การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

อนุสติสิบ by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#702]

อนุสติสิบ

          เมื่อตอนที่แล้วผู้เขียนได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า การป้องกันมิให้เกิดอาการวิปลาสทางจิต ในขณะปฏิบัติธรรมสมาธินั้นต้องอาศัย ‘สติ’ กำกับ ให้ระวังการหลงภาพนิมิต เพราะนิมิตนั้น เป็นเครื่องหมายบอกถึงอาการของจิตเท่านั้น

          คณาจารย์มักจะเตือนเสมอว่าเกิดนิมิต... ‘ให้หมายรู้’ แต่อย่า ‘หลง’

          หลวงพ่อที่เคารพยิ่งของผู้เขียนรูปหนึ่งแห่งกรุงเก่าเคยเมตตาเล่าให้ฟังว่า...

          ครั้งหนึ่งท่านออกธุดงค์วัตร หลังจากใช้ความเพียรอยู่ระยะหนึ่ง ‘จิต’ สามารถยกเข้าสู่ฌานได้...

          ในระยะนั้นท่านบอกกับเราว่า จะเดินจะเหินไปไหนมันคล่องแคล่วไปหมด สายตาก็คมกล้าแจ่มใส เกิดอาการปีติสุขอวลอยู่ในจิต กายโปร่งเบาสบาย

          แต่สิ่งหนึ่งที่ฝังอยู่ในใจลึก ๆ คือความ ‘อหังการ์’ ว่าตนเก่งแล้ว

          หลวงพ่อเล่าให้เราฟังด้วยการหัวเราะขันตัวท่านเอง...

          “วันหนึ่งฉันไปยืนอยู่ตรงหน้าผาสูง หลังจากถอยสมาธิเสร็จแล้ว ใจมันบอกว่าถ้าอยากจะเหาะก็เหาะไปสบายมาก...”

          “จริงหรือครับหลวงพ่อ?” เราถามท่านด้วยความทึ่ง...แต่ท่านหัวเราะ

          “เหาะเหอะอะไรกัน ขืนเหาะก็ไม่ได้กลับแล้วสิ นอนเน่าอยู่ในก้นเหวนั่นแล้ว”

          ท่านเมตตาอธิบายให้ฟัง...” เวลาเราได้สมาธิจิต จิตมันมีกำลังมาก มันคล้าย ๆ เป็นอิสระต่อร่างกาย บางทีมันไม่รู้สึกหิว เดินสู้แดดมันก็ไม่ร้อน มันเหมือนกับคนอารมณ์ดีทั้งวัน...มองเรื่องใหญ่เป็นเรื่องเล็ก ช่วงนี้แหละต้องระวังบางคนถึงกับหลงตัวเองว่าสำเร็จเป็นผู้วิเศษไปก็มี ดูอย่างฉันปะไร ยังไม่ทันไรชวนเหาะซะแล้ว” หลวงพ่อพูดไปหัวเราะไป

          “สรุปหลวงพ่อก็เลยไม่ได้เหาะ?” ผู้เขียนถามย้ำ

          “ก็อยากจะเหาะเหมือนกันจิตมันชวนอยู่ตั้งนานขยับอยู่หลายขยับ แต่อีกใจมันถามถ้าเกิดเหาะไม่ได้ล่ะ จิตมันตอบดี...มันตอบว่าตายแน่...ฉันก็เลยเดินถอยออกจากหน้าผานั่น...” หลวงพ่อเว้นจังหวะก่อนพูดต่อ... “ดีที่ว่าสติมันตามทันไอ้ตัวที่ถามว่า ถ้าเกิดเหาะไม่ได้ล่ะ นั้นนั่นแหละตัวสติล่ะ...”

          ประโยคของหลวงพ่อทั้งหมดที่หยิบยกมาสั้น ๆ นั้นเป็นอุทาหรณ์ให้รู้ว่า...ต่อให้ได้สมาธิจิตระดับไหน ตัว ‘สติ’ ต้องกำกับอยู่เสมอ มิฉะนั้นผลของมันจะเป็น ‘วิปลาส’ ไปในทันที

          สติเป็นบทต้นจนถึงบทสุดท้ายของการเข้าสู่มรรคผล

          บางท่านอาจถามว่า ผลของสมาธิจิตสามารถสร้างฤทธิ์ได้หรือไม่?

