
มหาวิปัสสนา
เคยอธิบายในคอลัมน์นี้มาแล้วว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ชี้ให้สัตว์โลกเห็นภัยแห่งการว่ายวนในวัฏฏะสงสาร มีอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เป็นหัวใจ เพราะ ‘ทุกข์’ และ ‘เหตุแห่งทุกข์’
จึงเป็นที่มาของการดับและวิธีดับทุกข์ที่ชาวพุทธต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้
พระบรมศาสดาทรงค้นพบหนทางดับทุกข์ที่เรียกว่า ‘อริยมรรค’ และทิ้งไว้เป็นมรดกธรรมแก่สัตว์โลกมากกว่า 2,500 ปี หากวันนี้จะไม่พูดถึง การพูด การดำริ การดำรงอาชีพโดยชอบ ฯลฯ
แต่จะมุ่งเน้นไปกับสัมมาสติกับสัมมาสมาธิโดยตรง อันเป็นการสิ้นทุกข์พ้นการเกิดตายเป็นหลัก
หลายข้อในอริยมรรคเป็น ‘ศีล’ คือกรอบแห่งความปกติ ความไม่พร่อง ความไม่เบียดเบียนผู้อื่นเพื่อความสุขศานติแห่งตนและสังคม จากนั้นคือสมาธิและปัญญาที่สำคัญ ประหนึ่ง ‘อาวุธ’ เอาไว้ทำลาย เอาไว้หัก ‘กงล้อ’ แห่งการว่ายวนในสงสารลง
สมาธิ คือความตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เกิดได้จากใจที่มีสติควบคุมได้จากการปฏิบัติตนตามพระกรรมฐานทั้ง 40 กอง ที่พระบรมศาสดาทรงบัญญัติไว้
ปัญญา คือความเข้าใจธรรมชาติจิตอย่างแจ่มแจ้งจนปราศจากอวิชชาและอุปาทานบดบัง จนสลัดคืนกิเลสตัณหาทั้งหลายทั้งสิ้นลงได้โดยใช้วิปัสสนาเป็นเครื่องมือเป็นลำดับสุดท้าย
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวถึงมหาวิปัสสนา 18 ประการ อันเป็นปัญญาโดยยิ่งเพื่อความพ้นทุกข์ไว้ดังนี้
1.ทำอนิจจานุปัสสนา คือการสร้างปัญญาให้เห็นถึงความไม่เที่ยงเกิดขึ้นเนือง ๆ ก็จะละนิจจสัญญา คือความสำคัญว่าเที่ยงได้
2.ทำทุกขานุปัสสนา คือการพิจารณาให้เห็นความทุกข์อยู่เนือง ๆ ก็จะละสุขสัญญา ความสำคัญผิดว่าชีวิตเป็นสุขลงได้
3.ทำอนัตตานุปัสสนาให้เกิดขึ้น โดยให้เห็นว่าไม่มีอัตตาอยู่เนือง ๆ ก็จะละอัตตาสัญญาลงได้
4.ทำนิพพิทานุปัสสนาให้เกิดขึ้น มีปัญญาเห็นอยู่เนือง ๆ ว่าด้วยความเบื่อหน่าย ก็จะละนันทิ คือความเพลิดเพลินในชีวิตลงได้
5.ทำวิราคานุปัสสนาให้เกิดขึ้น มีปัญญาเห็นความปราศจากกำหนัด ก็จะละราคะ คือความเพลิดเพลินได้
6.ทำนิโรธานุปัสสนาให้เกิดขึ้น โดยปัญญาให้เห็นความดับเกิดขึ้นเนือง ๆ ก็จะละสมุทัย คือสิ่งอันเป็นแดนเกิดได้
7.ทำปฏินิสสัคคานุปัสสนาให้เกิดขึ้น โดยปัญญาเห็นการสละทิ้ง ก็จะละอาทานะ คือความยึดถือไว้ลงได้
8.ทำขยานุปัสสนาให้เกิดขึ้น โดยปัญญาเห็นถึงความสิ้นไป ก็จะละฆนสัญญา คือความสำคัญเป็นก้อนได้
9.ทำวยานุปัสสนาให้เกิดขึ้น โดยปัญญาให้เห็นความเสื่อมสูญ ก็จะละอายูหนะ คือความดิ้นรนขวนขวายลงได้
10.ทำวิปริณามานุปัสสนาให้เกิดขึ้น โดยปัญญาให้เห็นความแปรผันอยู่เนือง ๆ ก็จะละธุวสัญญา คือความสำคัญว่ายั่งยืนมั่นคงลงได้
11.ทำอนิมิตตานุปัสสนาให้เกิดขึ้น โดยปัญญาให้เห็นว่าไม่มีนิมิตอยู่เนือง ๆ จะละนิมิตตา คือความมีนิมิตได้
