
มโนมยาภินิมมานะ
เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านที่อ่านหัวข้อเรื่องในวันนี้คงรู้สึกงุนงงสงสัย... ‘มโนมยาภินิมมานะ’ คืออะไร...แปล ง่าย ๆ ครับ คือ ‘การเนรมิตรูปสำเร็จด้วยใจ’ หรือที่เรียกว่า
มโนมัยฤทธิ์ ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจ
ที่ยกเรื่องนี้มาวิสัชชนาก็เพราะว่า ในพระคัมภีร์มักกล่าวถึง อำนาจฤทธิ์กฤษฎาภินิหารแห่งองค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และปวงเหล่าพระสาวกทั้งหลายอยู่เนือง ๆ ซึ่งเชื่อว่าหลายต่อหลายท่านคงนึกสงสัย...
...จริงหรือ...?
เป็นเรื่องยกเมฆแต่งเติมกันมาหรือเปล่า?
เราทั้งหลายมักได้ยินได้ฟังได้อ่านเรื่องราวอันเป็นพุทธกิจแห่งพระบรมศาสดาอยู่เสมอว่า พระองค์ทรงเนรมิตกายอันมีอินทรีย์ครบบริบูรณ์เหมือนรูปร่างตัวจริงขึ้น แล้วส่งกายหรือรูปร่างนั้นไปปรากฏในที่ต่าง ๆ
เพื่อทรงโปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลาย การกระทำเช่นนั้นเหล่าโบราณาจารย์ท่านเรียกว่า...
มโนมัยฤทธิ์!
เป็นฤทธิ์ที่พระบรมศาสดาและพระสาวกชอบใช้ มโนมัยฤทธิ์เป็นฤทธิ์เงียบ ๆ ที่จะเห็นก็เฉพาะผู้ที่มุ่งไปโปรด หรือผู้มีทิพยจักษุเท่านั้น บางรายอาจจะเห็นก็ลาง ๆ เลือน ๆ เพราะไปมาโดยวิสัยใจ ย่อมรวดเร็วมากชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น
ยากที่คนธรรมดาจะทันสังเกต
และเพื่อความเข้าใจง่ายขึ้น ผู้เขียนขอยกเอาข้อเขียนของพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส) ใน ‘ทิพยอำนาจ’ มากล่าวในที่นี้พอสังเขป...
ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับ ณ เขาสวนกวางชื่อ ‘เภสกลาวัน’ ใกล้นครสุงสุมารคิระในภัคคชนบท สมัยนั้น พระอนุรุทธเถระพักอยู่ที่สวนปาจีนวังสะ ในเจดีย์ชนบท คนละประเทศกับพระบรมศาสดา
ซึ่งครั้งนั้นพระอนุรุทธเถระกำลังดำริถึงมหาปุริสวิตก ๗ ข้อ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบดำรินั้นแล้ว จึงเสด็จหายพระองค์ไปจากที่ประทับเสด็จไปสู่ที่พักของท่านพระอนุรุทธเถระ เพียงชั่วเวลาคู้แขนเหยียดเท่านั้นก็ถึง
ทรงปรากฏพระองค์เบื้องหน้าของพระอนุรุทธ แล้วประทับบนอาสนะที่ปูลาดถวาย ส่วนท่านอนุรุทธเถระได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่งในที่อันสมควร
