การใช้จิตตภาวนาบริห...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

การใช้จิตตภาวนาบริหารร่างกาย by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#629]

การใช้จิตตภาวนาบริหารร่างกาย

          ถ้ามีใครสักคนเอ่ยถามว่า... “ทำสมาธิภาวนาเพื่ออะไร” เชื่อว่าหลายท่านคงตอบตรงกัน... “เพื่อความพ้นทุกข์!” เพราะตามที่ได้รู้ได้ฟังกันมาจากไตรสิกขาบทคือ ศีล...สมาธิ และปัญญา คืออุปกรณ์แห่งมรรคผลนิพพาน

          เวลาเราพูดถึงสมาธิ...เรามีความปรารถนาในการปฏิบัติ เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จ ด้วยกันทั้งสิ้น หากแต่เมื่อลงมือทำเราจึง ‘รู้’ การปฏิบัติสมาธิเป็นของยาก...น่าเบื่อ...เพราะธรรมชาติของจิตแห่งปุถุชนมักซุกซนท่องเที่ยวอยู่กับความคิดอ่านปรุงแต่งไม่หยุดนิ่ง ดังจะเห็นได้ว่า โบราณาจารย์ท่านเปรียบจิตมนุษย์เป็นดุจ ‘วานร’ ที่อยู่ไม่เป็นสุข

          ดังนั้นคนเรามักมีความปรารถนาใน ‘มรรคผล-นิพพาน’ หากเมื่อลงมือกระทำสมาธิภาวนา จึงเหมือนเอาเชือกผูกคอลิงและลิงก็จะดิ้นรนอย่างรุนแรง

          ...ทั้งปวงคืออำนาจแห่งกิเลส ที่ขัดขืนต่อสมาธิภาวนาในรูปของ นิวรณ์ อันมีความเบื่อหน่าย ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ความง่วงเหงาหาวนอน เป็นต้น

          เมื่อเป็นเช่นนั้น...วันนี้ภูเตศวรจะแนะนำการทำสมาธิภาวนาแบบเล่นกีฬาสนุก ๆ ให้กับท่านทั้งหลายลองพิจารณาดู เผื่อจะสามารถยังประโยชน์และความเพลิดเพลินแก่ท่านได้บ้าง

          จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ผู้เขียนรู้ว่า การทำอะไรซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่แต่ประการเดียว คือความน่าเบื่อหน่ายของมนุษย์ การปฏิบัติสมาธิก็เช่นกัน ถ้าเราติดรูปแบบการภาวนาอยู่ในรูปแบบเดียว ท้ายสุดคือความเบื่อหน่าย คือความเซ็ง

          ก่อนอื่นต้องขออธิบายก่อนว่า สมาธิกับการปฏิบัติภาวนานั้น แม้จะเป็นหนทางดับทุกข์ สร้างปัญญา ประหารกิเลสเข้าสู่พระนิพพานก็จริง แต่สมาธินั้นยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งในส่วนของร่างกายและจิตใจ เรียกง่าย ๆ ว่า ขณะทำสมาธิ...คุณมีสิทธิ์นำสมาธินั้นมาบริหารร่างกายได้ด้วย ทั้งยังสามารถนำมาแก้ไขเวทนาที่กำลังบังเกิดขึ้นขณะภาวนา หรือสามารถนำไปสนองตอบต่อความต้องการ ‘ผล’ ที่แตกต่างจากสมาธิด้วยวิธีที่ผิดแผกแตกต่างกันไปบ้าง

          โดยปกตินักภาวนาส่วนใหญ่ใช้ลมหายใจหรือคำบริกรรมต่าง ๆ ช่วยเป็นอุบายทำให้จิตสงบ แต่เคยบ้างไหมที่จะใช้แสงหรือสีอันขาวนวลหรือความสว่างที่เรียกว่า ‘อาโลภะ’ ให้แผ่ซ่านไปตามร่างกายในทุกสัดส่วน ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้โบราณาจารย์ท่านบอกผลให้รู้ว่า สามารถบำบัดโรคภัยบางประการได้ ทั้งยังทำให้ผิวพรรณผ่องใส ให้ความสดชื่นแก่ร่างกาย

          วิธีทำง่าย ๆ เพียงกำหนดจิตให้ประกอบด้วยแสงสว่างสีนวล หรือสีเหลืองอ่อน ๆ แล้วแผ่กระจายสีนั้นไปทั่วสรรพางค์กายทุกส่วน ทวนไปมาหลาย ๆ เที่ยว ก็จะเกิดประโยชน์ดังที่กล่าวไว้เบื้องต้น หรือถ้ารู้ว่าร่างกายตนกำลังมีจุดบกพร่อง ณ ที่ใด หรือกำลังป่วยไข้ตรงจุดไหน ก็ให้ไปที่ตรงนั้นบ่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ จะเห็นผลขึ้นมาเอง

