
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้เขียนถูกเชิญไปเป็นวิทยากรในงานเปิดบู๊ธของสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม บริเวณลานแสดงสินค้าของศูนย์การค้าใหญ่ย่านบางกะปิ ในหัวข้อ ‘ชีวิต วิญญาณ และความตาย’ ร่วมกับคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ หรือทมยันตี
หัวข้อเรื่องน่าสนใจ หากเวลากับสถานที่ไม่ค่อยอำนวย ทำให้เราไม่สามารถจาระไนเรื่องราว ศาสตร์แห่งความตายที่ลึกลับจนถูกบันทึกเป็นคัมภีร์มรณะ ขึ้นเป็นสมบัติโลกมากมายหลายเล่มได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์เท่าที่ควร
ความตายเป็นมรดกของมนุษยชาติและสรรพสัตว์ทั้งปวง มรดกที่มิอาจปฏิเสธ ความตายเป็นหน้าที่ของทุกคน หน้าที่ที่มิอาจละทิ้ง...หากเป็นมรดกเป็นหน้าที่ซึ่งทุกคนไม่มีทางทราบ
ว่าตายแล้ว...จะไปไหน?
ตายแล้วจะเป็นอย่างไรในปรโลก?
ทมยันตีกล่าวด้วยอาการส่ายหน้า “แค่คัมภีร์ของทิเบตเรื่องเดียวครึ่งวันยังเล่าให้ฟังไม่หมด”
ครับ...ประสาอะไรกับเวลาที่กำหนดให้เราสองคนในวันนั้นแค่ชั่วโมงครึ่ง ผลคือ คนฟังก็เลยได้ยินได้ฟังเฉพาะประสบการณ์เรื่องราว ‘เฉียดตาย’ ของทมยันตี กับประสบการณ์ทางจิตประเภทเคยเห็นวิญญาณมาตั้งแต่สมัยเธอเป็นเด็กอาศัยอยู่กับคุณยายแทน...แค่นั้นยังเกินเวลาไปหลายนาที
“โอ๊ย...แค่เรื่องพระราชพิธีงานพระศพ เจ้านายในสมัยโบราณก็สนุกอย่างสาหัสแล้ว” ทมยันตีท่านยังทิ้งท้ายให้คนฟังน้ำลายสอ
“ใครกล้าจองห้องประชุม วันหลังจะเล่าให้ฟัง”
เราคนเขียนก็สนใจอยู่หรอก แต่ต้องส่ายหน้าเพราะจำได้แม่นยำ...กับงานไหว้ครูปีก่อนโน้น ค่าเช่าหอประชุมมหิศรที่สำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ โดนเข้าไปเป็นเงินแสนกว่าบาท บวกค่าอาหาร ค่าจัดงานใน 2 วันนั้นหลายแสน
สรุปคือ...เข็ดไปอีกนานขอรับ
ที่ร่ายยาวมาขนาดนี้ เพราะต้องการจะมาบอกกับท่านทั้งหลาย ใครเคยมีประสบการณ์เฉียดตาย หรือตายแล้วฟื้น ย่อมมั่นใจ...ว่าโลกหลังความตายมีจริง!
