
ความรู้สึกแห่งใจ
มีคำกล่าวที่ชาวพุทธมักได้ยินได้ฟังบ่อย ๆ อยู่ประโยคหนึ่ง นั่นคือ ‘จิตเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน’ อย่างที่หลวงปู่พรม พรหมโชโต เคยเทศนาให้ฟัง
“ทุกอย่างอยู่ที่ใจดวงเดียว จะเป็นนรก เป็นสวรรค์ หรือพระนิพพาน ล้วนอาศัยใจดวงนี้พาไปทั้งสิ้น”
“84,000พระธรรมขันธ์ รวมแล้วเป็นมรรค 8 มรรค 8ย่อลงเป็นไตรสิกขาสามคือศีล สมาธิ ปัญญา ไตรสิกขาสามรวมลงที่ใจ ถ้ารักษาใจให้บริสุทธิ์ด้วยสติ รู้เท่าทัน ใจก็พ้นทุกข์”
แม้ในพระคัมภีร์วิสุทธิมรรคก็กล่าวไว้ชัดเจน ชาติภพ การกำเนิดดีเลว หยาบหรือประณีตย่อมอาศัยกรรมเป็นเครื่องปรุงแต่งทั้งสิ้น กรรมดีแต่งให้กำเนิดดี กรรมเลวแต่งให้กำเนิดเลว และหากพิจารณาไปอีกก็จะพบว่ากรรมทั้งหลายกำเนิดจาก ‘ใจ’ เป็นความรู้สึกของใจทั้งสิ้น
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค หรือแม้แต่ ‘ทิพยอำนาจ’ ที่รจนาโดย พระอริยคุณาธาร (เส็ง)ปุสโส พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระในสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ยังกล่าวไว้พ้องกันว่า
ความรู้สึกแห่งใจมี 3 ประเภท
1. ความรู้สึกฝ่ายกิเลส
2. ความรู้สึกฝ่ายคุณธรรม
3. ความรู้สึกเป็นกลาง ๆ (อุเบกขา)
ความรู้สึกเหล่านี้เกิดจากความเร้าของอารมณ์ คือเมื่อมีสิ่งมากระทบมาสัมผัสไม่ว่าจะเป็นเสียง กลิ่น รส สัมผัส จะทำให้เกิดความรู้สึก สุขทุกข์ สะเทือนใจ หรือเฉย ๆ แล้วเร้าให้เกิดกิเลสหรือคุณธรรมขึ้นอีกทีหนึ่ง ถ้าดำเนินตามทางของกิเลสย่อมก่อกรรมเลวขึ้นใส่ตัว
ยกตัวอย่างคือ มีใครบางคนพูดอะไรขึ้นมาแล้วเกี่ยวข้องกับผู้หนึ่งผู้ใด พอเราได้ยินก็เกิดความอยากรู้อยากเห็น หรือวิพากษ์เขาในใจ คิดไปในทางไม่ดีหรือเสื่อมเสีย มโนกรรมฝ่ายเลวเกิดขึ้นตรงนี้ ซึ่งจะเป็นผลจนรับทุกข์สืบเนื่องไป
แต่ถ้าดำเนินไปตามทางของคุณธรรม ก็จะเป็นการก่อคุณความดีใส่ตัว ได้สุขเป็นผลสืบเนื่อง เช่น มีคนบอกบุญบอกกุศลเกิดศรัทธาในใจแล้วอนุโมทนาจิตกับความดีนั้น เห็นคนอื่นทุกข์แล้วเกิดเมตตาจิตสงสารเป็นต้น
ถ้าดำเนินไปด้วยความรู้สึกกลาง ๆ ในพระคัมภีร์ยกย่องเป็นความรู้สึกอันยอดยิ่ง เพราะความรู้สึกกลาง ๆ ย่อมไม่ก่อกรรมก่อเวรกับอะไรใส่ตัว เป็นการสิ้นสุดสุขและทุกข์ในอวสาน แต่ต้องทำความเข้าใจนะครับว่าอุเบกขา หรือความเป็นกลาง ๆ ของจิตใจนั้น มิได้หมายถึงความเพิกเฉยทอดธุระในการงานหรือการกุศล
คือต้องรู้หน้าที่ รู้คุณธรรม แต่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ทำเท่านั้น!
