
วิธีฝึกจิตแบบง่าย ๆ สำหรับแม่บ้าน
ผมคงต้องขออนุญาตกันตรงนี้นะครับว่า ก่อนที่จะนำเข้าสู่หัวข้อเรื่องในแต่ละครั้งของธรรมะ 5 นาทีขอเบียดบังเนื้อที่สำหรับตอบปัญหาสำคัญ ๆ ที่น่าสนใจสักนิด
บางท่านคงอยากจะถามผมว่าทำไมไม่ทำเป็นคอลัมน์ตอบปัญหาเสียเลย? ภูเตศวรคิดว่าการทำลักษณะนั้นทำให้เสียรสชาติไป อีกอย่างคำถามของท่านผู้อ่านบางครั้งค่อนข้างซ้ำกันมากหรือไม่ก็ไม่ใช่ปัญหาน่าสนใจเท่าใดนัก นอกเสียจากผู้เขียนเห็นว่าปัญหาที่ถามมามีประโยชน์และน่าสนใจจริง ๆ
ฉะนั้น! การตอบคำถามจึงขอหยิบยกเอาเฉพาะปัญหาที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวมจริง ๆ มาตอบ หวังว่าท่านคงเข้าใจนะครับ
ผมขอเริ่มด้วยคำถามแปลก ๆ จากท่านผู้อ่านท่านหนึ่งดังนี้
“...ในจักรวาลอื่น ๆ มีโลกที่มีสิ่งมีชีวิต มีมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานรวมทั้งมีโลกของเปรต อสุรกาย สัตว์นรก เทวดา อินทร์ พรหม ยมยักษ์ เหมือนของเราหรือไม่?”
สำหรับปัญหานี้โดยส่วนตัวของผู้เขียนคาดว่าน่าจะมี เพราะในเอกภพหรือที่เรียกว่าอนันต์จักรวาลนั้น ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วต้องประกอบด้วยกาแล็คซี่นับไม่ถ้วน กาแล็คซี่หนึ่ง ๆ ประกอบด้วยสุริยจักรวาลอันมากมายก่ายกอง แต่ละสุริยจักรวาลก็น่าจะมีดวงอาทิตย์และมีดาวนพเคราะห์เป็นบริวารคล้าย ๆ โลกเราอยู่บ้าง เมื่อเป็นดังนั้นความเป็นไปได้ก็น่าจะมีสูง
แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนก็มิอาจยืนยันความคิดนี้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ หากแต่ขออนุญาตคัดลอกถ้อยรับสั่งแห่งองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าจากพระไตรปิฎกแปลเล่มที่ 31 หน้า 364 มาให้ดูสักตอนดังนี้
“ดูกรอานนท์ จักรวาลหนึ่งมีกำหนดเท่าโอกาส (ห้วงจักรวาล) ที่พระจันทร์และพระอาทิตย์โคจรทั่วทิศสว่างไสวรุ่งโรจน์ จะพูดถึงโลกมีอยู่พันจักรวาลก่อน ในโลกพันจักรวาลนั้น
มีพระจันทร์พันดวง มีพระอาทิตย์พันดวง มีขุนเขาพระสุเมรุพันหนึ่ง
มีชมพูทวีปพันหนึ่ง มีอมรโคยานทวีปพันหนึ่ง มีปุพพวิเทหทวีปพันหนึ่ง
มีมหาสมุทรสี่พัน มีท้าวมหาราชสี่พัน มีเทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาพันหนึ่ง
มีเทวโลกชั้นดาวดึงส์พันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นยามาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดุสิตพันหนึ่ง
มีเทวโลกชั้นนิมมานรตีพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นปรนิมมิตตวสวัตตีพันหนึ่ง
มีพรหมโลกพันหนึ่ง ดูกรอานนท์นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างเล็กมีพันจักรวาล”
ทั้งหมดที่คัดลอกมาจากข้อความบางส่วน อยากให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดู แต่ในความคิดของผู้เขียนอยากให้สังเกตคำว่าจักรวาลกับคำว่าโลกที่ใช้ในคัมภีร์มีความหมายไม่เหมือนกับทางดาราศาสตร์
ตามหลักดาราศาสตร์คำว่าจักรวาล หมายถึงการกำหนดเอาดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางโดยมีดาวนพเคราะห์โคจรหมุนรอบดวงอาทิตย์อยู่เท่าไร เราเรียกรวมหมดว่าจักรวาลหนึ่ง แต่ในพระคัมภีร์คำว่าจักรวาลหมายถึงโลก ๆ หนึ่ง ส่วนคำว่า ‘โลกธาตุ’ กลับเป็นหมายถึงจักรวาล
ในพระสูตรมีการกล่าวถึงโลกธาตุชนิดที่มีโลกพระจันทร์ พระอาทิตย์อย่างละพัน ข้อที่น่าสังเกตก็คือมีการกล่าวถึงทวีปทั้งสี่ เช่นชมพูทวีปอย่างนี้เป็นต้น
และบางพระสูตรระบุชัดว่าโลกของเราอยู่ในชมพูทวีปนี้ ฉะนั้นเมื่อยังมีอีกสามทวีปคือ อมรโคยานทวีป...มีปุพพวิเทหทวีป ฯลฯ เท่ากับเป็นการระบุชัดว่ายังมีโลกเหมือนเราอีกแน่นอน
แม้ว่าจะกล่าวถึงการมีเทวดา มีพรหมอยู่ในแต่ละโลกธาตุและไม่พูดถึงภูมิของนรกแต่ก็เป็นอันเข้าใจได้ว่า ในเมื่อมีสุขคติภูมิ ก็ย่อมต้องมีทุคติภูมิด้วยเป็นแน่แท้
เอาล่ะครับเท่ากับเป็นการจบปัญหาที่ถามมาแล้ว ผู้เขียนขอวกเข้าสู่หัวข้อที่กล่าวไว้ข้างต้นเสียเลย
ทุกวันนี้สิ่งที่เรารู้อยู่เต็มอกก็คือ มนุษย์นั้นประกอบขึ้นด้วย กาย และใจ...
