ปฏิบัติธรรมแล้วเบื่...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ปฏิบัติธรรมแล้วเบื่อโลกจริงหรือ? by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#713]

ปฏิบัติธรรมแล้วเบื่อโลกจริงหรือ?

          ก่อนจะเข้าสู่หัวข้อข้างต้น ต้องขออนุญาตตอบจดหมายของท่านผู้อ่านสักฉบับ เพราะเห็นว่าเป็นคำถามน่าสนใจมาก...

          “อยากทราบว่า บุญ กับ กุศล ความหมายต่างกันหรือไม่ แยกแยะอย่างไรในการปฏิบัติ เพื่อ ‘ผลบุญ’ และ ‘ผลกุศล’ ?”

          ครับ คำถามของคุณนงลักษณ์ ศรีวงษา ถ้าอ่านหรือฟังแค่เผิน ๆ ก็ดูเหมือนไร้สาระ แต่ความจริงแล้วเป็นปัญหาที่น่าสนใจเพราะสิ่งที่สามารถสร้างผลบุญ-กุศลในศาสนาพุทธของเราแยกแยะออกมาหลายประการ...

          ตามความหมายของพุทธศาสนาในฝ่ายเถรวาท คือ ตามพระไตรปิฎกในเมืองไทย คำว่า บุญ กับ กุศล มีความหมายเหมือนกัน สังเกตได้จาก ‘บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ’ ก็มีหลักคล้าย ๆ กับ ‘บารมี ๑๐’ คำว่าบุญกิริยาวัตถุ แปลว่าเรื่องของการทำบุญ หรือที่ตั้งแห่งการทำบุญ ๑๐ อย่างคือ...

          ๑. ทาน ๒. ศีล ๓. ภาวนา ๔. อปจายนะ การอ่อนน้อม ๕. เวยยาวัจจะ การขวยขวานช่วยในกิจของผู้อื่น ๖. ปัตติทาน การให้ส่วนบุญ ๗. ปัตตานุโมทนา การอนุโมทนาในส่วนบุญของผู้อื่นเขาให้ ๘. ธรรมเทศนา การแสดงธรรม ๙. ธรรมสวนะ การฟังธรรม ๑๐. ทิฏฐุชุกรรม การทำความเห็นให้ตรง

          ทั้งหมดอยากให้เปรียบเทียบกับเรื่องบารมีที่มีอยู่ ๑๐ หัวข้อเหมือนกัน เช่น...

          ๑. ทาน ๒. ศีล ๓. เนกขัมมะ ๔. ปัญญา ๕. วิริยะ ๖. ขันติ ๗. สัจจะ ๘. อธิษฐาน ๙ .เมตตา ๑๐. อุเบกขา

          และเทียบกับเรื่อง ‘กุศลกรรมบถ ๑๐’ ซึ่งในที่นี้เรียกว่า ‘กุศล’ ไม่ได้ใช้คำว่า ‘บุญ’ เหมือนกับ ๒ ข้อใหญ่เมื่อครู่ กุศลกรรมบถ ๑๐ คือ...

          ๑. การเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๒. เว้นจากการลักทรัพย์ ๓. เว้นประพฤติผิดทางกาม ๔. เว้นการพูดเท็จ ๕. เว้นการพูดส่อเสียด ๖. เว้นพูดคำหยาบ ๗. เว้นการพูดเพ้อเจ้อ ๘. เว้นการละโมบ ๙. เว้นความโกรธ ๑๐. ไม่หลงหรือเห็นผิดเป็นชอบ

          จากตัวอย่างดังกล่าว คงทำให้ท่านเห็นชัดอยู่ประการหนึ่งว่า การบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา จะเรียกว่าเป็นการทำบุญหรือทำกุศลหรือสร้างบารมี จะพูดคำไหน หรือจะใช้แบบไหนก็มีความหมายเหมือนกัน เพราะฉะนั้นใครปฏิบัติอย่างเดียวกันย่อมได้ผลเหมือนกัน...

