
นิมิตในสมาธิ...ดีหรือไม่ดี?
เพิ่งกลับจากวัดป่าประสบปรียาราม จังหวัดร้อยเอ็ด เพราะเหตุพิษเศรษฐกิจทำให้พรรคพวกรายหนึ่งประสบปัญหาอย่างหนัก...จนเราต้องพาไปที่นั่น...
มรสุมชีวิตจากพิษค่าเงินบาทลอยตัวทำเอา ‘เขา’ แทบม้วยมรณา...จนหาที่อยู่อาศัยในแผ่นดินไม่ได้!
คนเคยร่ำรวยนับร้อยล้านบาท...ขับรถคันเป็นล้าน ๆ...
“มาไงล่ะนี่?” เราถามเมื่อเขาเยี่ยมหน้ามาถึงบ้าน
“นั่งรถ บ.ข.ส.มา” เพื่อนเราตอบด้วยใบหน้าซีดเซียว
“อ้าวทำไมไม่ขับรถมาล่ะ...?” ผู้เขียนเอ่ยถาม เพราะทุกครั้งที่รายนี้มาเยือน เราจะเห็นรถเก๋งคันยาวเรือนล้านแล่นเข้ามาจอดทุกครั้ง ทว่าหนนี้เขามาด้วยกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กเพียงชิ้นเดียว
“ขายไปเมื่อวาน...” คำตอบปนรอยยิ้มฝืดฝืน... “ขายใช้หนี้...”
ครับ พรรคพวกคนนี้ของภูเตศวรเป็นนักธุรกิจใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับเศรษฐีร้อยล้าน เคยมั่งมีศรีสุขกับงาน เงินและครอบครัวอันอบอุ่นมานาน แต่ถึงตอนนี้...
เขาประสบทุกข์ อย่างใหญ่หลวง
ความที่เป็นคนใจบุญสุนทาน เป็นนักปฏิบัติสมาธิมาหลายปี ยามประสบทุกข์อย่างรุนแรงแทนที่จะเตลิดเปิดเปิงไปไหน ๆ แต่เขากลับนึกถึงเรา...
มานอนปรับทุกข์ให้ฟัง
สรรพความรู้ด้านธรรมะจึงต้องงัดขึ้นมาใช้จนสิ้นพุง...สิ่งเดียวที่จะเยียวยาหัวใจมนุษย์ผู้ประสบทุกข์ที่สุดในชีวิตคือ ‘ธรรมโอสถ’ ที่พระพุทธเจ้าจอมมุณีตรัสสั่งสอนทั้งปวง
หนึ่งวัน...หนึ่งคืน ทำให้เพื่อนของเรายิ้มออก...
เพราะคิดสะระตะตั้งแต่ต้นจนจบ...ถึงวันนี้แม้จะลำบากยากจน แต่ถ้าเทียบกับอดีตเก่าก่อน ก็ยังถือว่ามีกำไร?
“จริงของอาจารย์” เขาหัวเราะ... “คนเราเกิดมามีแต่ตัว”
“อย่างน้อยตอนนี้ผมก็มีกระเป๋าติดตัวอยู่ใบ”
คนมีธรรมะในหัวใจมักปลดปลงได้ง่าย ศีลกับสมาธิที่เคยยึดเคยปฏิบัติ ทำให้จิตใจเศร้าหมองกลับมาผ่องใสได้เร็วขึ้น
“มนุษย์มักหมายอนาคต ตั้งความหวังไกลถึงดวงดาวเสมอ แต่ความหวังที่ได้มักสูงแค่เสาไฟฟ้าเสมอ...”
เราพูดด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งเขาหัวเราะอย่างเต็มเสียง...
“จริงครับ...” เขาเลยเล่าให้ฟังว่า... “ผมสร้างตัวจนมีเงินเป็นร้อย ๆ ล้าน จากเงินเพียงสี่หมื่น วันที่ทำอะไรต่อมิอะไรสำเร็จ จิตมันคิดไปไกลถึงขนาดจะตั้งทรัสต์หมุนเงินเป็นหมื่นล้าน ทำธุรกิจครบวงจรให้ลูกชายดูแล”
เห็นไหมครับ...ลูกชายเพื่อนผู้เขียนอายุแค่สิบเอ็ดสิบสอง คนเป็นพ่อหวังสร้างอนาคตให้ไกลถึงดาวพระศุกร์แล้ว
วันนี้...ปัจจุบันนี้ต่างหากคือความจริง...!
วันนี้สหายของเราหิ้วกระเป๋าใบเล็กไปพักฟื้นจิตใจที่วัดป่าฯ จังหวัดร้อยเอ็ดแล้ว
ก่อนจากกัน เขายังพูดแบบหัวเราะหัวเราะ “ท้ายสุดก็เหลือกลดกับกุฏิหลังเล็ก ๆ ...”
ภาพที่ทำให้เราถอนหายใจลึก ๆ คือ นักธุรกิจหลายร้อยล้านนั่งกินข้าวในชามสังกะสี...ถูกุฏิ...กวาดลานวัด...
“เหนื่อยเหมือนกันนะ...” เขาปาดเหงื่อพูดกับเรา “เกือบสามสิบปีแล้วที่ผมไม่เคยทำงานแบบนี้...”
