
ใจดวงเดียว
จบลงแล้วสำหรับงานบวชศีลวดีเพื่อปฏิบัติธรรมที่วัดป่าชนะสงครามวันที่ 7-10 กุมภาพันธ์ 2551 และเชื่อว่าผู้เข้าร่วมบวชศีลวดีในครั้งนี้คงอิ่มบุญกันถ้วนหน้า เพราะวันกลับ...มิทันที่รถบัสจะผ่านพ้นประตูวัด มีหลายรายเอ่ยถาม “...อาจารย์จะจัดอีกเมื่อไหร่?”
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ภูเตศวร หากอยู่ที่ชาวคณะ ‘พร้อม’ เมื่อไหร่ ไม่ถูกร้อยรัดด้วยภารกิจการงาน รวมกลุ่มได้สักห้าสิบชีวิต ช่วยกันหารเฉลี่ยค่าพาหนะ ค่าอาหารอย่างที่เห็น ก็แจ้งมา ผู้เขียนพร้อมนำพาไปปฏิบัติทุกเมื่อ
งานบวชศีลวดีครานี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะ ‘พี่น้อย’ (คุณพนิดา ชอบวณิชชา) หัวเรือใหญ่นิตยสารขวัญเรือน จากคำปรารภหลังงานพุทธาภิเษก-เทวาภิเษก วัตถุมงคลรามเทพเทวราชเมื่อปลายปีที่ผ่านมา คงเป็นเพราะงานพิธีที่ยุ่งยากพอควรทำให้การถือศีลปฏิบัติธรรมไม่เข้มข้นอย่างที่ควรเป็น ทำให้ท่านบรรณาธิการอำนวยการเอ่ยคำกับผู้เขียน...
“อยากให้คุณแม้วจัดบวชศีลวดีอีกครั้ง และปฏิบัติอย่างจริง ๆ จัง ๆ สักหน”
...นั่นคือที่มาของการบวชศีลวดีในครั้งนี้...

งานนี้ถือว่าสมบูรณ์แบบกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะตลอดระยะเวลาเกือบ 4 วันเต็ม ๆ ที่วัดป่าชนะสงคราม ทุกเช้า-เย็นเราสวดมนต์ทำวัตรทุกวัน ต่อด้วยการนั่งปฏิบัติธรรมสมาธิภาวนาไม่ขาด นั่งเสร็จต่อด้วยการเดินจงกรมทั้งกลางวันและกลางคืน เรียกว่าคุ้มค่าคุ้มเวลาต่อการมาแสวงบุญในครั้งนี้จริง ๆ
by จิตตภาวนา

ไม่เพียงแต่เท่านั้น ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติธรรม หลวงปู่พรม พรหมโชโต เจ้าอาวาส ได้เมตตาแสดงธรรมอบรมจิตใจพวกเราเป็นระยะ ๆ ตามสมควรแก่กาล นับเป็นอีกหนึ่งแห่งความคุ้มค่าคือวันที่เราไปปฏิบัติธรรม ได้ตรงกับวันบุญ ‘ประทายข้าวเปลือก’ ของคนท้องถิ่น คือการนำพืชผลหลังการเกี่ยวข้าวมาทอดเป็นผ้าป่าถวายสงฆ์ ด้วยเหตุนั้นเราทั้งหลายจึงมีโอกาสร่วมทอดผ้าป่าครั้งนี้ไปด้วย
by จิตตภาวนา

และงานนี้ได้ปัจจัยถวายสมทบผ้าป่าหาทุนสร้างรั้วกำแพงวัดเป็นจำนวนเงินถึง 118,031.- บาท
ขออนุโมทนาบุญกุศลของชาวบ้านและชาวคณะศีลวดีในครั้งนี้ด้วยครับ
by จิตตภาวนา

‘หนึ่งรูปสามารถแทนคำพันคำ...’ ด้วยคำกล่าวเช่นนั้น จึงขอนำรูปภาพในงานบุญมาแสดงพร้อมคำบรรยายสั้น ๆ ให้ผู้ได้ร่วมทางจดจำความรู้สึกดี ๆ ในวันวานที่ผ่านมาและให้ผู้พบเห็นได้โมทนาบุญร่วมกัน
. ปฏิบัติธรรม วันตรุษจีน
by จิตตภาวนา