ครั้นแล้วพระบรมศาสดาจึงทรงรับรองดำริ ๗ ข้อของท่านอนุรุทธเถระว่า...เป็นมหาปุริสวิตกคือเป็นความคิดของมหาบุรุษ แล้วทรงแสดงเพิ่มให้อีกหนึ่งข้อเป็น ๘ เรียกว่า มหาปุริสวิตก ๘ ประการ และทรงแสดงอานิสงส์ต่อไปว่า
เมื่อตรึกตรองมหาปุริสวิตก ๘ ประการนั้นแล้ว จะเข้าฌานทั้ง ๔ ได้โดยง่ายไม่ยากลำบาก เมื่อได้ฌานทั้ง ๔ แล้วเปรียบเทียบดูกับความสุขของคหบดีผู้มีปัจจัยเลี้ยงชีพอย่างสมบูรณ์ที่สุดก็จะเห็นว่าปัจจัย ๔ ของสมณะ คือ ปิณฑิยาโลปโภชนะ (อาหารบิณฑบาต) บังสุกุลจีวร (ผ้าเปื้อนฝุ่นที่เก็บมาทำผ้านุ่งห่ม) รุกขมูลเสนาสนะ (ที่อยู่ตามธรรมชาติใต้ร่มไม้) ปูติมุตตเภสัช (ยาดองด้วยน้ำปัสสาวะเน่า) เป็นสิ่งที่ดีกว่า สะดวกสบายกว่า ทั้งเป็นไปเพื่อพระนิพพานด้วยดังนี้
เมื่อรับสั่งจบ พระพุทธองค์ได้เสด็จกลับเขาสวนกวางด้วยเวลาชั่วดีดนิ้วมือ ส่วนพระอนุรุทธเถระจำพรรษา ณ สวนปาจีนวังสะในเจดีย์ชนบทต่อไป ในพรรษารีบเร่งความเพียรไม่นานนักก็บรรลุถึงภูมิพระอรหันต์
และได้ภาษิตคาถาแปลความในเวลานั้นดังนี้
“พระศาสดาผู้เยี่ยมยิ่งในโลก ทรงทราบความคิดของเรา จึงเสด็จมาหาเราด้วยพระฤทธิ์มโนมัยกาย ทรงแสดงธรรมตามที่เราคิดเห็น เพิ่มเติมให้ยิ่งขึ้นไป พระพุทธเจ้าผู้ทรงยินดีธรรมไม่เนิ่นช้า ได้ทรงแสดงธรรมไม่เนิ่นช้าแก่เรา
เรารู้แจ้งธรรมของพระองค์แล้ว บรรลุวิชชา ๓ เสร็จกิจพระพุทธศาสนาแล้ว จึงยินดีอยู่ในพระศาสนาของพระศาสดาพระองค์นั้น”
ต่อมาภายหลัง ท่านพระอนุรุทธเถระได้ทรงรับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า...เยี่ยมยอดกว่าภิกษุผู้มีทิพยจักษุทั้งหลาย
ถึงตรงนี้ทำให้ผู้เขียนคิดถึง หลวงพ่อฤษีลิงดำแห่งวัดท่าซุง ท่านเป็น ผู้มีวิชามโนมยิทธิ ที่เลื่องชื่อลือชาที่สุดในยุคนี้
วิชามโนมยิทธิ เป็นการสร้างอำนาจจิตอย่างหนึ่ง แปลความตรง ๆ ก็คือทำใจให้มีฤทธิ์ หรือสร้างฤทธิ์ด้วยใจนั่นเอง
วิชานี้นี่เองและกอปรกับปฏิปทาของหลวงพ่อจึงทำให้ลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมืองอยู่ในขณะนี้
การสร้างมโนมัยกายของวัดท่าซุงเป็นอย่างไร ภูเตศวรมิบังอาจเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน แต่ขอยกเอาวิธีการสร้าง ‘มโนมัยฤทธิ์’ จากทิพยอำนาจของท่านพระอริยคุณาธาร มาแสดงไว้ดังนี้
“ วิธีถอดจิตนั้น คล้ายแบ่งภาคจิตออกไปทำการ ความรู้สึกแห่งจิตในกายเดิมก็ยังมีอยู่ แต่มีสายโยงถึงกันตลอดเวลา อีกอย่างหนึ่งถอดออกไปทั้งหมดโดยไม่มีความรู้สึกเหลืออยู่ในร่างเดิมเลย คล้ายไปหมดทั้งตัวก็ได้”
