การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ฌาณแตก by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#700]

ฌานแตก

          หนังสือพิมพ์รายวันฉบับยักษ์ พาดหัวข่าวอันน่าสลดใจ...

          อัยการ ‘ฌานแตก’ คลั่งฆ่าลูก-เมีย และหลังจากนั้นในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๓๕ ได้พาดข่าวคืบหน้าว่า ‘เบื้องหลังอัยการคลั่งลัทธิจนวิปริตฆ่าหมู่’

         ข่าวคราวดังกล่าวทำให้เหล่านักปฏิบัติธรรมสมาธิกรรมฐานทั้งหลาย ต่างผวาไปตาม ๆ กัน เนื่องจากหนังสือพิมพ์ก็คือหนังสือพิมพ์ มักจะรายงานข่าวอย่างหวือหวาและดุดัน เพื่อหวังผลต่อการขายมากกว่าจะคำนึงถึงข้อผิดพลาดอันจะทำให้เหล่านักปฏิบัติธรรมทั้งประเทศที่อ่านข่าวเกิดการตื่นกลัว

         รายละเอียดของข่าวกล่าวว่า อัยการหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบหกได้ทำการกรอกยาพิษลูกสาวทั้งสองของตน รวมทั้งใช้มีดสังหารภรรยา ท้ายสุดอัยการหนุ่มจึงผูกคอทำอัตวินิบาตกรรมตามไปด้วย

         เจ้าหน้าที่พบหลักฐานจากจดหมายระบุว่า ครอบครัวของอัยการหนุ่มเกิดไปพบธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่มีชื่อว่า ‘มาเธอร์ไรท์’ และเมื่อนำมาบวกกับสมาธิที่พวกตนปฏิบัติ จะสามารถทำลายล้างโลกได้ ด้วยเหตุนี้เจ้าตัวจึงทำการสังหารทั้งครอบครัวเพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม

         กับเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้มีผู้โทรศัพท์เข้ามาสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้เขียนมากต่อมาก ‘ว่าการปฏิบัติสมาธิทำให้เป็นบ้าจริงหรือ?’

บางรายถึงกับตัดสินใจเลิกทำสมาธิเอาดื้อ ๆ

         นั้นคือเหตุผลที่ ภูเตศวร จำต้องหยิบยกเอาปัญหานี้นำมาเขียนลงในคอลัมน์ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ ...ซึ่งกว่าจะลงตีพิมพ์ เหตุการณ์ดังกล่าวคงผ่านเวลาไปนานพอสมควร แต่ถึงอย่างไรก็คิดว่ายังมีประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านไม่น้อย

         พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ หนทางก้าวสู่นิพพานอันจะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะด้วยไตรสิกขา...ที่ประกอบด้วย

         ศีล...สมาธิ...ปัญญา

         ศีล...เป็นความปกติ

        ความปกติของปุถุชน หรือ คฤหัสถ์มีห้าข้อ หรือที่เรียกว่า ‘เบญจศีล’

        ซึ่งคิดว่าผู้เขียนคงไม่ต้องร่ายยาวว่าประกอบด้วยอะไรบ้างให้เสียเวลา ดังนั้น ผู้ที่จะก้าวสู่การปฏิบัติสมาธินั้น พึงเป็นผู้ประกอบด้วยศีลตามที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติตามสถานะแห่งตน

        คนธรรมดาถือศีลห้า สามเณรศีลสิบ พระสงฆ์สองร้อยยี่สิบเจ็ด ฯลฯ

        ฉะนั้น...ก่อนที่จะทำสมาธิหรือวิปัสสนา ผู้ปฏิบัติพึงทำการสมาทานศีลเสียก่อน หากเป็นสามเณรหรือภิกษุก็คงปลงอาบัติเพื่อให้กายและจิตบริสุทธิ์ในศีล

        ประการที่สอง ควรโน้มน้าวจิตตนก้าวสู่การเป็นพุทธมามะกะ ด้วยการน้อมรำลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ถวายชีวิตแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือจะตามด้วยการสวดมนต์ด้วยจะดียิ่งขึ้น

        จากนั้นจึงก้าวสู่การทำสมาธิ...