ยิ่งมีคนประเภทนี้มากเท่าใด ย่อมมีคนยืนยันสัจธรรมที่พระบรมศาสดาทรงตรัสสั่งสอนเอาไว้มากขึ้น พระองค์มิเพียงกำหนดหมายให้รู้ว่า หลังชีวิตปลิดปลงลง สัตว์ทั้งหลายจะมีทุคติภูมิ กับสุคติภูมิเป็นแดนเกิดเท่านั้น ยังทรงแนะนำวิธีและทางเดินเข้าสู่แดนพ้นทุกข์ คือแดนพระนิพพาน อันสูงสุดอีกด้วย
เคยย้ำมาแล้วหลายครั้งหลายครา ‘จะกลัวทำไมความตาย!’ เพราะกลัวหรือไม่กลัวก็ต้องตาย ปัญหาควรจะอยู่ที่...ถ้ารู้ว่าต้องตายอย่างแน่นอนและไม่มีใครหลบเลี่ยงความตายพ้นคือสัจจะความจริง เราเตรียมตัวที่จะตายอย่างไร เราเลือกเดินทางสู่ภพชาติอย่างไรต่างหาก
เลือกภพชาติได้ถ้าตราบใดยังมีลมหายใจ เพราะกรรมหรือการกระทำในปัจจุบันชาติจะกำหนดอนาคตชาติ และความตายคือเส้นแบ่งแห่งปัจจุบันสู่อนาคตของภพชาติ
เราเคยถามตัวเองบ้างไหม ทำไมคนบางคนเกิดมามีพร้อมทุกอย่างทุกประการ...รูปสวย รวยทรัพย์ นับปัญญา ทว่าบางคนไฉนจึงยากแค้นมีแต่ความทุกข์ความเดือดร้อนอยู่ตลอดชีวิต เหตุเพราะมนุษย์ที่เกิดมาในโลกนี้มี 2 ประเภท คือ คนมีบุญมากกับคนมีบุญน้อย คนมีบุญมาก บุญจะหนุนส่งให้ชีวิตสุขสบาย ปรารถนาสิ่งใดจะสมความปรารถนาทั้งเงินทองลาภยศ ส่วนคนบุญน้อยหรือไม่มีบุญจะมีแต่ความทุกข์ยากลำบาก ปรารถนาอะไรก็ไม่ได้สมความปรารถนา ทำอะไรก็ขัดข้องไปหมด
โบราณจารย์ท่านจึงกล่าวไว้ชัดเจน บุคคลพึงสะสมบุญให้แก่ชีวิต ไม่ควรมีชีวิตอยู่ด้วยความประมาท ควรหาโอกาสสั่งสมบุญกุศลด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ให้เป็นที่พึ่งแก่ชีวิตตนทั้งในโลกนี้และโลกหน้าในสัมปรายภาพ จนกว่าจะสามารถเข้าสู่แดนแห่งบรมสุขอย่างแท้จริงในพระนิพพานเป็นที่สุด
ทาน คือการบริจาคทรัพย์สิน ตั้งแต่การใส่บาตรหล่อเลี้ยงพระภิกษุสงฆ์ทายาทธรรมแห่งองค์พระชินสีห์ ช่วยสร้างซ่อมแซมเสนาสนะ รักษาสมบัติแห่งพระศาสนาเอาไว้ให้ยิ่งยืนนาน ถือเป็นทานบารมี อธิษฐานบารมี บุญประเภทนี้จะขจัดความยากจนทั้งโลกนี้และโลกหน้า เพราะ
1. เป็นนิพัทธกุศล เพราะเป็นบุญกุศลที่เจริญแก่ผู้กระทำทุกวัน
2. เป็นอาจิณกรรมฝ่ายดี การกระทำอะไรบ่อย ๆ จะส่งผลเร็วได้ในปัจจุบัน และเป็นขุมทรัพย์ติดตามไปทุกภพทุกชาติ
3. เป็นสังฆทาน ที่ไม่รู้จักหมด...มีอานิสงส์มากดังที่พระบรมศาสดาได้พรรณนาอานิสงส์แห่งสังฆทานเอาไว้ว่า การถวายปัจจัยอันสำคัญโดยกำหนดเป็นสังฆทานจะมีอานิสงส์มากกว่าการถวายเฉพาะพระตถาคตเจ้าเสียอีก
4. เป็นการทะนุบำรุงพระศาสนา รักษาไว้ซึ่งพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ได้ เพราะถ้าศาสนายังอยู่ พระสงฆ์บวชและศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย เมื่อพระสงฆ์ได้รับการบำรุงด้วยปัจจัยสี่คือจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัช พระสงฆ์-สามเณรก็จะมีกำลังรักษาศาสนาให้ดำรงอยู่ได้