          คำตอบก็คือได้! แต่ฤทธิ์ต่าง ๆ เป็นผลพลอยได้ทางจิตเท่านั้น พระพุทธเจ้ามิได้เน้นให้เหล่าพุทธสาวกยึดถือเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ หากแต่อภิญญาทางจิตที่พระองค์ทรงเน้นมากที่สุดคือ...

          การตัดอาสวกิเลส ที่เรียกว่า ‘กิเลสละเอียด’ ให้ได้เพื่อก้าวสู่นิพาน

          ฉะนั้นการทำสมาธิก็ดี...หรือการปฏิบัติกรรมฐานก็ดี อยากจะเรียนต่อท่านผู้อ่านว่า ต้องตั้งสติให้ดี...บอกตัวเองอยู่เนือง ๆ ว่า เราทำสมาธิ-กรรมฐานเพื่ออะไร...เพื่อขัดเกลากิเลสเพื่อว่างต่อตัณหาอุปาทานทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวง

           เรามิได้ทำเพื่ออยากมีฤทธิ์ อยากรู้อยากเห็นอะไร

           เพราะความอยากคือ กิเลส ปรุงแต่ง ‘จิต’ อันเป็นข้อทำให้ก้าวสู่ปัญหา ‘ฌานแตก’ ก้าวสู่ ‘วิปลาส’ อย่างที่ผู้เขียนได้หยิบยกมาเล่าสู่กันฟังในตอนที่แล้ว

           ครับ...ถึงตรงนี้ขออนุญาตวกเข้าหัวข้อที่จั่วไว้เสียที ‘อนุสติสิบ’ ที่จะกล่าวถึงเป็นหมวดธรรมที่พระบรมศาสดาได้ทิ้งเอาไว้เป็นมรดกโลกโดยรวมอยู่ในสมถกรรมฐาน ๔๐ ประการ แยกออกเป็น ๗ หมวด คือ กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อนุสติ ๑๐ อาหารปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถาน ๑ พรหมวิหาร ๔ อรูปกรรมฐาน ๔ รวมแล้วเป็น ๔๐ พอดี

           ทั้งหมดเป็นวิธีหรือเป็นอุบายทำความสงบให้จิต และการที่พระพุทธองค์แสดงไว้มากมายหลายแบบนั้น ก็เพื่อให้เหมาะแก่จริตอัธยาศัยของเวไนยสัตว์ซึ่งมีจริตต่าง ๆ กัน มิได้หมายให้ทุกคนเจริญทั้ง ๔๐ ประการจนครบ

           แต่ที่ภูเตศวรนำเอาอนุสติสิบมาเขียนเพราะเล็งเห็นว่าเป็นวิธีการที่ทำได้ง่าย ทำได้ในทุกสถานที่ทุกเวลา และที่สำคัญไม่มีอันตรายต่อจิต ไม่เหมือนหมวดของ ‘กสิณ’ ซึ่งยุ่งยากในการจัดเตรียมอุปกรณ์ ต้องหาสถานที่ที่สงบสงัดซึ่งไม่เหมาะต่อภาวการณ์ของมนุษย์ในปัจจุบัน

           อนุสติ คือการนึกถึงบุคคล และธรรมะ หรือความจริงอันจะก่อให้เกิดการเลื่อมใสความซาบซึ้งเหตุผล หรือความสงบใจ เป็นอุบายวิธีที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงวางไว้ให้สาธุชนทั่วไปปฏิบัติได้สะดวก แม้มีภารกิจในการครองชีพก็อาจปฏิบัติได้ เพราะเป็นอารมณ์ที่หาได้ง่ายสะดวกทำได้ทุกแห่งทั้งในบ้าน ในป่า ในที่ชุมชน