กาย...ประกอบด้วยธาตุ ดิน...น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุคือ ‘ความว่าง’ หรือช่องว่างโดยทั่วไปของร่างกาย
ใจ...ในที่นี้หมายถึงจิต หรือความนึกคิดของมนุษย์นั่นเอง
มีคำกล่าวที่ผู้เขียนเคยได้ยินจากปากของท่านอาจารย์ประสงค์ แห่งวัดป่าเกริงกะเวีย แล้วจำติดหูติดใจมาทุกวันนี้ก็คือ
“...น่าแปลกคนเรานี่ประกอบไปด้วยกายและใจ ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปก็เป็นคนไม่ได้ แต่ตื่นเช้าขึ้นมาเราก็ล้างหน้า อาบน้ำ แปรงฟันชำระกายกันให้สะอาด แต่ทำไมไม่เคยหันไปล้างจิตล้างใจกันเลยนะ
ทั้ง ๆ ที่ใจสำคัญกว่ากายตั้งเยอะ?”
บางคนอาจจะค้าน ก็มัวแต่ทำงานหาดูหาเลี้ยงครอบครัว จะเอาเวลาที่ไหนมา ‘ล้างใจ’ หากมีผู้พูดอย่างนี้ก็มักจะหมายถึงเขาเข้าใจว่า วิธีการล้างใจ คือการหาเวลานั่งทำสมาธินั่นเอง
เมื่อเป็นเช่นนั้นทุกคนจึงใช้ประโยคที่ว่า...
ไม่มีเวลา มาอ้างเสมอ...
หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว คำว่า ‘ล้างใจ’ ในประโยคของท่านประสงค์นั้น หมายถึงการฝึกจิต...การฝึกจิตก็ใช่ว่าจะสามารถทำได้ด้วยการนั่งสมาธิหลับตาเพียงประการเดียว จริงอยู่ในความหมายของคำว่า ‘ล้างใจ’ ย่อมหมายถึงการชะล้างสิ่งสกปรกออกจากใจเหมือนกับเราอาบน้ำล้างความสกปรกออกจากกาย
ความสกปรกของกายคือ เหงื่อไคล และฝุ่นละออง
ความสกปรกของใจคือ รัก...โลภ โกรธ และหลงอันเป็น...ตัณหาเกาะกุมใจเป็นอวิชชา
ล้างสิ่งสกปรกจากกายใช้น้ำใช้สบู่ ทว่าล้างสิ่งสกปรกออกจากใจใช้สมาธิ และสติปัญญา
ถึงตรงนี้จึงขออนุญาตอธิบายคำว่าทำสมาธิให้ทุกท่านเข้าใจถ่องแท้เสียก่อน เพราะเวลาพูดถึง ทำสมาธิ ทุกคนจะไปติดตรงนั่งขัดสมาธิบริกรรมคาถาสั้น ๆ หรือกำหนดลมหายใจเสมอ การทำเช่นนั้นใช่...เป็นการทำสมาธิแต่ทว่าการทำสมาธิมิได้มีวิธีนั้นวิธีเดียว...