          แต่อย่างไรก็ตาม ท่านพุทธทาสฯ เคยให้คำจำกัดความเกี่ยวกับความหมายของเรื่องนี้ได้อย่างน่าฟัง ท่านว่าอย่างนี้ครับ...

          “คนที่ทำบุญเพื่อหวังสวรรค์หรือสิ่งตอบแทนในทางวัตถุหรือหวังชื่อเสียง การกระทำอย่างนี้เรียกว่า บุญ ส่วนผู้บำเพ็ญทานศีล...ภาวนา หรือทำบุญอย่างอื่น แต่จุดมุ่งหมายเพื่อละกิเลสอย่างนี้เรียกว่า บำเพ็ญกุศล...”

          การอธิบายอย่างนี้เข้าใจว่าท่านต้องการให้เห็นถึงผลของการปฏิบัติที่มีจุดหมายแตกต่างกัน และเพื่อให้ช่วยสำหรับคนทั่วไป ซึ่งก็มีประโยชน์มากต่อการทำบุญกุศลเพื่อก้าวสู่มรรคผลเร็วขึ้น...

          คราวนี้มาถึงหัวข้อใหญ่ที่จั่วไว้กันได้แล้ว... ‘ปฏิบัติธรรม’ แล้วเบื่อโลกจริงหรือ?’ มักจะเป็นประโยคที่ผู้เขียนถูกถามมากครั้งที่สุดเวลาถูกเชิญไปเป็นวิทยากร คือประโยคคำถามที่ว่า ‘นับตั้งแต่ปฏิบัติธรรมสมาธิมา ทำไมมันรู้สึกเบื่อทุกอย่าง?’ ผู้เขียนได้ยินใครถามอย่างนั้นก็ต้องย้อนถามกลับไปว่า... “ทำไมถึงเบื่อ ?” ส่วนใหญ่ก็จะตอบว่าไม่รู้ มันหาสาเหตุไม่ได้ รู้แต่ว่า เบื่อคน...เบื่องาน เบื่อโลก เบื่อทุกอย่าง

          นั่นคือประเด็นที่ภูเตศวรหยิบมาถกให้ฟัง (อ่าน) กัน เพราะครั้งหนึ่งตัวเองก็เคยประสบพบพานอารมณ์เบื่อเช่นนี้เหมือนกัน อาการของมันเป็นอย่างนี้ครับ

          ประการแรกคือ...มองอะไร ๆ มันรู้สึกว่าเซ็งไปหมด

          ประการที่สองคือ...เบื่อคนรอบตัว เรียกว่าไม่สบอารมณ์ใครขึ้นมาก็หันหน้าหนี

          ประการที่สามคือ...อยากอยู่เงียบ ๆ ปิดตัวเองหรือไม่ก็อยากบวชหนีโลกไปเลย

          ช่วงที่ผู้เขียนเป็นนั้น ถึงกับปรารภกับคนใกล้ชิดอยู่เรื่อย ๆ ว่า ‘ผมอยากบวช’ แต่ก็ยังตัดสินใจไม่ขาด เพราะไม่แน่ใจว่าเกิดบวชแล้วจะต้องลาสิกขาหรือไม่ จนวันหนึ่งจึงสามารถจับได้ว่าอาการของตัวเองเป็นอาการที่เรียกว่า ‘เบื่อ... ๆ อยาก ๆ’ เดี๋ยวเบื่อเดี๋ยวอยากอยู่เรื่อย...

          ที่ผู้เขียนพูดอย่างนี้ก็เพราะช่วงไหนที่ทำสมาธิมาก อารมณ์เบื่อ ไม่อยากได้ ไม่อยากมี มันก็เข้ามาใกล้ พอเลิกทำสักพัก จิตมันก็อยากได้ อยากมีขึ้นมาใหม่ พอจับอาการของจิตได้ก็เริ่มคิด ‘เห็นทีจะต้องปรึกษาใครสักคนเสียแล้ว?’

