สมาธิในชีวิตประจำวั...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

สมาธิในชีวิตประจำวัน by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
6 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#822]
สมาธิ
ในชีวิตประจำวัน
 

          จำได้ว่าเคยมีคนถามและขอให้อธิบายการฝึกสมาธิแบบที่ไม่ต้องนั่งหลับตา แต่สามารถทำได้อย่างเหมาะควรกับคนที่ต้องทำหน้าที่การงาน เรียกว่ามุ่งสู่ความก้าวหน้าทางธรรมได้โดยไม่ละทิ้งชีวิตที่ต้องรับผิดชอบครอบครัว ด้วยการเข้าสู่เพศนักบวชบ้างจะได้ไหม?

          ต้องยอมรับว่าคำถามนี้มีประโยชน์ เพราะโดยปกติมนุษย์เราต้องอยู่ด้วยหน้าที่การงานอยู่แล้วในความหมายของกายทั้งเวลาหลับและตื่น ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะแม้เวลาเรานอนหลับ ร่างกายต้องทำงานโดยอัตโนมัติ หัวใจยังเต้น ปอดยังต้องสูดลมหายใจ รวมความเท่ากับชีวิตคือการทำงาน...และงานคือชีวิตนั่นเอง

          หากทั้งปวงนั้นคือคำว่า ‘ธรรม’อันเป็นธรรมชาติ จึงกล่าวได้ว่า ธรรมคือชีวิต...ชีวิตคือธรรม!

          เพียงแต่จะเป็นธรรมคือเครื่องเตือนใจได้หรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับเครื่องรู้ของจิต จากการระลึกของสติ...

          ทั้งนี้ก็ด้วยสติเป็นพื้นฐานที่เป็นเหตุให้เรารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันมีอยู่ มีความแปรเปลี่ยน และแสดงความจริงให้เราเห็นอยู่ตลอดเวลา ‘ถามว่าเห็นอย่างไร?’ เอาแค่ลมหายใจนี้ก็พอ...

          ตราบใดที่เรายังมีการสูดลมหายใจ ความจริงที่ปรากฏก็คือ...เราต้องมีชีวิต ในทางตรงข้าม ถ้าเราหยุดหายใจเมื่อใด นั่นหมายถึงชีวิตได้สิ้นสุดคือความตายนั่นเอง

          นั่นจึงกล่าวได้โดยแท้ว่า...ชีวิตคือธรรมะ...ธรรมะคือชีวิตได้โดยไม่ผิดเพี้ยนอย่างแน่นอน!

          มาถึงตรงนี้ก็ต้องกล่าวอีกว่า...‘เราศึกษาธรรมะเพื่ออะไร’ก็ต้องวิสัชนาว่า ‘เพื่อศึกษาให้รู้ความจริงของชีวิต’ ความจริงของชีวิตคือ ‘สภาวธรรม’ สภาวธรรม คือความจริงทั้งหมดที่มีอยู่ในอนันตจักรวาลโดยแท้ สภาวธรรมย่อมมีปรากฏการณ์แสดงความจริงให้เราเห็นอยู่ตลอดชั่วนิรันดร์ เพียงแต่เราจะสามารถกำหนดรู้เท่าทันหรือเปล่า ด้วยผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป เป็นปกติ นอกเสียจากเราจะมีสติพิจารณา ‘ธรรม’ อันนั้นเยี่ยงไรมากกว่า

          เรียกว่า...สรรพสิ่งทั้งหลายมีการเปลี่ยนแปรตลอดเวลา ไม่มีสิ่งใดเป็นอมตะนิรันดร์กาลคือ ‘ธรรม’ อย่างแท้จริง

          ซึ่งก็มิต่างจากตัวเราอันมีกายกับใจ ถ้ากายกับใจยังมีความสัมพันธ์กันอยู่ ตราบนั้นเราก็ยังมีชีวิตดำรง มีกายกับใจก็มีอินทรีย์หกคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อันเป็นประตูหรือทวารทำหน้าที่ต่างกัน เป็นใหญ่ต่างกัน ในการสัมผัสรูป รส กลิ่น เสียง และธรรมารมณ์