12.ทำอัปปณิหิตานุปัสสนาให้เกิดขึ้น โดยปัญญาให้เห็นถึงว่าไม่มีที่ตั้งอยู่เนือง ๆ ก็จะละปณิธิ คือตัณหาเป็นที่ตั้งได้
13.ทำสุญญตานุปัสสนาให้เกิดขึ้น โดยปัญญาให้เห็นความว่างเปล่าอยู่เนือง ๆ ก็จะละอภินิเวสะ คือความยึดมั่นได้
14.ทำอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา คือวิปัสสนาในธรรมปัญญาอันยิ่งให้เกิดขึ้น ก็จะละสารทานาภินิเวสะ ความยึดมั่นถือมั่นว่ามีสาระลงได้
15.ทำยถาภูตญาณทัสสนะให้เกิดขึ้น คือปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริง ก็จะละสัมโมหาภินิเวสะ ความยึดถือด้วยความลุ่มหลงลงได้
16.ทำหาทีนวานุปัสสนาให้เกิดขึ้น คือปัญญาให้เห็นโดยความเป็นโทษ ก็สามารถละอาลยาภินิเวสะ คือความยึดถือด้วยความอาลัยลงได้
17.ทำปฏิสังขานุปัสสนาให้เกิดขึ้น คือปัญญาด้วยการพิจารณาทบทวน ก็จะละอัปปฏิสังขา คือความไม่พิจารณาทบทวนได้
18.ทำวิวัฏฏานุปัสสนาให้เกิดขึ้น โดยปัญญาให้เห็นเนือง ๆ ด้วยจิตถอยกลับ จะละสังโยคาภินิเวสะ ความยึดมั่นด้วยสังโยคได้
อย่างไรก็ตาม แม้การแบ่งแยกออกเป็นหัวข้อได้ถึง 18 ประการ หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก็จะเห็นว่าบางหัวข้อมีความหมายเดียวกัน จะต่างกันก็เพียงพยัญชนะที่ใช้เท่านั้นยกตัวอย่างเช่น อนัตตานุปัสสนา กับ สุญญตานุปัสสนา เป็นต้น
โดยรวมก็คล้ายพระอริยมรรคอันมีองค์ 8 ประการ หากคลุมอยู่ในหลักแห่งศีล สมาธิ และปัญญา และทั้ง 18 ประการแห่งมหาวิปัสสนา ก็อยู่ในหลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นสำคัญ เพื่อการปล่อยวางด้วย ‘ญาณ’ คือความรู้เห็นเป็นจริงในธรรมปัญญา
โดยยิ่งเพื่อความหลุดพ้นในที่สุด
ฉะนั้นโดยรวมตามที่ภูเตศวรเข้าใจ การที่โยคาวจรทั้งหลายสามารถละธรรมอันเป็นปฏิปักษ์แห่งมหาวิปัสสนาทั้ง 18 ประการนั้นได้ ก็หมายถึง ‘วิปัสสนาญาณ’ ซึ่งโยคีท่านนั้นท่านแทงตลอดสู่ความพ้นแล้วนั่นเอง
เมื่อเห็นเช่นนั้นการยกสภาวธรรมขึ้นพิจารณาจึงควรอยู่ในอนิจจังลักษณะ ทุกขังลักษณะ และอนัตตาลักษณะ เป็นประการสำคัญ เพื่อการพิจารณาเห็นชัดในความจริงยิ่ง ๆ ขึ้น ‘ญาณ’ คือการหยั่งรู้ก็จะก้าวสู่นิพพิทา คือความหน่ายความคลายในราคะและกำหนัดความยึดถือ ความเที่ยง ความเห็นโทษ ความลุ่มหลง ฯลฯ ไปโดยปริยายนั่นเอง
ซึ่งก็จะตรงกับคำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่ากรรมฐานที่กล่าวไว้ การทำกรรมฐานก็เหมือนทำไร่ไถนาที่ไม่จำเป็นต้องทำไร่เลื่อนลอยคอยหาผืนดินใหม่ไปเรื่อย หากผืนดินแห่งเดียวแต่รู้จักไถหว่านบำรุงปุ๋ยเก็บพืชผลเข้ายุ้งเข้าฉางไปด้วยความหมั่นเพียรก็อาศัยได้แล้ว
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ‘ความสำเร็จ’ ทั้งปวงจะมิอาจเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่เริ่มต้นประกอบกิจกรรมทำอะไรเสียแต่วันนี้
เพราะรอให้ถึงวันตาย...ก็สายเสียแล้ว!
โอมศานติ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com