          วันนั้นก็เลยถามคุณทมยันตีเมื่อมีโอกาสปะหน้ากัน...ที่ไหนได้ท่านอาจารย์ใหญ่ของเราพอได้ยินคำปรับทุกข์ก็ตบเข่าฉาดพร้อมกับหัวเราะขัน...

          “เออว่ะ...อย่าว่าแต่แกเลย ฉันก็เป็นเหมือนกัน”

          และแล้ว ทั้งตัวลูกศิษย์กับอาจารย์ที่เริ่มจะเป็นอาเจียนด้วยความเบื่อโลก จึง ‘ปรึก’ กันว่าเราควรจะต้องหาผู้รู้มาตอบคำถามนี้ให้ได้ ตกลงเป็นอันว่าเรานึกถึงอาจารย์ใหญ่กว่า อย่าง อาจารย์พร รัตนสุวรรณ ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่

          อุตส่าห์ถ่อสังขารถึงสำนักค้นคว้าวิญญาณของท่านอาจารย์ แต่ก็ได้คำตอบสั้น ๆ ว่า

          “สงสัยพวกเธอกำลังเกิด นิพพิทารมณ์”

          “คงไม่ใช่มั้งอาจารย์...” เราอาจหาญแย้ง “อาจารย์อย่าตอบแบบเอาใจลูกศิษย์หน่อยเลย”

          “งั้นเอานี่ไปอ่าน...ขี้เกียจอธิบายยาว ๆ ...” ท่านอาจารย์ยื่นหนังสือที่ตัวท่านเองเป็นคนเขียนให้ ทั้งสองคนก็เลยต้องจำใจช่วยตัวเอง ด้วยการเปิดอ่านคำตอบ ท่านอาจารย์พรเขียนไว้อย่างนี้ครับผม...

           การเรียนทางพระพุทธศาสนาโดยปกติถ้าเข้าใจลึกซึ้งจะทำให้เบื่อโลก แต่คำว่าเบื่อโลกในที่นี้มิได้หมายความว่า ‘จิตใจเป็นทุกข์’ หรือทำให้คนไม่คิดจะทำอะไร แต่ตรงกันข้าม ถ้าเป็นการเบื่อที่เรียกว่า ‘นิพพิทา’ จะทำให้จิตใจเบิกบานแจ่มใส สมองไว ความคิดอ่านดีขึ้น เพราะเหมือนกับคนบางคนเมื่อก่อนดื่มเหล้า เดี๋ยวนี้เบื่อเลิกดื่มได้ จิตใจย่อมเป็นอิสระ และเป็นสุขดีกว่าเมื่อก่อน

           แต่แน่ละ คนที่เป็นนักดื่มด้วยกันและเดี๋ยวนี้ก็ยังดื่มอยู่ เมื่อมาเห็นเพื่อนที่เคยดื่มด้วยกันมา เดี๋ยวนี้เลิกดื่มแล้ว ซึ่งถ้าหากเขายังมัวเมาอยู่ เขาก็จะเห็นว่าเพื่อนที่เลิกดื่มได้ทิ้งความสนุกไปเสียแล้ว และเมื่อเห็นว่าไม่สนุกแล้ว ชีวิตมันจะมีความหมายอะไร แต่ถ้าเขาเองก็อยากเลิกเพราะเห็นโทษของมัน ซึ่งตัวเองก็รู้สึกเบื่อบ้างสำหรับคนประเภทนี้ เมื่อเห็นเพื่อนเลิกเขาก็จะอนุโมทนา...ขอโปรดเข้าใจไว้ว่า...

