพราะจะทำให้สงบไปทีละน้อย แต่ก็ต้องใช้เวลานานเหมือนกันกว่าจะให้สงบได้จริง ๆ

           กับอีกวิธีหนึ่งก็คือ ‘พยายามให้มีสติอยู่กับตัวเสมอ’ ไม่ว่าจะทำอะไร อีกทั้งควรระวังอย่าให้มีความกดดันในเรื่องอื่น ๆ ต้องรู้จักคลี่คลายอารมณ์ตัวเอง การคลี่คลายอารมณ์ด้วยวิธีตามใจตัวเองบ้างในบางเรื่อง

บังคับบ้างในบางครั้ง และที่สำคัญ อย่าทะเยอทะยานให้เกินฐานะที่จะเป็นไปได้ ทั้งทางโลกและทางธรรม ยกตัวอย่างเช่น...

           บางรายไปอ่านหนังสือ พบปฏิปทาของพระอริยสงฆ์บางรูปเข้า อ่านพบข้อวัตรปฏิบัติ...และปาฏิหาริย์ทางจิตของท่าน อยากเป็นบ้าง...อย่างนี้ถือว่า ไม่ประมาณตัว...ในฐานะที่เรายังเป็นฆราวาสธรรมดาจึงห่างไกลมาก

ควรยึดถือเพียงแนวทางเอาไว้อบรมสั่งสอนใจตัวเองมากกว่าการ ‘อยากเป็น’

           การอ่านหนังสือธรรมะทางศาสนา ก็สามารถทำให้คุณใจสงบได้เร็วขึ้น อย่าสักแต่ว่าอ่าน ควรอ่านด้วยความตั้งใจ จำข้อความสำคัญ ๆ เอาไว้สอนใจตัวเอง โน้มน้าวจิตสู่ธรรมะที่ปรากฏในหนังสือด้วยเหตุและผล

วิธีนี้ก็ช่วยให้เราสามารถก้าวหน้าในสมาธิได้เหมือนกัน...

           ก่อนจากกันในวันนี้ ผู้เขียนขอสรุปข้อความทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้น เกี่ยวกับคำถามและข้อแนะนำว่า...

           การทำสมาธิมิได้มุ่งเน้นที่จะเห็นนิมิตที่ปรากฏในจิต...เพราะคำว่า ‘นิมิต’ แปลว่า... ‘เครื่องหมาย’ สำหรับหมายบอกอารมณ์ที่ได้จากสมาธิเท่านั้น นิมิตที่เกิดขึ้นมีทั้ง ‘จริง’ และ ‘เท็จ’

แต่จะจริงหรือเท็จก็มิอาจยึดถือเป็นสาระสำคัญ เพราะผู้ปฏิบัตินั้นไม่พึง ‘ยึด’ และ ‘ถือ’ สิ่งใด หากเป็นเช่นนั้นไยมิใช่เสียเวลาเปล่า ๆ ...เสียเวลาเช่นคำกล่าวที่ว่า ‘หลงนิมิต’ นั่นเอง

           การทำสมาธิ...มุ่งให้ใจสงบ...จากภาวะร้อยรัดภายนอก สงบจากความฟุ้งซ่านรำคาญใจ สงบจากกิเลสตัณหาทั้งสิ้นทั้งปวง คือเป้าหมายหลัก

           ความอยากได้ อยากมี...อยากเป็น คือกิเลส...อยากได้...อยากเป็น ในสมาธิก็ไม่ต่างกับอยากได้ในสิ่งอื่น... ‘ความอยาก’ เหมือนกำแพงกั้นเหล่าผู้ปฏิบัติธรรมให้ก้าวสู่สมาธิจิตช้าลง...

           ความอยากได้กับความตั้งใจจนเกินไป ทำให้ ‘เครียดเกร็ง’ ความ ‘เกร็ง’ ทำให้ร่างกายเหนื่อย... ความเครียดทำให้จิตล้า...จนผู้ทำสมาธิ...’ท้อ’

           ดังนั้น...การปฏิบัติธรรมสมาธิ...ควรตั้งอยู่ในความรู้สึกผ่อนคลาย...อย่าคาดหวังมากเกินไป...ทำช้า ๆ ...ทำบ่อย ๆ ทำอย่างเย็นใจ...ทำด้วยหัวใจเบิกบานมีเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง...

           ความสงบจักมาเยือนในไม่ช้า...

           เมื่อความสงบมาเยือนได้...มรรคผลก็ไม่ไกลเกินเอื้อม... ดังคำกล่าวของพระอาจารย์เจ้าบางรูปกล่าวไว้ว่า...

           ‘จิตนิ่ง จิตจึงเห็น...จิตใสเย็น จึงเกิด ‘ฌาน’’

           เอวังก็ด้วยประการฉะนี้แล...


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com