          อนุสติมี ๑๐ ประการ

          ๑.พุทธานุสติ นึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นบุคคลซึ่งเป็นอัจฉริยะ เป็นผู้มีคุณธรรมสูงสุดน่าอัศจรรย์ น่าเคารพบูชาเป็นบรมศาสดาผู้ชี้ทางสว่างให้กับเวไนยนิกา เป็นผู้ส่องโลกให้สว่างด้วยธรรมะแห่งพระองค์ ให้นึกด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธคุณที่ได้สดับรับฟังมา จนเป็นอารมณ์เดียว

          ๒.ธรรมานุสติ นึกถึงพระธรรม คือสภาวะที่แท้จริงที่พระบรมศาสดาทรงค้นพบแล้วนำมาบัญญัติสั่งสอน เป็นภาวะละเอียดประณีต ดำรงความจริงยั่งยืน เป็นสัจจะจะไม่เปลี่ยนแปลงเที่ยงธรรมไม่เข้าออกใคร ใครปฏิบัติผิดธรรมก็ได้รับโทษทุกข์ปฏิบัติถูกได้อานิสงส์เป็นสุข เป็นเช่นนี้ทุกกาลสมัย ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงความจริงอันนี้ได้

          ๓.สังฆานุสติ นึกถึงพระสงฆ์ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติตามแผนสิกขาสาชีพของสมณะที่พระบรมศาสดาทรงบัญญัติไว้เป็นอย่างดี เป็นผู้ปฏิบัติตามได้และประจักษ์ผลสมจริงตามที่ทรงบัญญัติไว้ ๔ จำพวก ได้แก่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์เป็นบุคคลควรกราบไหว้บูชาเป็นนาบุญของชาวโลก

          ๔.สีลานุสติ นึกถึงศีล คือคุณชาติอันหนึ่งซึ่งมีลักษณะทำใจให้ปกติ ให้เย็น ให้ไม่เดือดร้อน และควบคุมความประพฤติทางกายทางวาจาให้ปราศจากโทษ...แผ่ความสงบสุข ความร่มเย็นไปยังสัตว์โลกทั้งมวล แล้วนึกถึงศีลของตนที่ปฏิบัติรักษาอยู่นั้นว่า ปฏิบัติรักษาได้ดีเพียงใด

          ๕.จาคานุสติ นึกถึงทานบริจาค คือคุณชาติอันหนึ่งซึ่งมีลักษณะ ทำใจให้กว้างขวางให้เกิดเมตตากรุณา กล้าสละของรักของหวงแหนเพื่อประโยชน์ เป็นสิ่งค้ำชูโลกให้ดำรงอยู่ในสันติภาพ-สันติสุข ชีวิตมนุษย์แต่ละชีวิตที่มาได้ก็ด้วยอำนาจทานบริจาคของบิดามารดา ไม่มีชีวิตใดปราศจากการอุปถัมภ์อุ้มชูของผู้อื่นแล้วสามารถดำรงอยู่ได้ แล้วพึงนึกถึงทานของตนเองว่า ตนได้สำนึกในคุณทานบริจาค และทำทานบริจาคมาแล้วอย่างไรบ้าง

          ๖.เทวตานุสติ นึกถึงเทวดา หรือบุคคลที่ทำความดีด้วยกายวาจาใจ แล้วอุบัติขึ้นในสวรรค์ ถึงความบริบูรณ์ด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ เลิศกว่า ประณีตกว่ากามคุณในโลกมนุษย์ นึกถึงคุณธรรมที่อำนวยผลให้เกิดในสวรรค์ นึกเปรียบเทียบว่า ตนกับเทวดา มีคุณธรรมเหมือนกัน หรือไม่ต่างกันอย่างไร

          ๗.อุปสมานุสติ นึกถึงพระนิพพาน คือธรรมชาติอันสวยประณีตอันหนึ่งของจิต ซึ่งเมื่อเข้าถึงแล้วย่อมหมดทุกข์ หมดโศก หมดโรคภัย มีใจปลอดโปร่งเย็นสบาย สามารถตัดกระแสเวียนว่ายตายเกิดได้ขาดสะบั้น ธรรมชาตินั้นพระบรมศาสดาทรงค้นพบด้วยพระองค์เองแล้วเปิดเผยให้ปรากฏขึ้น รวมทั้งบอกแนวทางปฏิบัติไว้เพื่อให้เข้าถึงธรรมชาตินั้น

