
ศีล...สมาธิ...ปัญญา
วันก่อนพี่สาวตัวเอง คือ คุณเยาวรัตน์ อสุนี ณ อยุธยา ส่งหนังสือเล่มหนา ๆ ให้ 2 เล่ม...ดูเหมือนเธอตั้งใจจะให้ผู้เขียนเป็นของขวัญปีใหม่ ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะนับได้ว่าเป็นของขวัญที่ล้ำค่าจริง ๆ เพราะเป็นหนังสือ วรลาโภ กับวรลาโภวาท ซึ่งเป็นอัตชีวประวัติและโอวาทธรรมของหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ พระอริยสงฆ์ผู้ละสังขารสู่นิพพานไปแล้วเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2548 จึงเป็นสมบัติธรรมอันล้ำค่ายิ่งที่องค์หลวงปู่ทิ้งเอาไว้ให้ลูกหลานรุ่นหลังได้ศึกษาและนำไปปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นต่อไปในภายภาคหน้า
โดยส่วนตัวผู้เขียนเคยมีโอกาสได้กราบนมัสการท่านไม่กี่ครั้ง แต่จำได้แม่นมาก คือครั้งแรกได้พบท่านในพระราชวังสวนดุสิต ด้วยเหตุเดินทางเข้าขอเมตตาให้ท่านช่วยอธิษฐานจิตวัตถุมงคลเพื่อหาทุนตั้งมูลนิธิปัญญาธโร ซึ่งหลวงปู่ก็จัดการให้อย่างเต็มใจ มิหนำซ้ำท่านยังปรารภธรรมให้สดับอย่างไพเราะอีกด้วย
ภายหลังได้ฟังธรรมเทศนาผ่านเทปและซีดีหลายครา...ก็ต้องยอมรับว่าหลวงปู่เป็นพระเถราจารย์ที่เทศนาได้แจ่มแจ้งเข้าใจง่ายอย่างยิ่ง ครั้งนี้ที่ได้รับหนังสือมาก็มิได้ลังเลที่จะหยิบมาอ่าน...อ่านแล้วมันรู้สึกอิ่มใจจนต้องเอามาเผื่อแผ่แก่ท่านทั้งหลายในวันนี้ไงครับ
ผู้เขียนขอยกเอาคำสนทนาธรรมของท่านกับโยมในหมวด ปุจฉา-วิสัชนา มาสรุปสั้น ๆ ดังนี้ครับ
การทำสมาธิขั้นต้น ท่านเรียกว่าสมถะ คือการทำใจให้สงบไม่ต้องการปัญญา เพราะฉะนั้นเราจึงเพ่งลมหายใจเข้าออก กำหนดความรู้นั้นเป็นหลัก เมื่อมันเผลอคิดไปโน่นนี่ ก็ตั้งสติเพ่งลมหายใจเข้าออกคืนมาคือว่าจิตนะ จิตเดิมคือความรู้ บัดนี้หายใจเข้ามันก็ผ่านความรู้นั้น หายใจออกมันก็ผ่านความรู้นั้น แล้วเราน้อมสติเข้าไปประคองความรู้นั้นไว้อย่างนี้ จิตถ้าปราศจากสติแล้วมันไม่อยู่ ฉะนั้นท่านจึงให้กำหนดรู้ว่า สติอันใดจิตก็อันนั้น จิตอันใดสติก็อันนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จิตก็ไม่ฟุ้งและสงบลง ๆ”
ถ้าเรามีสติควบคุมจิตได้แล้ว จิตจะไม่ปรุงแต่ง อารมณ์ทั้งหลายจะดับไป เพราะจิตไม่ยึด จิตมีดวงเดียวเท่านั้น อารมณ์ทั้งหลายมันเกิดขึ้นแล้วดับไป เกิดขึ้นแล้วดับไปอย่างนั้น ถ้าหากควบคุมจิตดวงนี้ได้แล้ว อันสิ่งอื่น ๆ นั้นมันก็ดับเกิด เกิดดับอยู่ตามเรื่องของมัน แต่จิตไม่หวั่นไหวไปตามมัน มีแต่จิตดวงเดียวนี้แหละที่ไม่เกิดดับ นอกนั้นเกิดดับหมดเลย เพราะฉะนั้นจิตดวงนี้จึงเข้าสู่พระนิพพานได้”
สำหรับการปฏิบัติและผล หลวงปู่ท่านแนะนำไว้น่าฟังว่า...