            คนที่เรียนธรรมแล้วเบื่อโลกนั้น ส่วนมากไม่ได้เบื่อจริง ๆ เขาเบื่อเพราะมีความกดดันที่อยากจะได้อะไรหรืออยากเป็นอะไร แต่ไม่สมความปรารถนา ความผิดหวังมีบ่อย ๆ สำหรับคนประเภทนี้ เมื่อได้มาศึกษาธรรมแล้ว ก็มักจะทำให้เบื่อโลกได้ง่าย เบื่ออย่างนี้ไม่เรียกว่า ‘นิพพิทา’ แต่เรียกว่า ‘อรติ’ ซึ่งเป็นกิเลสชนิดหนึ่ง...

            เพราะฉะนั้นโปรดตระหนักให้ดีว่า คนที่ซึ้งธรรมแล้วเบื่อโลกต้องเป็นการเบื่อที่ถูกต้อง ไม่ใช่เบื่อเพราะความกดดัน คนประเภทนี้จะสังเกตได้อย่างหนึ่ง คือเป็นคนเข้าสมาธิได้ง่าย จิตใจผ่องใส และเหนืออื่นใด ไม่ใช่คนละทิ้งงาน หรือทิ้งความรับผิดชอบ คนที่เห็นธรรม เข้าใจธรรม และเอาตัวรอดจากการหลุดพ้นได้จริง ๆ นั้น มีหลักตายตัวอยู่ว่า

            มีความเมตตา ความเสียสละ ความอดทนเพื่อผู้อื่น คุณธรรมเหล่านี้ต้องมีมากมาย ไม่เช่นนั้นไปไม่ได้ คนส่วนมากที่เราเห็นกันว่าเป็นคนเบื่อโลก และเคร่งศาสนานั้น ความจริงเป็นพวกที่มีความกดดันมากกว่า...

            ครับ...เป็นอันว่าเมื่ออ่านจบก็รู้ตัวว่าถูกอาจารย์ด่า... ‘เป็น พวกมีความกดดัน’ นั่นเอง ภูเตศวรคิดว่าอาจารย์คงขี้เกียจใช้ปากด่าเรา เลยให้ตัวหนังสือด่าแทนเสียนี่

           ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว จึงขอลอกข้อความของท่านอาจารย์เขียนขายซะเลย สะใจดี...ก่อนจากกันอีกครั้งหนึ่ง ผู้เขียนขอสรุปเพื่อความเข้าใจง่ายขึ้นอีกนิด เกี่ยวกับการปฏิบัติและเกิดเบื่อโลกในครั้งนี้...

           ปกติ...ลักษณะนิสัยของ ‘จิต’ นั้น มักโอนเอนไปสองฝั่ง

           คือ...ความอยาก กับ ความไม่อยาก หรือ ‘อยาก’ กับ ‘เบื่อ’ นั่นเอง...

          คนมักเข้าใจผิดว่า ความอยากคือ กิเลส...และความเบื่อไม่ใช่กิเลส ว่าความจริงแล้ว ทั้งความอยากได้ อยากมี อยากเป็น กับความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ต่างเป็นกิเลสตัณหาด้วยกันทั้งคู่

          อยาก คือ ‘ภวตัณหา’ ไม่อยากคือ ‘วิภวตัณหา’

         ฉะนั้น ควรหลีกเลี่ยงอาการทั้งเบื่อและทั้งอยากไปด้วยกันทั้งคู่ จงถามตัวเองเสมอว่า ทำไมถึงอยาก ทำไมถึงเบื่อ... พูดถึงตรงนี้อดนึกถึงคำกล่าวของท่านพุทธทาสฯไม่ได้ ก็ประโยคเก่าที่เคยเขียนมาแล้วแหละครับ...คือคำว่า ตถตา

         ‘ตถตา’...ทุกอย่างมันเป็นของมันอย่างนั้นอยู่แล้ว

         นั่นสิ แล้วเราไปเบื่อ ไปอยากกับมันทำไม?

         ทั้งเบื่อทั้งอยากมันพาทุกข์มาให้ทั้งคู่...

         ไม่อยากทุกข์ ‘ต้องวาง’ ครับ... ‘ว่าง’ ทั้งเบื่อและทั้งอยากนั่นแหละ


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com