เรานอนค้างเป็นเพื่อนเขาสองคืน นั่งปฏิบัติธรรมร่วมกัน หากท้ายสุดก็จากลา ปล่อยให้นักธุรกิจหนุ่มอยู่กับท่านอาจารย์ประดิษฐ์ โชติโก ณ วัดป่าประสบปรียาราม เพื่อพักผ่อนจิตใจไปจนกว่าธรรมโอสถจะเยียวยาทุกข์ทั้งปวงลงได้
เช้าวันที่สามผู้เขียนขับรถออกจากวัด ภาพสุดท้ายที่เห็นคือ ผู้ชายในชุดขาวถือศีลแปด กินอาหารมื้อเดียวอยู่อย่างสมถะ แต่ก็แปลก ภาพนั้นสวยงามกว่า...ผู้ชายในชุดสูทขับรถราคานับล้านในวันก่อน ๆ เป็นไหน ๆ
เขาเรียกว่างามด้วยศีล ด้วยธรรม ของพระพุทธเจ้าไงครับ!
และเพราะมีโอกาสได้ไปนั่งภาวนาอยู่สองวันสองคืนนี้แหละ ทำให้ได้นั่งสนทนาธรรมกับพระอาจารย์ประดิษฐ์ โชติโก โดยมีเพื่อนนักธุรกิจร่วมด้วย แน่นอนการสนทนาย่อมมีธรรมปฏิบัติเป็นหัวข้อ...
ต่างฝ่ายต่างงัดประสบการณ์ด้านปฏิบัติสมาธิมาเล่าสู่กันฟัง...เพื่อเป็นความรู้...
รวมความคือ การทำสมาธิมักจะมี ‘นิมิต’ เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ บ้างก็ปรากฏนิมิตน่ากลัว บ้างก็ปรากฏนิมิตที่สวยงาม ทุกอย่างเป็นไปตามภาวะจิตและสถานที่ปฏิบัติ ปัญหาที่เรายกขึ้นวิสัชชนาก็คือ...
‘มีนิมิตในสมาธิ...ดีหรือไม่ดี?’
นิมิตจะดีหรือไม่ดีมันอยู่ที่ตัวผู้ปฏิบัติ การมีนิมิตก็เป็นเครื่องหมายอันหนึ่งที่จะบอกเราได้ถึงความก้าวหน้าทางการปฏิบัติจิต ปฏิบัติธรรม แต่นักปฏิบัติภาวนาส่วนใหญ่ก็ตกม้าตายเพราะ ‘หลงนิมิต’ โดยเฉพาะนิมิตอันงดงามสวยวิจิตรพิสดารทั้งปวง
‘ร้อยละเก้าสิบเก้าของผู้ปฏิบัติธรรมสมาธิล้วนเกิดนิมิตในเวลาจิตสงบ...’
แต่ครูบาอาจารย์ท่านสอนให้พิจารณาว่า ‘นิมิต’ นั้นให้อะไรกับเราบ้าง...สิ่งที่เห็นที่พบ ‘จริง’ หรือ ‘เท็จ’
และไม่ว่าเท็จหรือจริง...เราได้อะไรจากตรงนั้นบ้าง!
‘ได้...’ คือได้เห็นได้รู้... ได้แล้ววางเสียจึงเกิดประโยชน์ นั่งสมาธิเห็นเทวดา...ก็รู้ว่า เทวดาเป็นยังไง แต่เราก็ยังไม่ได้เป็นเทวดาอยู่ดีเพราะปัจจุบันเราเป็นมนุษย์
‘รู้’...คือรู้สภาวะจิตตน หากรู้แล้วต้องวาง ไม่ยึดไม่ติดไม่รู้ ไม่เห็นนั้น จึงจะถือว่าเป็นนักปฏิบัติ
ถ้ารู้แล้วยึด รู้แล้วถือ เรียกว่า ‘หลง’
‘แก่น’ ของการปฏิบัติไม่ได้อยู่ที่รู้อะไรมากไปกว่า ‘รู้เท่ากับจิตของตน’ ด้วย ‘สติ’
อย่าให้มันไปยึดมั่นถือมั่นอะไรในสิ่งที่สมมุติอันเป็นอุปาทาน
ทุกวันนี้...เพราะสนทนากับพระนักปฏิบัติบ่อย ๆ ระยะหลังไปพบคนนั่งสมาธิแล้วฟุ้งว่า ตนไปนรกสวรรค์...ไปพบไปเห็นอะไรต่อมิอะไรในสมาธิ แล้วมาเล่าเป็นคุ้งเป็นแคว
เราจะอมยิ้มแล้วถามเขาเบา ๆ เสมอ...
‘เห็นแล้วได้อะไร?’
ท้ายสุดเราก็จะถามเขา...
‘คุณเคยเห็นจิตในจิต...กายในกาย...ธรรมในธรรมบ้างไหม ?’
ครับ...เพราะเพียงเห็นแต่สิ่งภายนอก แต่ไม่เคยเห็นสิ่งภายในกายของตน เห็นความคิด เห็นจิตตนเพื่อแก้ไข...
ธรรมปฏิบัติ...ธรรมสมาธิจะมีประโยชน์อันใด?
ดังครูบาอาจารย์เคยกล่าวไว้... ‘จิตส่งนอกพาบรรลัย จิตส่งในพาจิตใจไปพระนิพพาน’
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com