“เรื่องเหล่านี้นะ มันต้องอาศัยความเพียร ความพยายาม ค่อย ๆ พยายามก้าวไปทีละน้อย ๆ เราจะพรวดพราดทีเดียวให้มันถึงจุดหมายเลยมันไม่ได้หรอก มันต้องเพียรไปเรื่อย ๆ ละกิเลสก็ดี ก็ทีละน้อยไปอย่างนี้นะ ว่าแต่เราอย่าถอยหลังเท่านั้นแหละ ต้องเดินหน้าไปเรื่อย ๆ เราจะไม่ถอยมัน เพราะว่าธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่สำเร็จด้วยใจ ถ้าใจดวงนี้ไม่ถอยแล้วมันก็ไม่มีใครถอยหรอก”
ก่อนการเข้าถึงสมาธิ หลวงปู่ท่านย้ำถึงการให้ทาน รักษาศีลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติธรรม
“คนส่วนมากมีแต่กิน ๆ ทาน ๆ ธรรมดา ไม่ได้ฝึกจิตเลย แบบนั้นมันก็นานกว่าจะพ้นทุกข์ ถ้าเราทำบุญทำทานไปด้วยแล้วก็ฝึกจิตไปด้วย มีศีลห้าบริสุทธิ์ไปด้วย อย่างนี้ก็ใกล้พระนิพพานไปเรื่อย ๆ ศีลห้านี่สำคัญ ต้องใส่ใจให้มาก ต้องทบทวน สมมุติว่าตื่นนอนมานี่จนถึงค่ำ เราไปนั่งภาวนาแล้วทบทวนว่าได้ทำบาปอะไรบ้าง ล่วงศีลข้อไหนบ้าง ถ้าเห็นว่าไม่ล่วงศีลข้อไหนเลย อย่างนี้จิตก็จะเกิดปีติ มันก็จะยินดีในคุณของศีลที่ตนรักษา อันนั้นก็เป็นกำลังใจให้สงบส่วนหนึ่ง
ศีลสนับสนุนให้เกิดสมาธิ สมาธิก็สนับสนุนให้เกิดปัญญา แล้วปัญญามาสอนจิตอีกที เมื่อปัญญาสอนจิตได้แล้ว วิมุตติคือจิตหลุดพ้น จิตนั้นหลุดพ้นได้ด้วยอำนาจแห่งปัญญา แต่ว่าปัญญาจะเกิดได้ต้องอาศัยศีลอาศัยสมาธิ”
เมื่อการภาวนาเกิดสมาธิขึ้นแล้ว ในชีวิตประจำวันที่มีอะไรต่อมิอะไรเข้ามากระทบอยู่ตลอดเวลา หลวงปู่ให้คำแนะนำว่า
“เมื่อเรานั่งภาวนาสมาธิแล้ว จิตใจมันสงบลงไปแล้ว ออกจากสมาธิก็ให้มีสติรักษาจิตที่สงบนั้นไว้ คือว่า จิตที่มันสงบนั้นนะ มันมีความรู้สึกตัวอยู่ มีสติกำกับรู้ตัวอยู่ อะไรกระทบเข้ามามันก็รู้ทันเลย ปัญญามันก็ตัดอารมณ์เหล่านั้นออกไป”
ไม่เพียงเท่านั้นท่านยังอธิบายถึง ‘สติ’ ได้น่าฟังยิ่ง...
“สติคือความระลึกได้ เราหมั่นระลึกเข้ามาหาจิตนี่บ่อย ๆ อย่าไปละเลยเรื่องจิต บางคราวเราก็ใช้ระลึกไปถึงงานการอื่น ๆ ตอนนั้นก็ยกไว้ พอการงานภายนอกไม่มีเรื่องที่จะคิดแล้ว เราก็เพ่งเข้ามาหาจิตนี้ มาประคองจิตไว้ให้จิตสม่ำเสมอไว้
คือสตินี่ถ้าจะเปรียบแล้วก็เหมือนกับนายประตูรักษาพระราชาอยู่ในพระราชวัง ใครไปใครมา นายประตูนั้นต้องตรวจต้องรู้ทั้งนั้น ถ้าเป็นคนไม่ดีก็ไม่ให้เข้า ถ้าเป็นคนดีก็ให้เข้าไป อันสตินี้ก็เป็นเช่นนี้แหละคอยระวังรักษาจิตอยู่ พอเรื่องไม่ดีกระทบมันก็รู้ เรื่องนี้ไม่ดี ไม่ยึดถือสติมันก็ไปเตือนจิตทันทีเลยอย่างนี้แหละ
เรื่องนี้ดีเป็นศีลธรรมเป็นประโยชน์ ก็กำหนดเอาไปคิดไปกรอง ไปพิจารณา เพราะฉะนั้นสตินี้มันทำนั้นจริง ๆ เราต้องเรียกว่า สตินี้บำเพ็ญให้มากเท่าไหร่ยิ่งดี”
หลวงปู่ท่านยังแนะนำให้นักปฏิบัติไม่ให้ติดในสมาธิมากเกินไป เพราะทำแต่สมาธิสงบอยู่อย่างนั้นมาก ๆ จะทำให้เกิดความง่วงเหงาหาวนอน ปัญญาก็จะไม่มี
