
ฌานกับสมาธิแตกต่างกันอย่างไร
วันนี้ขออนุญาตตอบคำถามของท่านผู้อ่านสักนิด เพราะจดหมายเริ่มค้างคาทับถมมามากแล้ว แต่ต้องขอตัดทอนจดหมายเฉพาะข้อความสำคัญ หรือตัดคำถามบางข้อที่ไม่สำคัญทิ้ง
เพื่อไม่ให้เยิ่นเย้อเกินไปนัก
ฉบับแรกจาก คุณไสว แก้วจินดา จ.สมุทรปราการ
ถาม บารมี 10 ทัศของพระพุทธเจ้าเคยได้ยินบ่อย ๆ แต่ไม่รู้ว่าสำคัญอย่างไร และมีอะไรบ้าง ช่วยบอกด้วย ?
ตอบ ตามพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะสำเร็จ ตรัสรู้ อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ นั้น พระองค์ทรงตั้งสัจจาธิษฐานว่า หากในครั้งนี้ถ้าพระองค์ยังไม่สามารถบรรลุธรรมได้
จะไม่ทรงเสด็จลุกขึ้นเป็นอันขาด แม้กระทั่งพระมังสาและพระโลหิตจะเหือดแห้งไปก็ตาม
พระองค์ทรงเจริญภาวนาจนจิตบรรลุ ‘บุพเพนิวาสานุสติญาณ’ ระลึกชาติปางก่อนได้ในปฐมยาม (21.00 นาฬิกา)
พระองค์ทรงได้บรรลุ ‘จุตูปปาตญาณ’ หรือ ‘ทิพยจักษุญาณ’ รู้การเกิดการตายของหมู่สัตว์ทั้งหลายในปัจฉิมยาม (24.00 นาฬิกา)
และได้บรรลุ ‘อาสวักขยญาณ’ รู้เห็นสิ้นต่อเครื่องเศร้าหมองที่หมักหมมอยู่ในกมลสันดาน เรียกว่าสิ้นอาสวกิเลส บรรลุธรรมสูงสุดไม่เวียนเกิดเวียนตายอีก...
แต่ในขณะที่พระองค์ใกล้สำเร็จ พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้านั้น พระยามารวัสสวตีได้ยกพหลพลพยุหมาร ยาตรามายังที่ที่พระองค์ทรงประทับใต้ร่มโพธิ์พฤกษ์สำแดงเดชต่าง ๆ นานา
เพื่อขัดขวางมรรคผลแห่งพระองค์ หากพระผู้มีพระภาคเจ้าหาได้ทรงย่อท้อไม่ ทรงรำลึกถึงพระบารมีที่ทรงบำเพ็ญเพียรมาทั้ง 10 ประการอย่างครบถ้วนคือ...
1. ทาน คือการสละให้ การบริจาค
2. ศีล การรักษา กายวาจาใจให้เรียบร้อย
3. เนกขัมมะ การออกบวช
4. ปัญญา ความรอบรู้ในสรรพวิชา
5. วิริยะ ความเพียรพยายาม
6. ขันติ ความอดกลั้น-อดทน
7. ความสัตย์ การรักษาความจริง
8. อธิษฐาน การตั้งมั่น
9. เมตตา ความรักใคร่ สงสาร ปรารถนาดีต่อผู้อื่น
10. อุเบกขา การวางเฉย
บารมีทั้ง 10 ประการ เมื่อพระองค์ทรงรำลึกขึ้นได้ ทรงทำให้พระหทัยหนักแน่นเปรียบด้วยมหาปฐพี และทรงอ้างนางสุนทรา (แม่พระธรณี) เป็นสักขีพยาน แม้ยักษ์มารที่มาผจญจะขว้างศัตราวุธเข้าทำร้าย ก็มิอาจกล้ำกราย ทั้งยังกลายเป็นบุปผชาติไปสิ้น จนในที่สุดพระแม่ธรณีจำต้องบีบมวยผม เป็นน้ำท่วมเหล่าเสนามารจนหมด จนทัพของพญามาราธิราชแตกพ่ายไป จวบจนใกล้รุ่ง พระมหาบุรุษทรงได้บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวันวิสาขะปุรณมี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา
ฉบับที่สอง จากคุณ ศิริจันทร์ เสนีชาติ บางรัก กรุงเทพฯ
ถาม ฌานกับสมาธิเหมือนกันหรือไม่อย่างไร ช่วยอธิบายให้หายสงสัยด้วยค่ะ ?
ตอบ ผู้เขียนขอคัดลอกข้อเขียนของ พระราชนิโรธรังสี คัมภีร์ปัญญาวิศิษฎ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) จาก ‘สิ้นโลกเหลือธรรม’ มาไขข้อข้องใจให้คุณศิริจันทร์ ดังนี้ครับ...