การนึกถึงพระนิพพานโดยบัดนี้ก็ดี โดยนัยที่ตนเล่าเรียนมาจากตำราแบบแผนก็ดี จักเป็นอุบายให้ใจสงบเย็นลงได้

          ๘.มรณานุสติ นึกถึงความตาย คือสภาวะที่จริงแท้อันหนึ่ง มรณะนี้มีอำนาจใหญ่ยิ่งที่สุด ไม่มีมนุษย์ผู้ใดเอาชนะได้ แม้แต่พระบรมศาสดาเป็นยอดปราชญ์ มีอำนาจใหญ่ยิ่งกว่าเทวาและมนุษย์ทรงยืนยันพระองค์ว่า ‘บรรลุถึงธรรมอันไม่ตาย’ ก็ยังทรงทอดทิ้งพระสรีระกายไว้ในโลก พึงระลึกถึงความตายเพื่อเตือนตนให้มีสติ ไม่ประมาทหลับใหล รีบพากเพียรชำระล้างจิตใจของตนให้สะอาด ก่อนความตายจะมาถึง ดังนี้จึงสำเร็จประโยชน์ตามความประสงค์ของกรรมฐานบทนี้

          ๙.กายคตานุสติ นึกถึงสิ่งอันเป็นร่างของต อันประกอบด้วยอาการ ๓๒ ประกอบเป็นอัตภาพร่างกาย ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ กระดูก เอ็น ม้าม หัวใจ ตับ เลือด ไขมัน ฯลฯ นึกถึงสิ่งเหล่านี้แต่ละส่วนโดยวรรณะ กลิ่น รส โอชะ สัณฐาน ให้ปรากฏชัดเจนแก่ใจ ขั้นแรกพึงท่องจำอาการ ๓๒ ให้แม่นยำว่าได้ทั้งตามลำดับทวนลำดับ ขั้นสองสำเหนียกอาการ ๓๒ นั้นแต่ละสิ่งโดย สี กลิ่น รสโอชะ สัณฐาน ขั้นสามพึงดูของจริงให้เห็นด้วยตาบางอย่างเพื่อให้ภาพนั้นติดตาไว้บ้าง ขั้นสี่นึกถึงอาการ ๓๒ ทั้งหมดโดยตามลำดับแล้วทวนกลับหลาย ๆ เที่ยว ขั้นห้าเมื่ออาการใดใน ๓๒ นั้นปรากฏชัดเจนแก่ใจ พึงเอาอาการนั้นทำการนึกเห็นให้มากติดต่อกันเรื่อย ๆ จนเกิดภาพชัดในใจชัดเจนที่สุด ขยายให้ใหญ่ตามต้องการ ถือว่าสำเร็จกายคตานุสติแล้ว

          ๑๐.อานาปานสติ นึกถึงลมหายใจเข้าออก คือสภาพปรุงแต่งกายให้ดำรงสืบไปได้ เมื่อสภาพนี้หยุดชะงักไป เมื่อนั้นชีวิตก็ขาด วิญญาณธาตุอันอาศัยอยู่ในร่างกายก็จะออกจากร่าง

         วิธีปฏิบัติกรรมฐานบทนี้ พึงอยู่ในที่สงัดอากาศโปร่งเย็นสบาย อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด นั่งในท่าที่เรียกว่า ‘บัลลังก์’ ตั้งกายให้ตรงดำรงสติให้มั่น กำหนดลมหายใจเข้าออกอันเป็นปกตินั้นให้รู้เท่าทัน ทั้งเวลาลมออก ลมเข้า แล้วกำหนดระยะเวลาลมออกสั้นยาวให้รู้ทัน ต่อจากนั้นกำหนดที่ ๆ ลมสัมผัสคือต้นลมที่ปลายจมูก กลางลมสัมผัสที่ทรวงอก ปลายลมสัมผัสตรงสะดือ เวลาลมออกก็ให้ทวนออกตามลำดับ

