
การภาวนาอย่าติดในนิมิต
งานบุญทอดกฐินงานแรกในปีนี้ที่วัดป่าหนองแซง จังหวัดอุดรธานี เสร็จสิ้นลง ปีนี้งานกฐินวัดป่าหนองแซงไม่มีคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ ร่วมเดินทาง เพราะกฐินของวัดอมราวาส จังหวัดสุโขทัย ตรงกับวัดป่าหนองแซงโดยบังเอิญ เราสองคนก็เลยต้องแยกงานกันทำงานเพื่อพระศาสนาและครูบาอาจารย์
แม้จะอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทว่าปีนี้วัดป่าหนองแซง ได้ยอดกฐินถึง 2 ล้านบาททั้ง ๆ ที่เจ้าภาพและผู้มีจิตศรัทธามิได้คาดหวังอะไรล่วงหน้า ก็ต้องขอยกความมหัศจรรย์ใจนี้ไปให้เทพยดาเจ้าทั้งหลาย เพราะไม่มีอะไรมากไปกว่าความตั้งใจทำให้ดีที่สุดและคำอธิษฐานในคืนก่อนวันทอดกฐิน
“...ขอให้เทวดาช่วยดลใจคนใจบุญมาร่วมงาน จะได้ช่วยปลดหนี้วัด ปลดทุกข์ให้ครูบาอาจารย์!”

การเดินทางของชาวคณะก็เป็นเหมือนเช่นทุกครา เช้าตรู่โรงเรียนหอวัง ลาดพร้าว หากครั้งนี้มีผู้ร่วมทางเพียงรถบัสเดียว จึงง่ายต่อการดูแลและสนทนาธรรมกันตลอดเส้นทาง แทบไม่ได้แวะที่ใด เพราะเราจัดอาหารให้รับประทานกันบนรถ
ก่อนถึงวัดเราแวะตัวเมืองอุดรธานี เพราะหลายท่านเห็นพ้องกันแวะซื้อข้าวของเตรียมใส่บาตรครูบาอาจารย์ในตอนเช้าก่อนพิธีทอดกฐินอย่างที่รู้ ๆ กันของชาวคณะว่า งานอย่างนี้พระภิกษุ-สามเณรที่เป็นลูกศิษย์สายหนองแซงจะมากันมากเป็นร้อย ๆ รูป
ถึงวัดเย็นย่ำ ร่วมรับประทานอาหารฝีมือแม่ชี จากนั้นทยอยขึ้นศาลาในเวลาทุ่มครึ่งเพื่อสวดมนต์ทำวัตรร่วมกับครูบาอาจารย์ แน่นอนงานสำคัญอย่างนี้บทสวดที่ขาดไม่ได้คือ ‘ธรรมจักร’ กับ‘ชัยะมงคลคาถา’ หลังจากสวดมนต์ทำวัตรเสร็จ ต่อท้ายด้วยคำเทศนาอันทรงค่าของหลวงปู่เสน ปัญญาธโร
by จิตตภาวนา

ว่าด้วยเรื่อง ขันติ วิริยะ หิริโอตตัปปะ สติ และสมาธิอันเป็นคุณธรรม เป็นเครื่องรื้อถอนภพชาติที่หลวงปู่บัว สิริปุณโณ ผู้เป็นองค์อาจารย์ของท่านแนะนำสั่งสอนมาตั้งแต่ครั้งท่านบวชใหม่ ๆ
คงเพราะการเดินทางยาวนานตั้งแต่เช้าจรดเย็น ทำให้ทุกคนเหนื่อยล้า ซึ่งหลวงปู่คงทราบในจิตจึงเทศนาไม่ยาวนัก ขณะกราบลาท่านกล่าวกับผู้เขียนเบา ๆ
“แม้วไปนอนที่ชั้นสามของแท็งก์น้ำนะ จัดที่ไว้ให้แล้ว”
แท็งก์น้ำดังกล่าวอยู่นอกรั้ววัดข้างสระน้ำขนาดใหญ่ที่ท่านเพิ่งสร้างเสร็จ สำหรับเป็นสาธารณูปโภคของบ้านพักคนชราในวันข้างหน้า ผู้เขียนทำตามด้วยการหอบถุงนอนปีนขึ้นไปพักในเวลาเกือบเที่ยงคืน นั่งโต้ลมเย็นแหงนมองท้องฟ้าใสที่มีดาวระยิบระยับ หลายคราที่เห็นดาวตกพุ่งวูบลงมา ทำให้นึกถึงวันเก่า ๆ ที่วัดป่าชนะสงครามเมื่อครั้งไปบุกเบิกสร้างวัดที่นั่น
...กลางดึกนอนแหงนมองท้องฟ้า อ้างว้างเดียวดายมีสายแสงดาวตกวูบแล้วหายแบบนี้ให้เห็นเสมอ...
