วันนี้คุณชำระล้างจิ...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

วันนี้คุณชำระล้างจิต...บ้างหรือยัง? by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#697]
วันนี้คุณชำระล้างจิต...บ้างหรือยัง?

         ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ต้องมีส่วนประกอบด้วย กายกับจิต หรือที่เรียกว่า ‘กายหยาบ’ กับ ‘จิตวิญญาณ’ เหมือนกับ ‘น้ำ’ ที่มีส่วนประกอบด้วยไฮโดรเจนสองส่วนบวกกับออกซิเจนส่วนหนึ่งเสมอ...

         การเป็นมนุษย์จะขาดกายหรือจิต สิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ แต่น่าแปลกครับ กับความสำคัญเช่นนี้น้อยนัก คนเราจะมองเห็นความสำคัญของจิต...ทั้ง ๆ ที่ถ้ากายขาดจิต ก็เป็นแค่เสื้อผ้าที่ถูกถอดกองเอาไว้เท่านั้น!

         โดยปกติทุกวันตื่นเช้าขึ้นมา คนเราต้องล้างหน้า อาบน้ำ แปรงฟัน เป็นการทำความสะอาดเป็นกิจวัตร ถือเป็นหน้าที่ต้องกระทำต่อกาย ทว่าจะมีสักกี่คนที่หันมาคิดดูแลรักษาทำความสะอาดจิตใจของตนบ้าง

         ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าของเราทรงตรัสว่า ‘จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว...’ หรือไม่ก็ ‘จิตเป็นใหญ่ใจเป็นประธาน’

         มิหนำซ้ำ บนเส้นทางก้าวสู่อริยมรรคทั้งหลาย ล้วนชี้ชัดบ่งบอกให้เราทั้งหลายให้พิจารณากายทั้งหลายนั้นไม่เที่ยง กายเป็นสิ่งปฏิกูล กายเป็นเพียงที่ตั้งแห่งจิตวิญญาณชั่วคราว และไม่ช้าก็จะเสื่อมสลายไปอย่างแน่นอน...

         ประการเหล่านั้นเป็นเพราะนับแต่กำเนิดลืมตามองโลก มนุษย์เคยชินกับการใช้กายหยาบ เอาใจ ตามใจ ความต้องการของกายมาโดยตลอด จึงเกิดความหลงผิดขึ้น ยึดมั่นกายที่จิตยึดครองชั่วคราวนั้นเป็น ‘ตัวกูของกู’ ขึ้น

         อุปาทานเกิดตรงนี้! และมนุษย์ยากนักจะสลัดอุปาทานออกจากใจตนได้...

         ธรรมะของสมเด็จพระบรมศาสดาล้วนสอนให้เรารู้จักธรรมะ คือธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งจากภายใน ‘รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม’ สอนให้เรามีสติเท่าทันจิตที่ผันผวนปรุงแต่งไปตามอารมณ์ อันเกิดจากอุปาทาน...และอวิชชา คือความไม่รู้ทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวง

         ความไม่รู้ทำให้เราหลงผิด คิดว่าสิ่งภายนอกอันเป็นมายาสำคัญกว่าจิตวิญญาณภายใน

         มนุษย์หลงระเริงเพลิดเพลินไปกับเทคโนโลยี หลงไปกับสิ่งลวงทั้งหลาย เพื่อนำมาบำรุงบำเรอให้กายสบาย ด้วยความอยากได้ อยากมี และอยากเป็น...

         ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ทั้งปวงคือ กิเลส ตัณหา

         กิเลสทำให้จิตเศร้าหมอง ตัณหาเป็นยางเหนียวเกาะติดจิตวิญญาณให้เราทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไปไม่รู้จบสิ้น

         ดังนั้น สุดยอดแห่งปรมัตถธรรมของพุทธ คือการรู้จัก ‘วาง’ วางความอยากทั้งปวง วางอุปาทานทั้งหลายลง...

         เมื่อรู้จัก ‘วาง’ มนุษย์จึงสามารถเป็นเอกคน มีสิทธิเติมไม้เอกข้างบน ‘วาง’ คือ ‘ว่าง’

         ว่างจากความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ว่างจากกิเลสตัณหาทั้งสิ้นทั้งปวง ความว่างตรงนี้ก่อให้เกิดความสงบสุข เพราะคนว่างจากสิ่งดังกล่าว จะไม่ยึดสิ่งภายนอก ยึดของไม่เที่ยงนั้นเป็นตัวกูหรือของกู

         เมื่อไม่ยึด ไม่ถือมั่น ต่อให้สิ่งใดได้พลัดพรากไปตามกฎไตรลักษณ์ ฤๅสามารถสร้างทุกข์ให้ได้...

