
การทำสมาธิแบบเลวก็ไม่คิด-ดีก็ไม่คิด
ตามธรรมดาหรือธรรมชาติของจิตนั้น มักจะแส่ส่าย หรือครุ่นคิดคำนึงอยู่เสมอ อุปมาเหมือนวานรที่อยู่นิ่งไม่เป็น ฉะนั้นไม่ว่าการทำสมาธิแบบไหนหรือสายใด ต่างก็มีอุบายทำให้จิตนิ่งมีสมาธิกันทั้งนั้น...
บางคนทำสมาธิด้วยการเจริญอานาปานสติกำหนดลมหายใจเข้าออก บริกรรมด้วยพุทโธ...พุทโธ...หรือสัมมาอรหัง
บางรายใช้เพ่งกสิณ...ไม่ว่าจะกสิณไฟ กสิณลม กสิณน้ำ ฯลฯ แต่ทั้งหมดก็เพียงเพื่อทำให้จิตสงบนิ่ง เฉกเดียวกัน
การปฏิบัติสมาธิด้วยการกำหนดลมหายใจ ก็คือการเอาสติไปจับอยู่ที่ลมหายใจ ไม่ให้จิตครุ่นคิดหรือแส่ส่าย จนรวมตัวกันเป็น โฟกัส ก้าวเข้าสู่ เอกคตารมณ์ หรือที่เรียกว่า...
...อารมณ์หนึ่งเดียวที่สงบประณีต... หรือการเพ่งกสิณ จนจิตจดจ่อกับรูปกสิณ ก็เป็นอุบายอย่างหนึ่งในการทำสมาธิจิต ให้จิตสงบ ระงับจากกามฉันทะทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวง
สมาธิกับ...วิปัสสนาต่างกัน...
บางคนอาจจะไม่เข้าใจ คิดว่าการทำสมาธิกับการปฏิบัติวิปัสสนาเหมือนกัน เพราะคนเราเมื่อกล่าวถึงการทำสมาธิมักจะมีวิปัสสนาต่อท้ายเข้าไปด้วย
การทำสมาธิดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น คือ การทำให้จิตสงบโดยใช้อุบายต่าง ๆ เข้าช่วย ผลที่ได้รับคือ ความสงบ ไม่ฟุ้งซ่านเป็นสุขอยู่ในอารมณ์เดียว เกิดปีติสุขในขณะปฏิบัติสมาธิ แต่ถ้าถอยสมาธิออกมาทุกอย่างก็จะกลับเป็นเหมือนเดิม เพราะวิถีจิตภายนอกสัมผัสกับสิ่งเร้าได้อีก จิตก็จะนำ รูป รส กลิ่น และเสียง เข้าไปปรุงแต่งใหม่
คณาจารย์และผู้รู้จึงอุปมาเอาไว้ว่าการทำสมถกรรมฐาน จึงคล้ายเอาก้อนหินไปทับหญ้าไว้ พอเอาก้อนหินออก หญ้าก็จะเจริญงอกงามขึ้นใหม่
แต่การทำวิปัสสนานั้น เป็นการพิจารณาสภาวะธรรม พิจารณาให้เห็นสัจจะของชีวิตของโลก ภาษาของภูเตศวรเรียกว่าการ ตรึกธรรม
ยกตัวอย่างเช่นการพิจารณาอาการของ ‘ไตรลักษณ์’ คืออนิจจัง ทุกขัง...อนัตตา...