วันนี้ห้องชั้นสามของแท็งก์น้ำไม่มีไฟฟ้า รอบ ๆ มีสระน้ำใหญ่โอบล้อมด้วยที่ดินกว่าร้อยไร่สำหรับโครงการบ้านพักคนชรา เหมือนสิบปีที่ผ่านพ้นที่วัดป่าชนะสงคราม ต่างกันแต่วันนั้นนอนมองดาวบนพื้นดินที่มีเสื่อผืนเล็ก ๆ รองรับวันนี้นอนบนหอคอยสูงสามชั้น วันนั้นยังหนุ่มแน่นหากยังต้องอาศัย ขันติกับวิริยะอย่างมาก กว่าจะทำทุกอย่างให้สำเร็จอย่างที่เห็น...
วันนี้...ชีวิตโรยรา โรคาพยาธิเบียดเบียนอย่างที่เป็น ขันติ...วิริยะ ที่เคยมีจะเหลืออยู่ไหมหนอ?
จมอยู่กับความคิดนานพอควร พลันได้ยินเสียงคนเดินผ่านบันไดเหล็กเล็ก ๆ ขึ้นมา หันไปมองเห็นหลวงปู่เสนในความมืด
“หลวงปู่ยังไม่จำวัดอีกหรือครับ?” เราถามทั้ง ๆ ที่เคยได้ยินท่านพูดบ่อย ๆ
“หลวงปู่นอนวันละ 4 ชั่วโมงมาตั้งแต่บวชใหม่ ๆ”
ท่านทิ้งตัวลงนั่ง หลังจากเรากราบเสร็จท่านถามขึ้นเบา ๆ “แม่ทมเป็นไงบ้าง?”
“ก็ดีครับ...แข็งแรงกว่าผมอีก” เราพูดปนเสียงหัวเราะเพราะรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ คนเจ็ดสิบกว่าดูแข็งแรงกว่าเราที่อายุผ่านห้าสิบมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม “พอดีมีงานกฐินที่วัดอมราวาส สุโขทัย ป้าอี๊ดเลยต้องไปที่นั่น”
หลวงปู่พยักหน้ารับรู้ นิ่งไปเล็กน้อยก่อนกล่าวคำ...“ที่ไหนผีดุ...ที่ไหนยังเดือดร้อนอยู่แม่ทมจะไปที่นั่น รายนั้นเขาถูกกับพวกวิญญาณ ดูอย่างที่บ้านโซกม่วงเป็นไง แม่ทมพูดอะไรผีมันยังฟังเลย ผีมันกลัวแม่ทม!”