          เมื่อสิ่งทั้งหลายผ่านประตูหรือทวารนี้ ก็ต้องถามว่าใครเป็นผู้รู้ ก็ต้องตอบว่าจิตกับใจเรานี้แหละเป็นผู้รู้ สิ่งที่รู้ทั้งหลายนั่นเป็นสภาวธรรม กาย ใจเป็นสภาวธรรม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็เป็นสภาวธรรม สิ่งที่ผ่านเข้ามาก็เป็นสภาวธรรม

          ในที่สุดแม้ใจผู้รู้ก็เป็นสภาวธรรม อีกสิ่งที่เป็นสภาวธรรมนั้นหมายถึง สิ่งที่มีอยู่ ดังที่ปรากฏให้รู้เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้!

          เมื่อสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นสภาวธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ นักปฏิบัติธรรมต้องเอาใจมารู้กับสิ่งนี้ ทำสติกับสิ่งเหล่านี้ตลอดมา

          เท่ากับเรามีการปฏิบัติธรรมอยู่ตลอดเวลานั่นเอง!

          ตรงนี้จึงสรุปได้ว่า ในกิจการงานอันใดที่ทำอยู่ แม้การนั่ง เดิน ยืน หรือในทุกอิริยาบถ แม้มีจิตและสติระลึกรู้และพิจารณาอย่างมีสัมปชัญญะ เท่ากับเป็นการปฏิบัติธรรม เมื่อปฏิบัติอยู่อย่างสม่ำเสมอก็ต้องก้าวหน้าในการปฏิบัติได้โดยมิต้องสงสัย

          โบราณาจารย์ท่านกล่าวไว้ชัดเจน อะไรก็ตามที่เรายกเป็นหัวข้อขึ้นมาตั้งคำถามแล้วก็ตรึกตรอง คิดด้วยความมีสติสัมปชัญญะจนจิตสงบ นั่นคือเป็นการปฏิบัติธรรม เพราะแม้แต่การภาวนาหรือบริกรรม พุทโธ ๆ ๆ สัมมา อรหัง ๆ ๆ ก็คือความคิดเช่นกัน คิดในสิ่งเดียวในการงานที่ทำก็เป็นเฉกเดียวกัน

          ในเมื่อสิ่งที่เป็นความคิดเป็นเครื่องรู้ของจิต เมื่อเป็นเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ ทำไมเราจะนำมาเป็นอารมณ์กรรมฐานไม่ได้ ขอเพียงจิตน้อมนำเข้าสู่สัจจะความจริงเท่านั้น

          มีตัวอย่างที่ครูบาอาจารย์เคยยกมาเทศนาให้ฟัง ซึ่งมาจากบทแปลภาษาบาลีเรื่องหนึ่งว่า มีช่างไม้ที่กำลังนั่งถากไม้อยู่ ได้เอาการถากไม้ซึ่งเป็นงานของตนมาเป็นอารมณ์กรรมฐาน เอาความเปลี่ยนแปลงของไม้ที่ถากลงเป็นปัญญาสู่พระไตรลักษณ์ พิจารณาถึงความไม่เที่ยงอันเป็นอนิจจังทุกขัง อนัตตา ได้สำเร็จพระอรหันต์เหมือนกัน

          อีกเรื่องคือ ช่างทอหูก ขณะกำลังทอหูกทอผ้าอยู่ก็มาพิจารณาชีวิตตัวเองเทียบกับงานที่ทำ การทอหูกทอผ้าเส้นด้ายมันจะหดสั้นไปทุกที ๆ ท้ายสุดก็เกิดอาการสลดสังเวช รู้ถึงชีวิตตนก็เช่นกันที่ต้องหดสั้นเข้าทุกที ปัญญาธรรมเกิดขึ้นตรงนั้นจนสำเร็จภูมิธรรม

          ถึงตรงนี้จึงกล้ากล่าวอย่าง ‘ฟันธง’ ว่า การปฏิบัติธรรมมิได้อยู่ที่การนั่งหลับตาบริกรรมภาวนาอย่างเดียว ที่ใครต่อใครมักพูดว่า

          ...ไม่มีเวลาปฏิบัติ!