         ท่านพระอาจารย์ประสงค์ แห่งวัดป่าเกริงกระเวีย หรือวัดสุญญตาราม เคยกล่าวกับผู้เขียนไว้อย่างน่าฟังว่า...

         “มนุษย์มีกายกับจิต จิตเป็นผู้บงการกาย เป็นผู้สั่งให้กายทำตาม แต่ทำไมคนจึงใส่ใจแต่กายภายนอก ล้างแต่กายภายนอก แต่ไม่เคยล้างจิตใจตัวเองเลยนะ ?”

         ท่านกล่าวด้วยอารมณ์ขัน แต่แฝงไปด้วยสัจจะความจริงที่ภูเตศวรต้องยอมรับ มิหนำซ้ำยังต้องหันกลับไปถามตัวเองอีกด้วยซ้ำว่าเราเป็นอย่างที่ท่านกล่าวหรือเปล่า...

         “คนเรานั่งตกแต่งหน้า อาบน้ำวันละหลาย ๆ ครั้ง ทำได้นานเป็นชั่วโมง ๆ แต่แค่ทำสมาธิล้างจิตวิญญาณ เสริมจิตให้สวยวันละแค่ห้าหรือสิบนาทีทำไม่ได้...” ท่านอาจารย์กล่าวเสริมเบา ๆ เล่นเอาหลายคนในที่นั้นหันหน้ามามองกันเลิกลั่ก เพราะร้อยทั้งร้อยที่อยู่ตรงนั้นเป็นอย่างที่กล่าวจริง ๆ...

         ท่านผู้อ่านล่ะครับ เป็นแบบที่ท่านพูดหรือเปล่า?

         ครับ ที่ร่ายยาวมาตั้งแต่ต้นทั้งหมด เป็นการกล่าวเกริ่นให้ท่านผู้อ่านได้มองเห็นความสำคัญของจิต มากกว่ากาย มองเห็นจิตที่เป็นหน่วยควบคุมความสุข ความทุกข์ หรือการปล่อยวางก้าวสู่มรรคผล หรือกำหนดให้เราท่านตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ เวียนว่ายตายเกิด จนชั่วกัปป์ชั่วกัลป์นั้น เท่ากับเป็นกลไกสำคัญยิ่งของมนุษย์

         เพียงเพื่อจะถามท่านทั้งหลายว่า...

         “ทำไมเราจึงละเลย ประมาท ในการฝึกอบรมจิตวิญญาณแห่งตน ?”

         กับอีกประการที่อยากบอกกับท่านทั้งหลายว่า “จิตมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อภาวะทางสุขภาพแห่งกาย ซึ่งแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์เองก็ล้วนแต่ยอมรับ...”

         นี่แหละครับคือประเด็นสำคัญที่จะกล่าวถึงในวันนี้...ในปัจจุบัน ผลวิเคราะห์ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่า สมองของมนุษย์แบ่งออกเป็น ๒ ซีก และพบว่าสมอง ๒ ซีกจะทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน ซีกขวาทำงานเกี่ยวกับการสร้างภาพจินตนาการ รับรู้เกี่ยวกับสีสันมิติ และความลึกลับต่าง ๆ เรียกง่าย ๆ ว่า จะทำงานเกี่ยวกับเรื่องเพ้อฝันมากกว่าสิ่งอื่น...ส่วนด้านซ้าย จะเป็นการค้นคว้าเรื่องเกี่ยวกับตรรกวิทยา ภาษาพูด การคิดตัวเลข วิเคราะห์หาเหตุผล

         นอกจากนั้น ยังมีสมองส่วนล่างที่เป็นพวกไฮโปทาลามัส มีหน้าที่อีกอย่างหนึ่งไม่เหมือนกับสมองส่วนบน...สมองส่วนล่างนี้มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกายโดยอัตโนมัติ เรียกว่ากลุ่มออโตโนมิค เนอร์บลัสซิสเต็ม...เกี่ยวเนื่องกับการเต้นของหัวใจ ระบบย่อยอาหาร ระบบทางเดินหัวใจ ฯลฯ โดยที่เราไม่ต้องสั่ง ซึ่งสมองส่วนนี้จะแปรเปลี่ยนผิดปกติไปได้ด้วย ‘อารมณ์’