อาจเป็นเพราะเวลาผ่านพ้นยาวนาน หนสุดท้ายที่ได้พบหลวงปู่คือเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา หนึ่งพระอาจารย์กับหนึ่งลูกศิษย์ได้นั่งสนทนากันเงียบ ๆ บนแท็งก์น้ำที่รายล้อมด้วยแผ่นดินสงบเงียบกับท้องฟ้ากระจ่างไปด้วยดวงดาว บางครั้งเป็นอดีตความเหน็ดเหนื่อยกับงานสร้างบารมี บางคราเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังไปไม่ถึงสลับกับธรรมะอันเป็นธรรมชาติอันเป็นสัจจะสำหรับเรียนรู้เพื่อความพ้นทุกข์ของผู้มีประสบการณ์มากสู่ผู้รู้น้อยที่เป็นลูกศิษย์
บางอย่างเป็นเรื่องส่วนตัวที่มิอาจบอกกล่าวต่อบุคคลที่สาม เพราะมิได้เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา บางอย่างเป็นเรื่องของความรู้จากอนาคตังสญาณของครูบาอาจารย์ เพื่อปลอบประโลมใจลูกศิษย์คนนี้โดยเฉพาะ เพราะเรายังติดใน...ความอาลัย และอาวรณ์ กับบางเรื่องราวของชีวิต...อย่างที่ท่านยกตัวอย่างของครูบาอาจารย์ในอดีตเป็นอุทาหรณ์สอนใจ
หลายรูปหลายองค์ติดสัญญาวิปลาส...จากการปฏิบัติ...
หลายรูปหลายองค์ ติดนิมิต วิถีแห่งจิตแปรปรวนจนต้องอาศัยครูบาอาจารย์คอยแก้ไขให้
แม้แต่หลวงปู่บัว สิริปุณโณ ซึ่งดับขันธ์สู่นิพพานไปแล้วก็ยังเคยประสบวิกฤติเยี่ยงนั้น จนพบหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงปู่มั่นได้แก้ไขให้จนพ้นภัยก้าวสู่มรรคผลนิพพานในกาลต่อมา
“การภาวนาต้องระวังนิมิต...” หลวงปู่กล่าวย้ำ “ครูบาอาจารย์หลายองค์รู้เห็นในนิมิต จิตตามนิมิตจนหลงผิดมามากต่อมาก ต้องให้ผู้รู้กับสติอยู่คู่กันเท่าทันกัน ไม่ต้องดูตรงไหน น้อมลงที่การพิจารณากายกับจิตของตัวเองเป็นหลัก ไม่ให้จิตมันไปรู้ไปเห็นอะไรข้างนอกมากกว่ารู้เห็นในตัวตนของตน คือหนทางลัดหนทางตรงที่ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาแนะนำสั่งสอน”
หลายครั้งที่หลวงปู่พูดถึง หลวงปู่บัว สิริปุณโณ องค์อาจารย์ด้วยความเคารพเทิดทูน เพราะคำสั่งสอนที่ครูบาอาจารย์เน้นย้ำให้คือ ‘แก่น’ ที่นำไปปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์อย่าง ‘ตรง’ อย่าง ‘ลัด’ ที่สุด ไม่เยิ่นเย้อไม่ต้องเอามาตีความเหมือนอ่านในตำรา
“เวลาท่านแก้ไขเรา ท่านแก้แบบถึงพริกถึงขิง เอากันแบบสด ๆ ร้อน ๆ เพราะท่านรู้จริตรู้นิสัยเราด้วยอำนาจจิตและอำนาจธรรมแท้จริงที่ท่านมี”
ทั้งหมดที่เขียนถึงตรงนี้ก็เพราะอยากจะบอกท่านทั้งหลายว่า เพราะยังห่วงหาอาวรณ์กับบางสิ่งบางอย่างทำให้การอบรมจิตขาดวิ่น วันนี้เลยได้สติ...ห่างวัดห่างครูบาอาจารย์มานานน็อตมันเลยหลวม ครูบาอาจารย์ท่านเลยเมตตาขันสกรูเข้าให้อีกหน่อย
ความห่างเหินทำให้เหมือนประมาทภูมิธรรมท่าน
พอโดนเจโตปริยญาณ การดักใจเข้าหลายเรื่องถึงรู้ว่าเป็นลูกศิษย์ อย่าห่างไกลครูบาอาจารย์มากเกินไป กลายเป็นลูกศิษย์คิดประมาทครูบาอาจารย์ไปเสียอีก
พบกันฉบับหน้าครับ
--------------------------------
. 2551 กฐินวัดป่าหนองแซง by ขาเห็ด
by จิตตภาวนา

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com