         ในระยะแรก ๆ สติจะปรากฏประหนึ่งว่ าแล่นไปตามอาการของลมเข้าออก แต่เมื่อทำไปนาน ๆ ระยะต่อไปสติจะใหญ่โตขึ้นครอบคลุมร่างกายทั้งหมดไว้ จะไม่มีอาการแล่นตามลมอีก และลมหายใจก็จะละเอียดเข้าทุกที จนในที่สุดปรากฏว่าไม่มี จะเห็นว่าลมปรุงซ่านกายอยู่ทั่วทุกส่วน แม้กระทั่งปลายเส้นขน เมื่อมาถึงขั้นนี้ชื่อว่า ได้ผลในการเจริญอานาปานสติขั้นต้นแล้ว พึงเจริญให้คล่องแคล่วเชี่ยวชาญต่อไป

          ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เป็นโดยสรุปย่นย่อ เพื่อใช้สำหรับเป็นแนวทางง่าย ๆ ในการเจริญกรรมฐานที่ไม่เป็นภัยแก่ตนอย่างที่ท่านอัยการผู้ฆ่าล้างครอบครัวดังเป็นข่าวครึกโครมในหน้าหนังสือพิมพ์มาแล้ว

          เพราะแนวทางที่พระบรมศาสดาบัญญัติไว้ เป็น ‘วิสุทธิมรรค’ มีเฉพาะคุณไม่มีโทษ นอกเสียจากผู้ปฏิบัตินำเอาลัทธิต่าง ๆ มาปลอมปนจนเสียความจริงไป

          ก่อนจากกันวันนี้ ผู้เขียนอยากเน้นตรง ‘อานาปานสติ’ ให้มาก เพราะกรรมฐานหมวดนี้ สามารถตัดกระแสวิตกได้ดี เหมาะสำหรับคนวิตกจริต คือคนชอบคิดชอบนึก เป็นกรรมฐานสุขุมประณีต เหมาะสำหรับมหาบุรุษ การเจริญอานาปานสติ ทำให้ร่างกายสดใส ผิวพรรณงดงาม

          พระพุทธเจ้าของเราทรงบำเพ็ญกรรมฐานข้อนี้มาก เวลาทรงพักผ่อนที่เรียกว่า...

          ‘ปฏิสัลลานวิหาร’ ก็ทรงอยู่ด้วยอานาปานสติสมาธิวิหารเสมอ

          พระองค์ทรงแสดงอานิสงส์ของกรรมฐานบทนี้ไว้มากมายว่า ร่างกายก็ไม่ลำบาก จักษุก็ไม่ลำบาก จิตก็พ้นจากอาสวะ ละความคิดเกี่ยวกับเสียงที่เคยชินได้ กำหนดน่าเกลียดในสิ่งที่ไม่น่าเกลียดได้ กำหนดไม่น่าเกลียดในสิ่งที่น่าเกลียดได้ ได้ฌานสมาบัติโดยไม่ยาก ตั้งแต่ฌานที่ ๑ ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ กำหนดรู้เวทนาได้ดี ได้บรรลุอรหัตตผล หรืออนาคามีในปัจจุบัน

          จะเห็นได้ว่า อานาปานสติ เป็นวิธีการปฏิบัติกรรมฐานที่เยี่ยมยอดที่สุด ดังจะเห็นว่า พระสายธุดงควัตรปฏิบัติ หรือที่เราเรียกว่า ‘พระป่า’ จะใช้กรรมฐานหมวดนี้มากที่สุด

          โดยเฉพาะสายของแม่ทัพธรรมอย่าง หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พร้อมทั้งเหล่าลูกศิษย์ เช่น อาจารย์ฝั้น อาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ฯลฯ ต่างก็นำพระกรรมฐานอานาปานสติ พุท หายใจเข้า โธ หายใจออก มาสั่งสอนลูกศิษย์ให้ปฏิบัติจนเห็นผลมาโดยตลอด

           แล้วคุณล่ะครับ...ทำแล้วหรือยัง?


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com