การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

อย่าติด ‘ฌาน’ by จิตตภาวนา

2 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
11 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#797]

อย่าติด ‘ฌาน’

          วันก่อนได้ปรึกษาหารือกับทมยันตีในฐานะป้า...ฐานะคนช่วยสร้างบุญกุศลกันมายาวนาน...เรื่องที่พูดคุยกันคือ...งานวางโลก...สู่การบวชเรียนของผู้เขียนเอง!

          คิดบวชเรียนครั้งนี้ เป็นที่รู้กันในหมู่คนใกล้ชิด เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของภูเตศวรอย่างที่เคยบอกเคยเล่าความตั้งใจของตน...

          ...ชาตินี้ขอตายในผ้าเหลือง!

          “เมื่อไหร่?” ทมยันตีย้อนถามเสียงเรียบ ๆ

          ไม่มีรอยประหลาดใจ เพราะรู้มานานกับแรงสัจจาธิษฐานของผู้เขียน

          “ความจริงตั้งใจเอาไว้เดือน 6 ตรงกับวันเกิดตัวเอง...แต่ไม่แน่ใจว่าอะไรที่คั่งค้างจะเสร็จทันหรือเปล่า?” เราตอบตามความรู้สึก ขณะคนเป็นทั้งป้าทั้งเพื่อนถามต่อ

          “มีอะไรบ้าง?”

          “สองเรื่องใหญ่...กับอีกหนึ่งเรื่องเล็ก ๆ” เราบอกตามตรง “หนึ่ง คืองานสร้างกำแพงวัดป่าชนะสงครามกับกุฏิปฏิบัติธรรมของโยมที่นั่น สอง รับปากพี่น้อยเรื่องนวนิยายอติเทพ ที่จะเป็นเรื่องสุดท้ายในชีวิต

          ทมยันตีนิ่งฟัง...เราจึงอธิบายช้า ๆ ถึงแผนงานที่จะทำ “วิสาขบูชานี้ตรงกับวันที่ 8 พฤษภาคม แม้วจะชวนลูกศิษย์...ญาติมิตรเอาผ้าป่าไปทอดหารายได้เป็นครั้งสุดท้าย ถ้าบุญมีก็น่าจะปิดฉากเรื่องกำแพงวัด ส่วนงานเขียนเวลาสองสามเดือนที่เหลือถ้าทำจริง ๆ จัง ๆ ก็น่าจะปิดลงได้ไม่ยาก...”

          คนนิ่งฟังพยักหน้ารับรู้...ก่อนเอ่ยถาม “แล้วไอ้เรื่องเล็ก ๆ ที่ว่าล่ะ?”

          “แม้วอยากไหว้ครู...ลาเทวดา!” เราเน้นคำหนักแน่น ขณะคนเป็นป้าส่ายหน้า...

          “นั่นเหรองานเล็ก ๆ ของแก?”

          “เล็ก...ใหญ่ก็อยู่ที่เรา ถ้าเราทำงานเล็ก ๆ มันก็เล็กตามที่เรากำหนด” เรายืนยันตามความจริงใจในความนึกคิด “ทำกันภายใน”

          “แกพูดง่าย” คุณหญิงท่านส่ายเศียร “พวกลูกศิษย์ลูกหาแกรู้ทีหลังจะได้ถอนหงอกเอา”

          “ถ้าบอกแบบเปิดเผยก็ไม่ใช่งานเล็ก” เราอุบอิบ ขณะอีกฝ่ายโบกมือกล่าว...

          “ใหญ่เล็กเป็นเรื่องของฉัน...แกมีหน้าที่ตามคน ใครมาไม่มาจะได้รู้จำนวนคนให้แน่นอน จะได้หาสถานที่ให้พอเหมาะพอควร”

          ครับ งานสุดท้ายเรื่องไหว้ครูและลาท่านครานี้ จึงต้องขอความเห็นมาตรงนี้ หลังจากครั้งก่อนใช้คำว่า ‘ครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย’ ในงานไหว้ครูและเสวนาเทวศาสตร์ ณ หอประชุมมหิศร ปี 2550 โดยการเปิดกว้างให้ทุกท่านเข้าร่วมงานนั้น...

          ครั้งนี้จึงเป็นครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน!