วิธีแรก ทำได้โดยไม่ต้องเข้าฌานอย่างสูงชนิดหมดความรู้สึกในกายเดิม...คือแค่ทำมโนภาพขึ้น เนรมิตรูปร่างของตนไปปรากฏ ณ ที่เฉพาะผู้ที่เราต้องการพบปะ แล้วทำกิจตามประสงค์ (ตรงนี้จำได้ว่าเคยเขียนเอาไว้ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
ในหัวข้อเรื่อง การสร้างมโนมยิทธิแบบง่าย ๆ ของเซียนสู เชยพรหมธีระ ปรากฏว่าผู้อ่านขวัญเรือนนำไปปฏิบัติจนได้ผลเกินคาดจนต้องเลิกทำ เพราะเธอไปปรากฏร่างให้มารดาเห็นและถูกขอร้องให้เลิกทำ)
วิธีหลัง คือต้องเข้าสมาธิแล้วส่งจิตทั้งหมดออกไปจากร่างแล้วเนรมิตกายขึ้น ตามรูปลักษณะเดิมแล้วไปทำกิจ หรือไปปรากฏกายในที่ใด ๆ โดยมีความรู้สึกเต็มตัวในมโนมัยกาย ส่วนกายเดิมที่อยู่เบื้องหลังนั้นไม่มีความรู้สึก
ดำรงความเป็นปกติด้วยอำนาจฌาน รักษาเท่านั้น
พวกเข้าฌานแบบไปดูนรกสวรรค์ล้วนใช้วิธีนี้ทั้งนั้น”
วิธีถอดจิตออกจากร่างกายวิธีหลังนี้...มีขั้นตอนในทิพยอำนาจอย่างนี้ครับ
๑. ทำอาโลกสิณจนได้แสงสว่าง ใสดีแล้ว
๒. ย่อดวงกสิณนั้นให้เล็กลงประมาณเท่าลูกมะขามป้อม
๓. รวมกำลังจิต ส่งดวงกสิณนั้นออกทางขม่อมไปสู่ ณ ที่ตนต้องการไป
๔. เมื่อรู้สึกกายเบาวูบ และไปปรากฏอยู่ในที่กำหนดชื่อว่าถอดจิตไปแล้ว
๕. พึงขยายดวงกสิณให้โตตามเดิม พร้อมเนรมิตกายให้ปรากฏชัดแล้วทำกิจตามปรารถนา
๖. เมื่อจะกลับ พึงย่นดวงกสิณให้เล็กลงเท่าลูกมะขามป้อมแล้วจึงกลับ
๗. ถ้ามีสิ่งใดมาขวางกั้นระหว่างทาง พึงขยายดวงกสิณให้ใหญ่กว้าง หรือแผ่จิตออกให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ มารหรือตัวใดขวางจะเปิดทางให้
อนึ่ง...จุดเพ่งทำดวงกสิณนั้นคือเพดานปากกับจมูกต่อกัน เมื่อได้ดวงแล้ว จึงรวมกำลังส่งออกทางกระหม่อม ภูมิจิตในขณะนั้น ถ้าไปสวรรค์ต้องให้เป็น ‘ปิติสุขภูมิ’ ถ้าไปพรหมโลกต้องให้เป็น ‘อุเบกขาสุขภูมิ’ ถ้าจะไปมนุษย์โลก และอบายโลกเข้าฌานเพียง ‘วิเวกขาภูมิ’ เท่านั้นก็ไปได้
เป็นไงครับ...การถอดจิตแบบ ‘มโนมัยกาย’ ตามตำราของท่านพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส) ใครทดลองทำก็คงจะรู้ได้ด้วยตนเอง แต่ถ้าไม่ทำก็ถือว่า รู้ไว้ใช่ว่า...ใส่บ่าแบกหาม จริงไหมครับ?
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com