สมาธิ...คือการตั้งมั่น หรือจดจ่อไม่ว่อกแวกทางจิต... แบ่งออกได้หลายระดับตั้งแต่ ขณิกสมาธิ คือมีสมาธิเดี๋ยวเดียว ยกตัวอย่างเวลามีผู้อธิบายอะไรให้คุณฟังแล้วคุณตั้งใจฟังอย่างดีไม่ว่อกแวกไปที่อื่น อย่างนั้นเรียกว่าคุณได้สมาธิชั่วขณะแล้ว
อุปจารสมาธิ...คือสมาธิชั่วคราว สมาธิระดับนี้ถือเป็นสมาธิขั้นสูงกว่าขณิกสมาธิ แต่เป็นไปได้ในระยะไม่นาน จิตสามารถรวมตัวจนเข้าสู่ความว่างความสงบจนรู้สึกได้ถึงความโปร่งเบา แต่ไม่ถึงฌาน เพียงแต่ความสงบใกล้ฌานหรือเฉียดฌานเท่านั้น
อัปปนาสมาธิ...คือความสงบแน่วแน่เป็นฌาน มีอารมณ์สุขสงบปราณีตกว่าอุปจารสมาธิ
สุญญตสมาธิ...คือความสงบว่างโปร่ง อนิมิตตสมาธิ สงบไม่มีอารมณ์ปรุงแต่ง... ฯลฯ
ขั้นของสมาธิยังมีอีกหลายขั้น แต่ขั้นเหล่านั้นเป็นเรื่องของพระอริยเจ้าทั้งหลายพึงรู้พึงปฏิบัติ อย่างเรา ๆ ได้แค่อุปจารสมาธิก็บุญท่วมหัวแล้วครับ เพราะเราเพียงปรารถนาแค่นำสมาธิตรงนี้มาล้างใจมิให้ถูกพอกสุมด้วยความสกปรกมากกว่าล้างให้บริสุทธิ์เพื่อก้าวสู่มรรคผลนิพพานเหมือนพระอริยเจ้าทั้งหลาย
ตรงนี้แหละครับที่ผมอยากแนะนำทุกท่านที่มีกิจทางโลกร้อยรัด หันมารู้จักวิธีล้างใจแบบง่าย ๆ กัน
วิธีง่าย ๆ ก็คือ หากแม้คุณกำลังจะเดินทางออกจากบ้านไปทำงาน คุณควรฝึกสติของคุณด้วยวิธีตั้งคำถาม...’เราลืมอะไรหรือเปล่า?’ ทุกครั้ง
มีบางท่านขับรถออกจากบ้านแล้วใจฉุกคิดไปว่า ‘เอหน้าต่างข้างบนเราปิดหรือยัง’ อะไรทำนองนี้ บางทีถามแล้วก็นึกไม่ได้ ต้องขับรถวนกลับมาดูอีกครั้ง...อย่างนี้เรียกว่า ‘ลืมสติ’
ดังนั้นวิธีการง่าย ๆ ก็คือถามคำถามนี้ทุกครั้งที่จะก้าวออกจากบ้าน หรือไม่ก็เวลาทำอะไรต้องใจจดจ่อบอกตัวเองเสมอ อย่างเช่นคุณเดินไปปิดหน้าต่าง ใจคุณต้องบอกว่าเรากำลังปิดหน้าต่าง...ไปหยิบกุญแจรถ...ก็ต้องรู้ตัวว่าไปหยิบกุญแจรถ เอากระเป๋าสตางค์ใส่กระเป๋ากางเกง ก็ต้องรู้ว่ากำลังเอาใส่กระเป๋ากางเกง
และถ้าคุณทำอย่างนี้จนเป็นนิสัย เท่ากับเป็นการฝึกสติปัฏฐาน 4 ไปด้วยไม่ว่าจะเดิน จะนั่ง จะยืน จะนอน จะทำอะไรต่างมีสติระลึกรู้อยู่เสมอ นาน ๆ ไปแม้แต่คุณจะทำความผิด สติก็จะเตือนคุณไปโดยอัตโนมัติ สามารถยกระดับทางจิตขึ้นไปได้อีกโสตหนึ่งด้วย และสำคัญที่สุดก็คือ...
...แก้โรคขี้ลืมได้ผลชะงัดที่สุด...
บางท่านอาจจะถามต่อว่า...”แล้วการฝึกสมาธิล่ะ ถ้าไม่นั่งหลับตาแล้วจะให้ทำอย่างไร?”
ครับตรงนี้แหละครับที่ผมอยากจะบอกกับท่านผู้อ่านซึ่งเป็นจุดสำคัญยิ่งสำหรับภาวะปัจจุบันที่ต่างก็ต้องทำงานกันเพื่อความอยู่รอดจนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง...วิธีฝึกสมาธิง่าย ๆ ก็คือ...
เมื่อใดก็ตามที่คุณต้องนั่งฟังคนอื่นอธิบายหรือพูดเกี่ยวกับงาน จงบอกตัวเองว่า...ต้องฟังอย่างมีสมาธิ...ต้องฝึกไม่ให้ใจว่อกแวกแส่ส่ายไปถึงเรื่องอื่น
เมื่อใดก็ตามที่คุณทำงานของคุณไม่ว่าจะเป็นงานประเภทใด ใจคุณต้องจดจ่อกับงานนั้น รู้ตัวตลอดเวลาว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ ไม่ใช่กำลังกวาดบ้านแต่ใจนึกไปถึงสามีว่าตอนนี้กำลังไปอี๋อ๋อกับสาว ๆ ที่ไหน
ดังที่กล่าวไว้แล้วว่า หากคุณใจจดจ่อกับงาน หรือการทำอะไร โดยไม่มีจิตหันเหออกไปสู่ความคิดอื่นใดได้ชั่วขณะ...คุณก็ถือได้ว่าสามารถมี...
“ขณิกสมาธิได้แล้ว”
และถ้าทำได้จนชำนาญ หากวันข้างหน้ามีโอกาสได้ทำสมาธิจริง ๆ จัง ๆ ผู้เขียนขอรับรองว่า
ความก้าวหน้าทางสมาธิจะเห็นได้ชัดเจนมาก...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com