“เมื่อเราเจริญสมาธิทำให้ใจสงบพอควรแล้ว ก็เจริญปัญญา ต้องหัดคิดหัดวิจารณ์ ธาตุสี่ขันธ์ห้า อะไรต่าง ๆ ในกายนี้แหละ พยายามคิดอ่านให้มันรู้ นี่เรียกว่าเราเจริญปัญญา เพราะฉะนั้นปัญญากับสมาธิต้องคู่ขนานกัน ปัญญามากไป จิตก็ฟุ้งซ่าน สมาธิมากไปจิต ก็หดหู่ง่วงเหงาหาวนอน”
การเข้าสู่สมาธิเข้าสู่ความสงบทำให้เบาสบาย ตรงนี้หลวงปู่ไขขานว่า คือการติดสมาธิ มันไม่เจริญปัญญา ยังไม่ถึงขั้นนิรามิสสุขที่เป็นสุขอันปราศจากกิเลสตัณหา
“สมาธิอันนั้นน่ะ มันยังไปกลบกิเลสอยู่ เพราะกิเลสมันนอนอยู่ในใจ แล้วสมาธิมันกลบเอาไว้ บัดนี้เมื่อเราใช้ปัญญาค้นหาเหตุแห่งทุกข์ต่าง ๆ นานาเข้าแล้ว กิเลสเหล่านั้นมันจึงโผล่ขึ้นมา พอโผล่ขึ้นมาปัญญามันก็ตามรู้”
เมื่อจิตใจสงบแล้ว ไม่จำเป็นต้องอยู่กับสมาธินาน ๆ แต่ให้ยกเรื่องอรรถ เรื่องธรรมมาพิจารณา ซึ่งท่านยกตัวอย่างเช่นนี้
“ธาตุสี่ขันธ์ห้าอะไรบ้างหนอ ต้องนึกนะ ไม่นึกปัญญาก็ไม่เกิด ธาตุสี่นี้คืออะไรบ้างหนอ แล้วปัญญามันจะบอกจิตว่าอย่างไรล่ะ ธาตุสี่คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อย่างนี้ ร่างกายทุกส่วนก็ประกอบด้วยธาตุสี่นี้ เราก็เพ่งพิจารณาวิจารณ์ไป มันก็รู้ไปเห็นไป ทีแรกมันก็ไม่รู้เท่าไรหรอก แต่เมื่อเราหัดทั้งได้ยินได้ฟัง ทั้งภาวนาด้วย มันก็เกิดความรู้ความเห็นกระจ่างไปเรื่อย ๆ ...มันเป็นอย่างนั้น”
เป็นไงบ้างครับ วิธีการเจริญสติปัญญาของหลวงปู่...มันดูเรียบง่ายดีไหม...อ่านแล้วลองปฏิบัติดูสิครับ แล้วจะเห็นผลชัดเจนรวดเร็วเกินคาด
เอ้ามาตบท้ายด้วยข่าวงานบุญของ ‘คุณลุ่ย’ หรือที่บางคนเรียกว่า...อาจารย์พรเทพ ปรากฏกาญจนา ซึ่งเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของทมยันตี-ภูเตศวร ที่หลาย ๆ คนเคยเห็นเป็นพราหมณ์ผู้ช่วยในพิธีใหญ่ ๆ ของเรามาโดยตลอด คุณลุ่ยมีโครงการสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมแถวเขตดอนเมือง โดยเริ่มจากการเททองหล่อรูปเคารพ...
‘องค์บรมคุรุพระมหาคณปติศรีคเนศวร’ ขนาดใหญ่เอาไว้เป็นที่เคารพบูชาเป็นปฐม ณ สถานที่ที่จะสร้างสถานปฏิบัติธรรม
ในวันเสาร์ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 ที่เรียกว่า เสาร์ 5 โดยเชิญภูเตศวรกับทมยันตี ไปเป็นเจ้าพิธีในการบวงสรวงสังเวยและเททอง
ฉะนั้นใครท่านใดต้องการร่วมงานมหาพิธีในครั้งนี้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ท่านสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดโดยตรงที่ โทร. 0-2274-4784 หรือคุณชูศรี โทร.08-1258-3495
ในงานมีอาหารมังสวิรัติเลี้ยงฟรี แถมมีของมงคลแจกฟรีด้วยครับ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com