        การทำสมาธิที่ดีคือการ ‘ยกจิตสู่ความว่างความสงบ’ พยายามขจัดอารมณ์ทั้งหลายที่ว่ายวนอยู่ในจิตออกไป...เพราะอารมณ์เป็นเครื่องทำให้จิตเศร้าหมอง ฟุ้งซ่าน...รำคาญใจ

        การทำจิตใจให้สงบนั้น ภาษานักปฏิบัติเรียกว่าการก้าวสู่ ‘เอกัคตารมณ์’
 
        คือจิตอยู่ในอารมณ์สงบ...เป็นหนึ่งเดียว...
 
        นั่นคือเหตุผลง่าย ๆ ที่จะอธิบายให้ท่านผู้อ่านทราบว่าการทำสมาธิมิได้ทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดอันตรายใด ๆ ทางจิต เพราะจิตที่ก้าวสู่ความว่าง ความสงบระงับอันประณีต จะก่อทุกข์ขึ้นได้อย่างไร?

        บางท่านอาจจะแย้งว่า...ฉันทำสมาธิมาตั้งนานยังไม่เห็นสงบอย่างว่าเลย

        ใช่...เพราะการทำสมาธิให้เห็นผลนั้น ความรวดเร็วหรือล่าช้าขึ้นอยู่กับวาสนาและผลกรรมของแต่ละบุคคลด้วย หากแต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่ผู้เขียนเคยพบเห็นและศึกษามา อุปสรรคของนักปฏิบัติมักจะเกิดขึ้นจากตนเองเสมอ...

        ลองถามตัวท่านเองดูเถอะครับว่า...

        ผู้ปฏิบัติธรรมส่วนมาก ‘อยาก’ สำเร็จกันทั้งนั้น แต่เพราะตัว ‘อยาก’ นี่แหละครับเป็นอุปสรรคสำคัญ ตัวอยากก็เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง...เป็นตัวปรุงแต่งชั้นเยี่ยมทำให้จิต

        ฟุ้งซ่าน...เกิดอาการเกร็ง...

           ผู้เขียนขอยกตัวอย่างจากพระอานนท์ หนึ่งในพระอรหันต์เจ้ายุคพุทธกาลพระองค์หนึ่งเป็นอุทาหรณ์ หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานช่วงหนึ่ง พุทธสาวกจึงลงความเห็นว่าพระธรรมวินัยนั้นเริ่มหย่อนยานลง จึงมีมติให้ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้น การสังคายนาฯ นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรื้อฟื้นพุทธวาจาแห่งพระศาสดามาเรียบเรียงบันทึกใหม่ และผู้ที่มีความจำเป็นเลิศอีกทั้งใกล้ชิดกับองค์พระผู้มีพระภาคเจ้า คือ พระอานนท์เถระเจ้า หากแต่ปัญหาอยู่ที่ว่า...

          ผู้เข้าทำการสังคายนาต้องเป็นผู้สำเร็จอรหัตผล

          ปัญหาใหญ่คือ...พระอานนท์ ในช่วงนั้นยังก้าวไม่ถึงอรหันต์ภูมิ ซึ่งพระอานนท์เถระเจ้าก็มิได้ย่อท้อพยายามเพ่งความเพียรอย่างแรงกล้าทุกวิถีทางเพื่อยกระดับจิตแห่งตนสู่ความเป็นพระอรหันต์ให้ได้ แต่จนแล้วจนเล่าก็มิสำเร็จเสียที

          จวบจนพรุ่งนี้จะถึงกำหนดวันทำสังคายนาแล้วพระอานนท์จึงเกิดอาการท้อแท้อย่างยิ่ง เรียกว่า ‘ถอดหัวใจ’ แล้วว่างั้นเถอะ ก็ทำความเพียรมาเป็นปียังไม่สำเร็จเหลือเวลาอีกแค่คืนเดียวจะไปเหลืออะไร

          ท้ายสุดจึงปรารภกับตัวเองว่า...

          “ชะรอยวาสนาบารมีของเราคงมีไม่ถึง” พระเถระเจ้าจึงทำใจปล่อยวาง “ไม่ได้ก็ไม่ได้ช่างมัน…นอนพักสักหน่อยดีกว่า”

          ว่ากันว่าขณะที่พระอานนท์เอนกายลงพอศีรษะถึงพื้นก็สามารถบรรลุธรรมสูงสุดได้ในทันที

          เหตุเพราะขณะนั้นจิตของพระเถระเจ้าเริ่มปล่อยวาง...

          เมื่อวางจึงมีสิทธิเติมไม้เอกข้างบน...วางจึงเป็น ‘ว่าง’ จิตปล่อยวางจากการยึดมั่นในความอยากได้ อยากมี อยากเป็น จิต...ว่าง สงบประณีต...คือบรมสุข ดังคำกล่าวที่ว่า ‘นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง’ สุขใดเหนือความสงบไม่มี...