พุทธศาสนาสอนให้เห็นว่า จุดศูนย์กลางคือใจนั่นแหละ ใจมีทางสามแยกอยู่แล้ว เราจะเดินไปทางไหนก็จงรีบตัดสินใจแล้วเดินไปโดยตั้งต้นที่จุดศูนย์กลางใจนั่นเองเรื่อยไป ใจเป็นจุดศูนย์กลางเป็นที่ตั้งต้นของ สุข ทุกข์ และนิพพาน หรือว่าจะเป็นจุดตั้งต้นของทางนรก สวรรค์ และนิพพานก็ไม่ผิด
แต่ถ้าให้เปรียบก็คงเปรียบว่า ซ้ายคือทุกข์ ขวาคือสุข กลางคือพระนิพพาน นั่นคือคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา เป็นทางสายกลางที่พระบรมศาสดาทรงพบว่าเป็นทางสายกลาง เป็นทางลัดตัดตรงสู่ความพ้นทุกข์เด็ดขาดในบั้นปลาย
โบราณจารย์ท่านมักกล่าวไว้เสมอ ให้รวมกำลังใจด้วยสมาธิและความตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ดำเนินไปในทางสายกลางไปเรื่อย ๆ ก็จะสามารถบรรลุถึงปลายทางคือสภาวะปราศจากทุกข์ ที่เรียกว่าพระนิพพานในที่สุด
ก็คงต้องย้ำอีกครั้งครับ ทาง 3 สายนี้ท่านเป็นผู้เลือกเองเดินเอง ถ้าเดินในสายทุกข์คือปล่อยใจให้ทำความผิดอยู่ร่ำไป ท่านก็จะดิ่งลงสู่นรก ถ้าเดินในสายสุขอยู่กับความดีและบุญกุศล ท่านจะเดินตรงสู่สวรรค์อันเป็นสุคติภูมิ แต่ถ้าจะเดินไปตามทางสายกลางท่านจะตรงดิ่งเข้าสู่ภาวะไม่มีทุกข์ในเบื้องปลายอย่างแน่นอน
การปล่อยตนหรือปล่อยวิถีแห่งจิตใจสู่นรกเป็นเรื่องไม่ต้องบอกต้องแนะนำ เพราะการทำชั่ว คิดชั่ว เป็นเรื่องง่ายของมนุษย์อยู่แล้ว ถ้าอยากไปสวรรค์หมั่นถือศีลทำบุญกุศลด้วยทาน อาศัยศีลอาศัยบุญทานเป็นพลปัจจัยหนุนนำ แต่ถ้าปรารถนาความสิ้นทุกข์ ต้องอาศัยสมาธิและสติเป็นหางเสือควบคุมจิตใจมิให้ก่อกรรมชั่วทั้งกาย วจี และใจ
เมื่อใจพัฒนาสูงขึ้น จากสติเป็นมหาสติ ไม่มีอะไรแทรกซึมสู่ใจได้เหมือนน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบอนได้แล้ว ใจก็จะเป็นอิสระจากทุกข์ทั้งปวง
สำหรับผู้ที่ลังเลสงสัยในพระนิพพานอันเป็นคติสูงสุดของพุทธศาสนานั้นก็ต้องยกตรรกะอันเป็นความจริงอุปมาให้เห็นอย่างนี้
ทุกอย่างมีความตรงข้ามกันเสมอ เช่น มีซ้ายก็ต้องมีขวา มีร้อนก็ต้องมีเย็น ในความสมปรารถนาก็มีความไม่สมปรารถนา มีอัตตาก็ต้องมีอนัตตา ฯลฯ มากมาย ฉะนั้นมีความเกิดก็ต้องมีความดับ ไม่มีหนทางใดฝ่าฝืนธรรมชาติอันเป็นกฎเกณฑ์อันนี้ได้ และนัยตรงข้ามเหล่าผู้รู้โบราณจารย์ท่านก็เห็นชัดเจนว่า
เมื่อทุกสิ่งมีเกิดก็มีดับ
ก็เท่ากับไม่มีเกิดก็ต้องไม่มีดับเช่นกัน!
ผู้เห็นแจ้งชัดเช่นนั้นย่อมมั่นใจว่าพระนิพพานคือภูมิพ้นทุกข์เด็ดขาด ไม่มีเกิดไม่มีดับนั้นมีจริงแน่นอน จึงเกิดความวิริยะอุตสาหะยิ่งขึ้น เดินตามทางสายกลางนั้นโดยไม่ยอมถอยหลังจนบรรลุถึงภูมิอันเด็ดขาดจบสิ้นได้จริง ๆ พระโบราณจารย์และพระอริยสงฆ์เหล่านั้นจึงยืนยันมายาวนานยิ่ง และยืนยันว่าพระนิพพานนั้นมีจริงแน่นอนอย่างมิต้องสงสัย สำคัญแต่เพียงว่า...
วันนี้เราท่านทั้งหลาย...ตัดสินใจเลือกทางเดินสู่ความพ้นทุกข์นั้นแล้วหรือยังเท่านั้น?
และวิธีก้าวสู่ความพ้นทุกข์นั้น หลวงปู่วัดป่าชนะสงครามท่านกล่าวสั้น ๆ ในความสั้นนั้นคือสาระแห่งแก่นธรรมอันแท้จริง ท่านกล่าวว่า...
‘รักษาใจ’
ทุกข์ก็ให้ใจรู้ สุขก็ให้ใจรู้ ว่างก็รู้ ไม่ว่างก็รู้...รู้ไปเรื่อย ๆ ใจมันจะวางได้เอง
สรุปก็คือ เอา ‘สติ’ รักษา ‘ใจ’ นั่นแหละ
เอ้า...ก็คงต้องล่ำลากันด้วยภาพงาม ๆ จากงานบวงสรวงหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช จังหวัดสุโขทัย วันเปิดงานลอยกระทงและเผาเทียนเล่นไฟ เมื่อ 31 ตุลาคม ถึง 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยปีนี้ได้พลิกฟื้นพิธีอาบน้ำเพ็งตามแบบฉบับโบราณขึ้นเป็นปีที่สองติดกัน โดยมี ทมยันตี-ภูเตศวร เป็นเจ้าพิธี ใครเป็นใครงดงามอย่างไรเชิญทัศนากันเอาเองครับ
พบกันฉบับหน้า
-----------------------------------------------
. บวงสรวงเปิดงานลอยกระทงสุโขทัย2552
.พิธีอาบน้ำเพ็ง ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
by จิตตภาวนา
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com