นิมิตในสมาธิ...ดีหร...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

นิมิตในสมาธิ...ดีหรือไม่ดี? by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
5 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#712]

นิมิตในสมาธิ...ดีหรือไม่ดี?

 

          เพิ่งกลับจากวัดป่าประสบปรียาราม จังหวัดร้อยเอ็ด เพราะเหตุพิษเศรษฐกิจทำให้พรรคพวกรายหนึ่งประสบปัญหาอย่างหนัก...จนเราต้องพาไปที่นั่น...

          มรสุมชีวิตจากพิษค่าเงินบาทลอยตัวทำเอา ‘เขา’ แทบม้วยมรณา...จนหาที่อยู่อาศัยในแผ่นดินไม่ได้!

         คนเคยร่ำรวยนับร้อยล้านบาท...ขับรถคันเป็นล้าน ๆ...

         “มาไงล่ะนี่?” เราถามเมื่อเขาเยี่ยมหน้ามาถึงบ้าน

         “นั่งรถ บ.ข.ส.มา” เพื่อนเราตอบด้วยใบหน้าซีดเซียว

         “อ้าวทำไมไม่ขับรถมาล่ะ...?” ผู้เขียนเอ่ยถาม เพราะทุกครั้งที่รายนี้มาเยือน เราจะเห็นรถเก๋งคันยาวเรือนล้านแล่นเข้ามาจอดทุกครั้ง ทว่าหนนี้เขามาด้วยกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กเพียงชิ้นเดียว

         “ขายไปเมื่อวาน...” คำตอบปนรอยยิ้มฝืดฝืน... “ขายใช้หนี้...”

         ครับ พรรคพวกคนนี้ของภูเตศวรเป็นนักธุรกิจใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับเศรษฐีร้อยล้าน เคยมั่งมีศรีสุขกับงาน เงินและครอบครัวอันอบอุ่นมานาน แต่ถึงตอนนี้...

         เขาประสบทุกข์ อย่างใหญ่หลวง

         ความที่เป็นคนใจบุญสุนทาน เป็นนักปฏิบัติสมาธิมาหลายปี ยามประสบทุกข์อย่างรุนแรงแทนที่จะเตลิดเปิดเปิงไปไหน ๆ แต่เขากลับนึกถึงเรา...

         มานอนปรับทุกข์ให้ฟัง

         สรรพความรู้ด้านธรรมะจึงต้องงัดขึ้นมาใช้จนสิ้นพุง...สิ่งเดียวที่จะเยียวยาหัวใจมนุษย์ผู้ประสบทุกข์ที่สุดในชีวิตคือ ‘ธรรมโอสถ’ ที่พระพุทธเจ้าจอมมุณีตรัสสั่งสอนทั้งปวง

         หนึ่งวัน...หนึ่งคืน ทำให้เพื่อนของเรายิ้มออก...

         เพราะคิดสะระตะตั้งแต่ต้นจนจบ...ถึงวันนี้แม้จะลำบากยากจน แต่ถ้าเทียบกับอดีตเก่าก่อน ก็ยังถือว่ามีกำไร?

         “จริงของอาจารย์” เขาหัวเราะ... “คนเราเกิดมามีแต่ตัว”

         “อย่างน้อยตอนนี้ผมก็มีกระเป๋าติดตัวอยู่ใบ”

         คนมีธรรมะในหัวใจมักปลดปลงได้ง่าย ศีลกับสมาธิที่เคยยึดเคยปฏิบัติ ทำให้จิตใจเศร้าหมองกลับมาผ่องใสได้เร็วขึ้น

         “มนุษย์มักหมายอนาคต ตั้งความหวังไกลถึงดวงดาวเสมอ แต่ความหวังที่ได้มักสูงแค่เสาไฟฟ้าเสมอ...”

         เราพูดด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งเขาหัวเราะอย่างเต็มเสียง...

         “จริงครับ...” เขาเลยเล่าให้ฟังว่า... “ผมสร้างตัวจนมีเงินเป็นร้อย ๆ ล้าน จากเงินเพียงสี่หมื่น วันที่ทำอะไรต่อมิอะไรสำเร็จ จิตมันคิดไปไกลถึงขนาดจะตั้งทรัสต์หมุนเงินเป็นหมื่นล้าน ทำธุรกิจครบวงจรให้ลูกชายดูแล”

         เห็นไหมครับ...ลูกชายเพื่อนผู้เขียนอายุแค่สิบเอ็ดสิบสอง คนเป็นพ่อหวังสร้างอนาคตให้ไกลถึงดาวพระศุกร์แล้ว

         วันนี้...ปัจจุบันนี้ต่างหากคือความจริง...!

         วันนี้สหายของเราหิ้วกระเป๋าใบเล็กไปพักฟื้นจิตใจที่วัดป่าฯ จังหวัดร้อยเอ็ดแล้ว

         ก่อนจากกัน เขายังพูดแบบหัวเราะหัวเราะ “ท้ายสุดก็เหลือกลดกับกุฏิหลังเล็ก ๆ ...”

         ภาพที่ทำให้เราถอนหายใจลึก ๆ คือ นักธุรกิจหลายร้อยล้านนั่งกินข้าวในชามสังกะสี...ถูกุฏิ...กวาดลานวัด...

         “เหนื่อยเหมือนกันนะ...” เขาปาดเหงื่อพูดกับเรา “เกือบสามสิบปีแล้วที่ผมไม่เคยทำงานแบบนี้...”