พิจารณาให้เห็นว่าสรรพสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วคราว แล้วก็สลายลงเสมอ...เหมือนกับมนุษย์เมื่อเกิดมาแล้ว มีชีวิตอยู่ชั่วขณะ ในที่สุดก็ต้องตาย เมื่อเป็นเช่นนั้น จะไปโลภ ไปโกรธ ไปหลงอยู่ทำไม ต่อให้ร่ำรวยล้นฟ้า มีทรัพย์สินสมบัติมากมาย เวลาตายก็เอาไปไม่ได้ เมื่อพิจารณาบ่อย ๆ เท่ากับเป็นการอบรมจิตไม่ให้ไปหลงไปยึดกับของนอกกายเหล่านั้น
...เท่ากับเป็นการสอนจิตตัวเองให้ละลดปลดวาง ในเมื่อเราไม่ยึดไม่ติดกับอะไรเราก็ไม่ทุกข์ เหมือนเรามีของรักอยู่ชิ้นหนึ่งเกิดหายไป ต่อให้เราร้องไห้เสียดายมันก็หาย ไม่ร้องไห้เสียดายก็หาย...ฉะนั้น! ต้องถามตัวเองว่า เมื่อยังไง ๆ มันก็หายจะมานั่งเป็นทุกข์อยู่ทำไม
ฉะนั้น...หลักของการพิจารณาก็คือให้จิตเท่าทันอารมณ์ การจะรู้เท่าทันอารมณ์ต้องอาศัย ‘สติ’ เป็นตัวกำกับ...
เมื่อสติเกิด สัมปชัญญะก็จะตามมา...เมื่อจิตมีสติสัมปชัญญะรวมกัน
ปัญญา จะเรืองโรจน์ขึ้นทันที...และปัญญาจะเป็นตัวทำให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายได้...
ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อให้ท่านผู้อ่านแยกแยะความหมายของสมาธิกับการทำวิปัสสนา ว่าแตกต่างกันอย่างไร?
แต่อย่างไรก็ตาม สมาธิกับวิปัสสนาจำต้องกระทำควบคู่กันไป จึงจะได้ผลเร็ว...
ท้ายสุดขอวกเข้าที่จั่วหัวข้อไว้ว่า การทำสมาธิแบบเลวก็ไม่คิด ดีก็ไม่คิด กันดีกว่า ด้วยเหตุผลที่มีท่านผู้อ่านถามภูเตศวรเข้ามาว่า ภูเตศวรทำสมาธิแบบไหน…?
เอ้า...ไหน ๆ ก็ ไหน ๆ แล้วก็เลยขอขายขี้เท่อกันตรงนี้เสียเลย ตอนแรก ๆ ที่เริ่มทำใหม่ ๆ ก็เจริญ อานาปานสติบริกรรมพุทโธ นี่แหละ บางทีก็ใช้กสิณเข้าช่วยเป็นการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศไม่ให้จำเจ ผลหรือครับ...ก็ได้บ้าง ไม่ได้บ้างเป็นธรรมดา
หากระยะหลังเมื่อสนิทสนมกับคุณทมยันตี และได้อ่านธรรมะของเซียนสู เชยพรหมธีระ ที่ทมยันตีเรียกว่า อาเตียอย่างสนิทปากนั้น ท่านบอกว่าการทำสมาธิง่าย ๆ ก็คือ ทำจิตให้ว่าง...ด้วยการไม่ให้คิดเรื่องอะไร ซึ่งท่านได้บอกกับทมยันตีสั้น ๆ ว่า...
“อาอี๊ดลื้อทำสมาธินั่งเฉย ๆ ดีก็ไม่คิด เลวก็ไม่คิด วันละห้านาทีได้ไหม?”
ซึ่งคุณนายทมก็ตบมือฉาด... “สบายมากเลยเตีย...”
ผลหรือครับ...ไปถามเจ้าตัวเองดีกว่า เพราะเวลาถามเธอทีไร ทำหน้าเบี้ยวทุกที...
“พูดง่ายแต่ทำยากว่ะ!” คือคำตอบของนักเขียนดัง
นั่นแหละครับคือวิธีการทำสมาธิของภูเตศวร เมื่อดีไม่คิด เลวก็ไม่คิดได้แล้ว สมาธิก็จะเกิดเองแหละครับ...
เอ้า! ใครจะนำไปใช้บ้างไม่สงวนสิทธิหรอกครับ...แต่ถ้าจะกรุณา หากทำแล้ว ได้ผลก็ช่วยน้อมนำกุศลฝากไปให้ อาเตีย ด้วยก็จะเป็นพระคุณอย่างสูง...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com