5. เป็นการสร้างบารมีธรรม เมื่อทำบุญหรือใส่บาตรพึงอธิษฐาน จะเป็นวันไหนเวลาใดก็ได้ ทั้งก่อนทำและหลังทำบุญ คือตั้งนโม 3 จบ แล้วตั้งอธิษฐานปรารถนาขอให้บุญกุศลที่ทำ ได้สมบัติ 3 ประการ อันมี มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พระนิพพานสมบัติ ทั้งชาตินี้เละชาติหน้า ทำอย่างนั้นบ่อย ๆ ทำอย่างนี้ทุกวัน ได้ชื่อว่า...บำเพ็ญอธิษฐานบารมีทุกวันจะเห็นผลเร็วครับ ถ้ายิ่งเราอธิษฐานว่าจะทำเป็นประจำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วทำได้ตามวาจา ถือว่าเป็นการบำเพ็ญสัจจะบารมีอีกด้วย และบารมีนี้จะทำให้ผ่านอุปสรรคต่าง ๆ โดยง่าย
ศีลกับการเจริญภาวนา คือการนำพาชีวิตให้พ้นอบาย ศีลคือการกำกับใจ กำกับกาย ไม่ให้ล่วงละเมิดความปกติของมนุษย์อันประเสริฐด้วยการไม่เบียดเบียนผู้อื่นและตนเอง อันเป็น ‘บาปกรรม’ ย่อมส่งผลให้ตนเกิดในสุคติภูมิ ดังคำกล่าวที่เป็นเทวธรรม คือธรรมของเทวดา ที่ว่า ผู้มี หิริ โอตตัปปะ มีความละอาย มีความเกรงกลัวต่อบาป ย่อมมีสมบัติสวรรค์ คือที่หมายเป็นอย่างน้อย
ท้ายสุดคือการเจริญภาวนา...การเจริญภาวนาคือการทำสมาธิจิตนั่นเอง เป็นกุศลกรรมอันยิ่งยวดในบวรพุทธศาสนา เป็นการค้นหาปัญญามาชะล้างกิเลสตัณหาและอวิชชาสู่ความพ้นทุกข์ในแดนนิพพาน อันเป็นนิพพานสมบัติดังกล่าวมาข้างต้น
ถึงตรงนี้อยากแนะนำท่านทั้งหลายอย่างง่าย ๆ แต่ชัดเจนยิ่ง ถือเป็นบุพกิจแห่งกรรมฐานเลยทีเดียว ก็คือ
1. ความเพียร ควรปรารภกับตนอยู่เสมอว่า คนมีปัญญา ยืนหยัดมั่น...ฉวยศาสตราอันคม ลับด้วยหินอย่างมีความเพียรพยายาม ย่อมถางความรกชัฏได้ไม่ยาก จะทำให้ไม่ย่อหย่อนในการปฏิบัติ
2. ตัดปลิโพธิ...ตัดความกังวล เรื่องที่อยู่ ตระกูล ลาภ หมู่คณะ การงาน ญาติ การต้องการฤทธิ์ต่าง ๆ ย่อมทำให้จิตนิ่งแน่วแน่รวดเร็ว ในการเจริญภาวนา
3. สัปปายะ การเลือกสิ่งแวดล้อมที่ดีเหมาะกับจริตนิสัย ในการปฏิบัติภาวนา
4. ศึกษาและเข้าใจในหลักการปฏิบัติ ข้อนี้อาจถามครูบาอาจารย์ที่ตนเชื่อมั่นเคารพ หากจะขอกล่าวสรุปโดยง่ายอย่างนี้ครับ สมาธิคือความตั้งมั่นไม่หวั่นไหวของจิต มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ มีการขจัดความฟุ้งซ่านเป็นนิตย์ มีความสงบใจเป็นปัจจุบันฐาน หรือปัจจุปัฏฐาน ท้ายสุดที่ควรรู้ก็คือสมาธิมีกาม...อกุศลเป็นเครื่องเศร้าหมอง และปัญญาเป็นเครื่องผ่องแผ้วของสมาธิ
สมาธิมีอานิสงส์ดังนี้
1. ทิฐธรรมสุข ได้ความสุขในปัจจุบัน
2. วิปัสสนาเกิดขึ้น
3. อภิญญาเกิดขึ้น
4. ได้ภพอันวิเศษ
5. เข้านิโรธสมาบัติได้
ที่กล่าวมาทั้งหมดคือการยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านโดยไม่ประมาท ดังพุทธดำรัสที่มีหลักฐานชัดในมหาปรินิพพานสูตรครับ
โอมศานติ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com