          ถึงตรงนี้อยากบอกว่า ใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ผู้เขียนเห็นผลมาแล้วกับอาการของนิ่วในถุงน้ำดีที่บรรเทาลงจากปีที่ผ่านมา จนบัดนี้ก็ยังไม่กำเริบจนต้องขึ้นเตียงผ่าตัดทิ้งอย่างที่คุณหมอแนะนำ

          อีกประการหนึ่งที่อยากแนะนำเพื่อประโยชน์ของนักปฏิบัติสมาธิภาวนาโดยตรงเลยก็ว่าได้ นั่นคือการบริหารจิต เพื่อเป็นการกีฬาที่เพิ่มพูนพละกำลังและอำนาจสามารถในสิ่งต่าง ๆ อย่างน่าอัศจรรย์ เป็นการบริหารกายและจิตไปพร้อม ๆ กัน วิธีนี้ต้องอาศัยอวัยวะของตนเป็นที่กำหนด คือเป็นจุดเพ่งของจิต ซึ่งโบราณาจารย์ท่านกำหนดไว้หลายแห่ง เมื่อตั้งจิตกำหนดอยู่ตรงอวัยวะนั้นจะบังเกิดผลอันเป็นอิทธิพลดังต่อไปนี้

          1. ตรงท้องน้อยใต้สะดือ 2 นิ้ว จะบังเกิดการผ่อนทุกขเวทนาได้

          2. ตรงสะดือ จะบังเกิดผลรู้เห็นส่วนต่าง ๆ ของร่างกายขึ้นตามความเป็นจริง

          3. ตรงเหนือสะดือคือประมาณ 2 นิ้ว จะบังเกิดกำลังวังชา เกิดความกระปรี้กระเปร่าขึ้นในร่างกาย

          4. ตรงทรวงอกระดับหัวใจ จะบังเกิดความรู้ขึ้นอย่างมากมาย

          5. ตรงลำคอกลวง ใต้ลูกกระเดือกจะทำให้หลับง่าย เพราะสำหรับคนหลับยากหรือขี้กังวล

          6. ตรงลำคอเหนือลูกกระเดือก จะทำให้ความหิวโหยความกระหายบรรเทา

          7. ตรงปลายจมูก จะก่อให้เกิดความปีติยินดี มีความซาบซ่านในร่างกายและจิตใจ

          8. ตรงลูกตา จะบังเกิดความรู้เห็นแบบจิตตานุภาพ

          9. ตรงหว่างคิ้ว จะบังเกิดความตื่นหายง่วงได้

          10. ตรงกลางกระหม่อม จะบังเกิดปฏิภาณผ่องแผ้ว และสามารถมองเห็น ทวยเทพและโอปปาติกะได้ด้วย

          11. ตรงท้ายทอย จะไม่รู้สึกทุกขเวทนาทางกาย แต่ประการใด และเป็นที่หลบเวทนาได้ดี

          12. ตรงปลายประสาททั้ง 5 จะบังเกิดสัมผัสญาณ มีความรับรู้สิ่งที่มาสัมผัสทางประสาททั้ง 5 ได้ดี

          ทั้งหมดที่ระบุนี้ เป็นที่ที่ควรฝึกหัด เพ่งจิต กำหนดเล่น ๆ วันละ 10-15 นาที เป็นอย่างน้อยก็จะเห็นผลตามสมควร ซึ่งต้องอาศัยการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องไม่ให้ขาด ๆ หาย ๆ ทำบ่อย ๆ ทุกวันจึงจะเห็นผลชัดเจน

          การปฏิบัติดังกล่าวทั้งปวง เป็นเช่นการเจริญกายคตาสติไปด้วย ท่านพรรณนาอานิสงส์ การเจริญ กายคตาสติเอาไว้มากมาย มีให้สำเร็จอภิญญา 6 ประการเป็นต้น

          ครับ ตรงนี้จะเรียกว่า เป็นการเล่นกีฬาทางจิตใจ ในพระพุทธศาสนาก็คงไม่ผิด...บางทีอาจเพลิดเพลินกว่าการเล่นกีฬาทางกายก็ได้ครับ ได้ความสงบ ได้พลานามัยไปพร้อม ๆ กัน


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com