          เพราะถ้าในเดือน 6คือวันที่16 พฤษภาคม 2552 ตรงตามกำหนดในใจ ภูเตศวรแม้มิอาจบวชเรียนได้ด้วยเหตุประการใด ๆ ก่อนเข้าพรรษาปีนี้ ยังไงก็ต้องทำให้ได้ นั่นหมายถึงทุกอย่างต้องจบลงก่อนวันที่ 7 กรกฎาคมนี้แน่นอน

          สำหรับท่านที่เคยมาร่วมพิธีเมื่อปี 2550 และผ่านการลงทะเบียนครานั้น เราจะมีเอกสารส่งถึงท่านพร้อมรายละเอียด ส่วนท่านที่ยังไม่เคยร่วมงานพิธี ท่านสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้โดยตรงที่คุณชูศรี โทร 08-1258-3495

          ต้องขอย้ำนะครับ การแจ้งสำรองที่นั่ง ขอความแน่นอนชัดเจนด้วย เพราะต้องการทราบจำนวนจริงๆ สำหรับการจัดสถานที่และอาหารทุกมื้อให้เหมาะสมโดยไม่ทอนสิทธิ์ผู้อื่น เพราะใครแจ้งความจำนงก่อนได้สิทธิ์ก่อนตามลำดับ อ้อ...เกือบลืม งานไหว้ครูหนนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ นอกจากผู้ที่ต้องการครอบเศียรเท่านั้นที่ต้องเสียค่ากำนลครู 99 บาท ปัจจัยจำนวนนี้จะถวายสมทบผ้าป่าสร้างกำแพงวัดป่าชนะสงคราม ในวันวิสาขบูชาที่จะมาถึงนี้

          เรื่องเล็กๆ ที่คิดและกำลังจะกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างที่กล่าวมาข้างต้น มิได้เกิดเพราะอะไร หากเพราะได้ทำความดีมาถึงวันนี้ ก็เพราะคุณแห่งพระเทวดาและครูบาอาจารย์ จึงอยากทดแทนคุณของทุกท่านทุกพระองค์ ได้กราบลาภารกิจที่ท่านได้มอบหมายให้กระทำในบวรพุทธศาสนามายาวนานกว่ายี่สิบปี จากงาน ‘สร้าง’ ไปสู่ ‘การบำเพ็ญ’ เพื่อหาหนทางพ้นทุกข์ในบั้นปลายตามคำอธิษฐานของตน กับอีกประการสำคัญคือ ความปรารถนาพบพาเพื่อเอ่ยลา ท่านผู้อ่าน ญาติมิตร และลูกศิษย์ที่เคยเกื้อหนุนงานบุญกุศลกันมาด้วยตนเองเป็นครั้งสุดท้ายด้วยรู้แน่อยู่แก่ใจ...

          วันนี้...ธรรมะ 5 นาที ที่เคยโลดแล่นอยู่บนหน้าหนังสือขวัญเรือนมาถึงสิบเก้าปี

          ธรรมะ 5 นาที ที่เป็นเสมือนแกนกลางแห่งสายธารศรัทธาเล็ก ๆ สำหรับงานบุญกุศลเพื่อพระศาสนา เพื่อธรรมยาตราอันอบอุ่นใจในคณะศรัทธาผู้คุ้นเคยมายาวนาน...กำลังจะลับลาจากไปในไม่ช้า...ตามกฎอนิจจัง


1 ตอบกลับ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          เอาละครับ มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เป็นที่รู้กันว่าการปฏิบัติภาวนาเพื่อเป็นไปในความพ้นทุกข์ในพุทธศาสนา แบ่งออกเป็นสองกรณีอย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวไว้หนึ่งคือ...สมถวิธีหรือสมถกรรมฐาน คือการเจริญภาวนาเพื่อเข้าสู่ความสงบระงับปราศจากการปรุงแต่งของจิตที่เรียกว่า อัปปนาสมาธิ หรือเอกัคตารมณ์ ที่เรียกว่า ‘ฌาน’ นั่นเอง สองคือ...วิปัสสนากรรมฐาน คือการพิจารณาความจริงอันเป็น ‘ธรรม’ คือความถูกต้องตามจริงเพื่อการชำระสะสางกิเลสและตัณหาอันเป็นเครื่องหมักดองจิตใจสัตว์โลกให้เวียนว่ายตายเกิดในสามโลกธาตุสู่ความหลุดพ้น ตามคติของศาสนาพุทธที่มีภาวะ ‘นิพพาน’ เป็นภาวะสูงสุด

          การปฏิบัติในสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานถือเป็นความสำคัญต่อนักภาวนาอย่างยิ่ง สมถกรรมฐานคือกำลัง วิปัสสนาคือปัญญา นั่นเป็นคำอุปมาของโบราณจารย์ทั้งหลาย นั่นเพราะมีเฉพาะกำลังของจิตก็ไปไม่ถึงพระนิพพาน ส่วนผู้จะทำวิปัสสนาโดยปราศจากกำลังจิตก็กลายเป็นการปรุงแต่งเพ้อเจ้อ เพราะจิตที่ไม่สงบย่อมฟุ้งซ่านซัดส่ายยากจะพิจารณาสภาวธรรมอันละเอียดประณีตได้

          นั่นคือหลักการที่ครูบาอาจารย์ท่านคอยย้ำเตือนเสมอว่า...ผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้ต้องอาศัยทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานเป็นเครื่องมือ และจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งมิได้!

          กระนั้น...คนส่วนมากที่ปฏิบัติสมถกรรมฐานก็มักจะพบเห็นความสงบและความอัศจรรย์ใจของผลสมาธิได้ก่อนประการอื่น นั่นเพราะความสงบใจของสมาธิในขั้นอัปปนาสมาธิที่เรียกว่า ‘ฌาน’ นั้น ก่อให้เกิดความปีติ...สุข ในจิตใจอย่างไม่เคยเห็น จนกลายเป็น ‘ติดฌาน’ หรือเกิดภูมิรู้ต่าง ๆ จนหลงติดฌานไป

          ตรงนี้แหละที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้กล่าวไว้ชัดเจน “ติดดี...ถือดี”

          หลวงปู่หลุย จันทสาโร ได้กล่าวไว้ว่า “หลวงปู่มั่น ท่านว่าแก้ติดดีนี้แก้ยาก เพราะความไม่ดีนั้นแก้ง่ายเพราะเห็นว่าไม่ดีอยู่แล้ว ผู้ที่ติดดีต้องพยายามแก้หลายอย่าง เพราะมันเป็นชั้นปัญญาที่อยู่ภายใน”

          หลวงปู่หลุยยังกล่าวในหนังสือบูรพาจารย์อีกว่า...

          “พระอาจารย์มั่นท่านแนะนำอย่าหลงฌาน ผู้จะพ้นทุกข์จริงแล้วต้องไม่หลง ญาณคือความรู้วิเศษที่เกิดขึ้นจากสมาธิสงบระลึกชาติได้หนึ่ง ญาณเหตุการณ์อดีตหนึ่ง ญาณรู้จักอนาคตหนึ่ง รู้จักความนึกคิดของคนอื่นหนึ่ง เป็นวิชาที่อัศจรรย์ทั้งนั้น เมื่อติดอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ทำให้ล่าช้าในการเข้าสู่อริยสัจธรรม ฌานเหล่านี้เป็นอุปกรณ์วิเศษพระเทวทัตติดและก็เสื่อมได้ เกิดทิฐิมานะแข่งขันสู้พระพุทธเจ้า ฤาษีทั้งหลายก็ติดฌานนี้ ท่านเห็นว่าความรู้นั้นว่าธาตุจริง ฌานรู้จริง แต่มันจริงในวิปัสสนู แต่ถ้าทำความรู้นั้นให้ยิ่งจึงเป็นวิปัสสนาเครื่องเย็นใจ ท่านพระอาจารย์มั่นสอนศิษย์ในทางอย่าหลงฌาน อย่าหลงญาณ โยคาวจรเจ้าติดในตอนนี้มาก ติดพรหมโลกอ่อนทางวิปัสสนา”

          ที่ยกมาข้างต้นก็เพื่อเตือนนักปฏิบัติภาวนาอะไรเกิดขณะจิตสงบจะเป็นฌานหรือญาณขณะนั้นอย่าติดใจในผล แต่ควรพักในความสงบและถอยออกมาสู่อุปจารสมาธิ แล้วยกกาย เวทนา จิต ธรรม ขึ้นมาพิจารณาให้เห็นถึงความไม่เที่ยงด้วยหลักไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามที่พระบรมศาสดาได้ตรัสสั่งสอน

          นั่นคือการสร้างปัญญาธรรมเพื่อความหลุดพ้น

          เพราะปัญญาธรรม คือเครื่องทำลาย อุปาทาน อันเกิดจาก ‘อวิชชา’ คือความไม่รู้ เหตุแห่งการยึดมั่นถือมั่นลงในที่สุด

          พบกันฉบับหน้าครับ

by จิตตภาวนา


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com