          ตรงนี้แหละครับที่ผมอยากเน้นว่า ...การปฏิบัติสมาธินั้นหลายต่อหลายคนได้กระทำเพื่อเหตุผลต่างกัน ผู้เขียนเคยได้ยินบางท่านพูดคุยกัน...

          “...ฉันทำสมาธิแล้วเห็นเทวดา” หรือบางราย “หลวงพ่อพาไปเที่ยวนรกสวรรค์ สนู้ก...สนุก...” และที่ร้ายไปกว่านั้น “ฉันนั่งเห็นหวย”

          คนพูดอาจจะโกหก หรือพูดจริงก็ได้... แต่ภูเตศวรอยากจะถามสักนิดว่า สิ่งที่ท่านเหล่านั้นพูดแน่ใจหรือว่าสิ่งที่รู้เห็นนั้นมิได้เกิดจากอุปาทานทางจิต หรือการปรุงแต่งของใจและอารมณ์ตน

          คณาจารย์องค์อื่นจะสอนอย่างไรนั้น ผู้เขียนมิทราบและมิอาจหยิบยกวิจารณ์ หากแต่ หลวงปู่พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่ภูเตศวรกราบกรานนบไหว้ท่านด้วยความเคารพยิ่ง ได้กล่าวเตือนศิษยานุศิษย์เสมอว่า...

          “อย่ายึดอย่าหลงในนิมิต...นิมิตมีทั้งจริงและไม่จริง...จริงแล้วได้อะไร ไม่จริงแล้วได้อะไร...บริกรรมพุทโธ เอาจิตจับที่พุทโธ พุทโธรู้ รู้อะไร รู้ตน รู้จิต พุทโธตื่น ตื่นอะไร ตื่นจากโลภโกรธหลง... พุทโธเบิกบาน เบิกบานเพราะจิตสงบ สงบจากรักโลภโกรธหลง...”

         หลวงปู่ไม่ให้ยึดไม่ให้ติดในนิมิต เพราะนิมิตเกิดนิมิตก็ต้องดับไปเป็นกฎของไตรลักษณ์ ทุกข์และสุขจะเกิดขึ้นแล้วดับไปอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นเราต้องดับตรงเหตุ ตรงปัจจัยที่ปรุงให้เกิดทุกข์-สุข ดับด้วยความว่าง...ที่เกิดจากการวาง วางรัก โลภ โกรธ หลง ลง...

         ...วางที่ใด?

         วางที่มโน...

         มโนกำกับกาย มโนไม่คิด กายก็ไม่ทำ วจีก็ไม่เกิด

         เมื่อมโนกรรมไม่มี กายกรรม วจีกรรม ฤๅ...จะเกิด

         กรรมไม่เกิด... จะเอาอะไรมาร้อยรัดวิญญาณให้ว่ายวนได้จริงไหม?

         คำถามอาจจะตามมา...เอาอะไรกำกับ ‘มโน’?

         ขอตอบสั้น ๆ แต่ตรงไปตรงมาว่า “ใช้สติกำกับ”

         เพราะถ้าขาดสติหรือไร้สติก็คือ วิปลาส หรือที่เรียกว่า ‘บ้า’ อันก้าวสู่ความฉิบหายดังกรณีที่กล่าวมาข้างต้น

         ‘ฌานแตก’ เกิดขึ้นตรงนี้ เกิดขึ้นด้วยเหตุนี้

         ‘ฌานแตก’ เกิดจากการหลงผิด การหลงผิดทำให้เกิดการปรุงแต่งทางจิตจนก้าวสู่ความหายนะ

         แต่ผู้เขียนคงขออนุญาตยกยอดไปกล่าวกันในตอนหน้าจะว่าด้วยหัวข้อ... ‘อนุสติสิบ’ พร้อมกับยกตัวอย่างจริง ๆ ของพระอริยองค์หนึ่งที่ปฏิบัติธรรมจนได้สมาธิจิตชั้นสูงและเกือบหลงตนจนกลายเป็นวิปลาส ให้ฟังเป็นอุทาหรณ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะท่านได้บอกเล่ากับภูเตศวรจากปากของท่านเอง

         สำหรับวันนี้คงต้องจากกันตรงนี้แหละ สวัสดีครับ


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com