         เรานอนค้างเป็นเพื่อนเขาสองคืน นั่งปฏิบัติธรรมร่วมกัน หากท้ายสุดก็จากลา ปล่อยให้นักธุรกิจหนุ่มอยู่กับท่านอาจารย์ประดิษฐ์ โชติโก ณ วัดป่าประสบปรียาราม เพื่อพักผ่อนจิตใจไปจนกว่าธรรมโอสถจะเยียวยาทุกข์ทั้งปวงลงได้

          เช้าวันที่สามผู้เขียนขับรถออกจากวัด ภาพสุดท้ายที่เห็นคือ ผู้ชายในชุดขาวถือศีลแปด กินอาหารมื้อเดียวอยู่อย่างสมถะ แต่ก็แปลก ภาพนั้นสวยงามกว่า...ผู้ชายในชุดสูทขับรถราคานับล้านในวันก่อน ๆ เป็นไหน ๆ

          เขาเรียกว่างามด้วยศีล ด้วยธรรม ของพระพุทธเจ้าไงครับ!

          และเพราะมีโอกาสได้ไปนั่งภาวนาอยู่สองวันสองคืนนี้แหละ ทำให้ได้นั่งสนทนาธรรมกับพระอาจารย์ประดิษฐ์ โชติโก โดยมีเพื่อนนักธุรกิจร่วมด้วย แน่นอนการสนทนาย่อมมีธรรมปฏิบัติเป็นหัวข้อ...

         ต่างฝ่ายต่างงัดประสบการณ์ด้านปฏิบัติสมาธิมาเล่าสู่กันฟัง...เพื่อเป็นความรู้...

         รวมความคือ การทำสมาธิมักจะมี ‘นิมิต’ เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ บ้างก็ปรากฏนิมิตน่ากลัว บ้างก็ปรากฏนิมิตที่สวยงาม ทุกอย่างเป็นไปตามภาวะจิตและสถานที่ปฏิบัติ ปัญหาที่เรายกขึ้นวิสัชชนาก็คือ...

         ‘มีนิมิตในสมาธิ...ดีหรือไม่ดี?’

         นิมิตจะดีหรือไม่ดีมันอยู่ที่ตัวผู้ปฏิบัติ การมีนิมิตก็เป็นเครื่องหมายอันหนึ่งที่จะบอกเราได้ถึงความก้าวหน้าทางการปฏิบัติจิต ปฏิบัติธรรม แต่นักปฏิบัติภาวนาส่วนใหญ่ก็ตกม้าตายเพราะ ‘หลงนิมิต’ โดยเฉพาะนิมิตอันงดงามสวยวิจิตรพิสดารทั้งปวง

         ‘ร้อยละเก้าสิบเก้าของผู้ปฏิบัติธรรมสมาธิล้วนเกิดนิมิตในเวลาจิตสงบ...’

         แต่ครูบาอาจารย์ท่านสอนให้พิจารณาว่า ‘นิมิต’ นั้นให้อะไรกับเราบ้าง...สิ่งที่เห็นที่พบ ‘จริง’ หรือ ‘เท็จ’

         และไม่ว่าเท็จหรือจริง...เราได้อะไรจากตรงนั้นบ้าง!

         ‘ได้...’ คือได้เห็นได้รู้... ได้แล้ววางเสียจึงเกิดประโยชน์ นั่งสมาธิเห็นเทวดา...ก็รู้ว่า เทวดาเป็นยังไง แต่เราก็ยังไม่ได้เป็นเทวดาอยู่ดีเพราะปัจจุบันเราเป็นมนุษย์

         ‘รู้’...คือรู้สภาวะจิตตน หากรู้แล้วต้องวาง ไม่ยึดไม่ติดไม่รู้ ไม่เห็นนั้น จึงจะถือว่าเป็นนักปฏิบัติ

         ถ้ารู้แล้วยึด รู้แล้วถือ เรียกว่า ‘หลง’

         ‘แก่น’ ของการปฏิบัติไม่ได้อยู่ที่รู้อะไรมากไปกว่า ‘รู้เท่ากับจิตของตน’ ด้วย ‘สติ’

         อย่าให้มันไปยึดมั่นถือมั่นอะไรในสิ่งที่สมมุติอันเป็นอุปาทาน

         ทุกวันนี้...เพราะสนทนากับพระนักปฏิบัติบ่อย ๆ ระยะหลังไปพบคนนั่งสมาธิแล้วฟุ้งว่า ตนไปนรกสวรรค์...ไปพบไปเห็นอะไรต่อมิอะไรในสมาธิ แล้วมาเล่าเป็นคุ้งเป็นแคว

เราจะอมยิ้มแล้วถามเขาเบา ๆ เสมอ...

         ‘เห็นแล้วได้อะไร?’

         ท้ายสุดเราก็จะถามเขา...

         ‘คุณเคยเห็นจิตในจิต...กายในกาย...ธรรมในธรรมบ้างไหม ?’

         ครับ...เพราะเพียงเห็นแต่สิ่งภายนอก แต่ไม่เคยเห็นสิ่งภายในกายของตน เห็นความคิด เห็นจิตตนเพื่อแก้ไข...

         ธรรมปฏิบัติ...ธรรมสมาธิจะมีประโยชน์อันใด?

         ดังครูบาอาจารย์เคยกล่าวไว้... ‘จิตส่งนอกพาบรรลัย จิตส่งในพาจิตใจไปพระนิพพาน’


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com