         สมองส่วนนี้เมื่อมีอารมณ์หวาดกลัวหรือว่าตื่นเต้นตกใจ จะมีการทำงานติดต่อไปถึงอวัยวะด้านล่าง โดยผ่านต่อมควบคุมทางฮอร์โมนต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดเป็นไปโดยอัตโนมัติทั้งสิ้น เช่นเวลามีความเครียด สมองส่วนบนจะสั่งการให้ไฮโปทาลามัสควบคุมสั่งการลงมา...มีผลต่อระบบการย่อยอาหาร ต่อมลูกหมาก ไต ที่จะทำให้เกิดคอร์ติโคสเตอร์รอยด์ขึ้น ซึ่งจะลดภูมิต้านทานโรคให้ลดถอยลง ทำให้อาการของโรคต่าง ๆ นานาบังเกิดขึ้นได้ทันที...(ข้อมูลจากเอกสารบรรยายเรื่อง จริยธรรมกับการบริการสาธารณสุขนายแพทย์ชินโอสถ หัสบำเรอ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข)

         ที่ผู้เขียนขออนุญาตคัดลอกข้อความดังกล่าวของคุณหมอชินโอสถ มาประกอบการเขียนในครั้งนี้ ก็เพราะต้องการให้ท่านผู้อ่านได้มองเห็นอัจฉริยภาพแห่งพระบรมศาสดาของเรา ที่พระองค์ทรงทราบด้วยญาณวิถีมาแล้วกว่าสองพันห้าร้อยปีว่า...

         จิตของมนุษย์มิเพียงเป็นนายของกายเท่านั้น แต่จิตยังแบ่งออกเป็น ๒ ระดับคือ...ภวังคจิต...กับวิถีจิต...
 
         กลุ่มสมองส่วนบนที่กล่าวเมื่อครู่ทั้งซ้ายขวา อยู่ในการควบคุมของ ‘วิถีจิต’ ควบคุมได้ด้วยจิตสำนึกปกติ ระงับความคิดการกระทำส่วนนั้นได้โดยง่าย

         ส่วนกลุ่มสมองส่วนล่างที่ควบคุมการทำงานของร่างกายโดยอัตโนมัติ ถูกควบคุมด้วย จิตไร้สำนึก หรือที่เรียกว่า ‘ภวังคจิต’ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั่นเอง

         ซึ่งทุกประการที่กล่าวมาโดยสรุป จึงเป็นข้อยืนยันว่าความบกพร่องทางกาย หรือความมีสุขภาพทางกายดีนั้น ล้วนอยู่ภายใต้กลไกของจิตดีหรือไม่ดีทั้งสิ้น...

         ในเอกสารบรรยายของนายแพทย์ชินโอสถ หัศบำเรอ ยังย้ำผลร้ายที่เกิดจากความคิดอันเป็นมโนกรรมอีกว่า...

         ‘เมื่อเกิดความคิดมโนกรรมฝ่ายอกุศลบ่อย ๆ อย่างเช่น การก่นด่าผู้อื่นเป็นคนเลวอยู่เสมอ แต่ไม่มีใครได้ยิน เป็นคอมมานต่อสมองเรา โดยเราศึกษาว่าถ้ามีการสั่งซ้ำ ๆ ลงไปในสมองบ่อย ๆ คือ แอฟฟอร์เมชั่นก็จะกระทบไปสมองส่วนล่าง ทำให้สมองส่วนล่างทั้งหมดเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในเซลล์ขึ้น ที่ค้นพบจริง ๆ คือ ไอออนเนกาตีฟเกิดขึ้นเมื่อสะสมกันนาน ๆ เข้าไปอยู่ในเซลล์กลุ่มใด ทำให้เกิด มิวเตชั่น คือการแปรสภาพ แปรตัวของเซลล์กลุ่มนั้น เป็นเซลล์ที่ควบคุมไม่ได้ คือเซลล์มะเร็งเกิดขึ้น ดังนั้นมะเร็งที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากการคิดเป็นอกุศล การคิดให้ร้ายกับผู้อื่น...’

         ครับ...มาถึงตรงนี้ บรรทัดนี้ คงเป็นข้อยืนยันความจริงเกี่ยวกับภาวะสำคัญของจิต และความคิดอันเป็น ‘มโน’ ต่อท่านผู้อ่านได้เป็นอย่างดี เพื่อจะได้หันกลับมาใส่ใจ ดูแลรักษาจิตวิญญาณของตนไว้บ้าง ด้วยความสำคัญดังกล่าว...สมกับที่ถ้อยรับสั่งแห่งพระพุทธองค์ในความจริงที่ว่า...

          ‘จิตเป็นนาย...กายเป็นบ่าว’

          ‘จิตเป็นใหญ่...ใจเป็นประธาน’

         คงต้องจากกันอีกครั้ง เพราะโควตาหน้ากระดาษสำหรับคอลัมน์ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ หมดพอดี...และขอฝากคำถามถึงท่านทั้งหลายด้วยความปรารถนาดีว่า...

         ‘วันนี้ท่านได้ดูแลรักษาและล้างชำระจิตท่านบ้างหรือยัง?’


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com