วิธีการทำฌานให้เกิดขึ้นนั้น เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้หรือเปล่าไม่ทราบ เพราะได้ทราบว่าวิธีทำฌานนี้ พวกฤาษีชีไพรอบรมกันมาก แต่เข้ามาอยู่ในพระพุทธศาสนา และเกี่ยวข้องกับการทำสมาธิ
ซึ่งจัดเป็นสมาธิโดยตรง จึงจะขอกล่าวถึงเรื่องฌานก่อน
ปฐมฌาน ท่านแสดงว่ามีองค์ 5 คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคตา
ทุติยฌาน คงเหลือเพียงองค์ 3 คือ ปีติ สุข เอกัคตา
ตติยฌาน ละปีติเสียได้ ยังเหลือแต่สุขกับ เอกัคตา
จตุตถฌาน ละสุขได้ ยังเหลือแต่อุเบกขา กับเอกัคตา
ฌานทั้งสี่ดังกล่าวมานั้น ท่านว่าเป็นฌานล้วน ๆ ไม่จัดเป็นสมาธิ แต่ถ้าจะเรียกใหม่ว่า เอกัคตาในฌานทั้งสามเบื้องต้นอันเป็นที่สุดของฌานนั้น ๆ จัดเข้าเป็นอารมณ์ของสมาธิคือ ขณิกสมาธิ นั่นเอง
หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สมาธิเป็นที่สุดของฌานทั้งสี่ก็ได้ เพราะฌานเป็นอุปสรรคของสมาธิ แต่เมื่อจิตเข้าสู่เอกัคตาแล้ว องค์ฌานทั้งหลายเหล่านั้นจะต้องหายไปหมด ยังเหลือแต่เอกัคตาเพียงอย่างเดียว
เรื่องฌานกับสมาธินี้เท่าที่ผู้เขียน (หลวงปู่เทสก์) ได้ยินได้ฟังมา แต่ไม่ทราบว่าพระสูตรไหน จำได้แต่ใจความว่าพระพุทธองค์ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดไม่มีฌาน ผู้นั้นไม่มีสมาธิ ผู้ใดไม่มีสมาธิผู้นั้นไม่มีฌาน’ ดังนี้ แสดงว่าพระพุทธองค์ทรงแสดงสมาธิกับฌานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฌานเป็นเรื่องพิจารณาอารมณ์ของจิต หรือจะเรียกว่า ‘ส่งนอก’ ก็ได้ คือนอกจากจิตใจนั่นเอง
ส่วนสมาธิ คือการเพ่งเอารูปซึ่งเป็นบ่อเกิดของอารมณ์ และอารมณ์ของรูปให้เห็นชัดเจนทั้งหกอย่าง แล้วละถอนอารมณ์นั้นเสีย
‘ฌาน’ คือ การเพ่งเอาแต่อาการของจิตอย่างเดียวให้เป็นอารมณ์เดียว แล้วไม่พิจารณาอะไรทั้งสิ้น เพ่งเอาแต่ความสงบเป็นพื้น แต่สมาธิหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพ่งเข้าถึงจิตผู้นึกคิดและส่งส่ายไปในอารมณ์ต่าง ๆ ที่ให้เกิดความยินดียินร้าย โดยมีสติควบคุมอยู่ตลอดเวลา จะคิดนึกอะไรส่งส่ายอย่างไรสติก็ควบคุมอยู่ตลอดเวลา จิตย่อมเผลอไม่ได้ ‘ฌาน’ กับ ‘สมาธิ’ จึงผิดแผกกันตรงนี้...
ครับ แค่สองคำถาม แต่ต้องใช้เนื้อที่กระดาษไปมากพอสมควร ซึ่งภูเตศวรเชื่อว่าสองคำถามดังกล่าว คงให้สารประโยชน์กับท่านผู้อ่านได้บ้างไม่มากก็น้อย...ใครหรือท่านผู้อ่านท่านใดมีข้อสงสัย
ก็ขอเชิญถามมาได้นะครับ แต่ขอเรียนว่า บางครั้งอาจช้าไปบ้าง เพราะต้องสลับกับข้อเขียนอื่นบ้าง หรือขออนุญาตไม่ตอบ เพราะเห็นคำถามไม่น่าสนใจพอ ก็อาจจะระงับไว้
ฉบับนี้ขอจากลากันด้วย คติธรรมล้ำค่าของ พระราชนิโรธรังสี คัมภีร์ปัญญาวิศิษฎ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) ที่ว่า...
- บุคคลใดทำงานในหน้าที่โดยชอบ ประกอบกิจสำเร็จแล้ว ย่อมเกิดประโยชน์แก่ตนเอง
- ผู้เคารพย่อมได้รับความเคารพตอบแทน
- ผู้บูชาย่อมได้รับการบูชาตอบแทน
- ผู้ให้ทานย่อมได้รับการให้ทานตอบแทน
ธรรมทั้งสี่ประการนี้ ยังมีอยู่ในใจของบุคคลตราบใด โลกนี้ย่อมทรงอยู่ตราบนั้น !
สวัสดีครับ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com