          หากแท้จริงในทุกอิริยาบถ ในกิจการงานทั้งหลายทั้งปวง ขอเพียงมีสติระลึกรู้และพิจารณาด้วยปัญญา จะเห็นสภาวธรรมเกิดอยู่เสมอ ๆ จึงเปรียบเสมือนชีวิตมีหลักธรรมค้ำจุนจิตใจตลอดเวลา นั่นคือหัวใจของชาวพุทธโดยแท้

          หลายท่านเคยบอกกับผู้เขียน ‘ไม่อยากปฏิบัติธรรม เพราะทำให้เกิดความเบื่อโลก เบื่อไปทุกอย่าง’ ก็เลยขอยกตัวอย่างบทเทศนาของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย มาแสดงตรงนี้ ให้เห็นความจริง

          “การทำสมาธิอันใดทำให้เบื่อโลก เบื่อครอบครัว มันไม่ถูกต้อง ถ้าทำสมาธิมีสติปัญญารู้แจ้งเห็นจริงแล้ว สามารถเอาพลังสมาธิไปสนับสนุนการงานที่ทำอยู่ได้ เป็นนักศึกษาสามารถเอาพลังสมาธิไปสนับสนุนการเรียน ไปเรียนหนังสือกลับมา พอถึงที่พักให้วิตกวิจารณ์ถึงวิชาที่เรียนมา คิดทบทวนความจำ คิดไปคิดมานึกไปนึกมาอย่างนั้นด้วยความตั้งใจ ผลคือผู้ปฏิบัติอย่างนี้มีสมาธิแล้วสามารถเรียนหนังสือเก่ง บางคนสามารถเอาพลังสมาธิไปช่วยสร้างเครื่องมือวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำ

          อย่างแม่บ้านแม่เรือนทั้งหลาย ที่เกิดปัญหาครอบครัว เช่นบางครอบครัวมีปัญหาไม่ค่อยลงรอยกัน มีแต่ขัดแย้งกัน ก็ให้พยายามยกปัญหาถามตัวเองว่า เรามีความบกพร่องอะไร เราผิดตรงไหน ถ้าเรามีสติยับยั้งถามตัวเองสักนิด เราก็จะได้ความรู้แท้จริงขึ้นมาสำหรับการแก้ปัญหา”

          ถึงตรงนี้ขอสรุปว่า การนั่งภาวนาด้วยการหลับตาบริกรรมให้จิตสงบ หรือใช้การเพ่งกสิณ นึกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเฉพาะวงจำกัดเช่นภาวนาพุทโธ นึกถึงลมหายใจเข้าออก เป็นการปฏิบัติแบบสมถะ แต่ถ้าเป็นการนึกน้อมเอาร่างกายมาวิตกวิจารณ์ ว่ากายนี้มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ น้อมไปในหลักไตรลักษณ์ อนิจจังทุกขัง อนัตตา การปฏิบัติแบบใช้ความคิดพิจารณาให้เกิดปัญญานี้เรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน

          ทั้ง 2 อย่างนี้ ถ้าปฏิบัติแล้วระดับหนึ่งก็สามารถทำให้จิตสงบได้เหมือนกัน เป็นจุดหมายปลายทางเดียวกัน

          เพียงแต่อาจต่างกันในช่วงเวลาอันเหมาะควรตรงไหนมากกว่า...

          นอกเสียจากไม่อยากทำ...แล้วอ้างเรื่องการไม่มีเวลาปฏิบัติ ซึ่งเป็นประโยคฮิตติดปากที่ได้ยินมายาวนาน...จริงไหมครับ?

          เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com