เพราะงานนี้...ทำให้ผู้เขียนได้กราบนมัสการและสนทนาธรรมกับหลวงปู่พรม พรหมโชโต อย่างใกล้ชิด หลังจากห่างหายไปนาน ก็เหมือนทุกครั้งทุกครา...จะได้ความฉ่ำเย็นในเมตตาบารมีของหลวงปู่...ได้สดับธรรมอันลึกซึ้งมาประดับจิตประดับใจจนมิอาจเก็บงำเอาไว้โดยไม่มาบอกกล่าว ณ ที่แห่งนี้
หลวงปู่มักจะนั่งคอยที่โรงฉันน้ำร้อน รอจนผู้เขียนพาญาติมิตรญาติธรรมสวดมนต์ทำวัตรเย็น นั่งสมาธิภาวนาเสร็จ และปล่อยให้ทุกคนแยกย้ายไปปฏิบัติต่อโดยลำพังเพื่ออบรมลูกศิษย์หัวดื้อคนนี้โดยเฉพาะ
ความจริงก่อนหน้านี้ หลวงปู่ตั้งใจจะออกธุดงค์ภาวนาตามป่าตามถ้ำ หากแต่เมื่อได้ยินข่าวว่าพวกชาวคณะจะมาปฏิบัติธรรม ท่านเลยต้องงดเว้นชั่วคราว และหลังจากพวกเราเดินทางกลับ หลวงปู่จะฝากวัดไว้กับพระลูกวัดที่ค่อนข้างมีอายุกาลพรรษา แล้วออกไปหาที่สัปปายะปฏิบัติธรรมหาทางพ้นทุกข์อีกครั้ง
เพราะคำปรารภเยี่ยงนี้ทำให้ลูกศิษย์จอมแส่ส่ายโพล่งคำ...
“ผมนึกว่าหลวงปู่หมดแล้วซะอีก!” คำว่าหมดเป็นที่รู้กันในหมู่นักปฏิบัติคือ ‘หมดกิเลส’ หรือทำสำเร็จเสร็จสิ้นพรหมจรรย์
พอโพล่งคำก็นึกเสียใจ ว่าตัวเองขาดสติและไม่น่าไปแสดงความรู้สึกตรง ๆ อย่างนั้นกับครูบาอาจารย์ หากที่เห็นบนสีหน้าของท่านคือรอยยิ้มน้อย ๆ ก่อนพูดเบา ๆ
“ยัง...ยังเหลืออีกนิดเดียว”
รอยยิ้มกับสายตาของหลวงปู่เปี่ยมด้วยเมตตาอย่างยิ่ง อาจเป็นเพราะเคยปรารภกับท่านเมื่อครั้งดั้นด้นไปนิมนต์ท่านมาครองวัดป่าชนะสงคราม เมื่อหลายปีก่อนหลังจากครูบาอาจารย์หลายรูปที่มารับตำแหน่งแล้วอยู่ไม่ได้ ส่วนใหญ่เกิดโรคาพยาธิเจ็บป่วยอาพาธจนต้องโยกย้ายออกไป
“ภูมิเจ้าที่ที่นี่แรง” แม้แต่หลวงปู่เสน ปัญญาธโร ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่แห่งวัดป่าหนองแซงยังเอ่ยปาก “พระที่มาอาศัยอยู่ที่นี่ถ้าปฏิบัติไม่ถึงหรือย่อหย่อนในธรรมวินัยก็อยู่ไม่ได้”
by จิตตภาวนา

“ทำไมแม้ว จึงนิมนต์หลวงปู่?” หลวงปู่พรมเอ่ยถามในวันที่ผู้เขียนแสดงเจตนารมณ์ในการนิมนต์ท่านไปครองวัดครั้งนั้น เป็นเหตุให้ต้องบอกเล่าความจริง
โดยรวมคือ หลังจากเห็นว่าพระภิกษุที่เป็นครูบาอาจารย์หลายรูปที่มาครองวัดล้วนมีเหตุต้องพำนักอาศัยอยู่ไม่ได้ ทำให้ผู้เขียนหันกลับไปพิจารณาความจริงโดยละเอียด จึงพบว่าอาจเกิดจากคำอธิษฐานที่แรงกล้าเกินไปในวันบวงสรวงบอกกล่าวเทพยดาและพระแม่ธรณีเพื่อสร้างวัดแห่งนี้ว่า ศาสนสถานแห่งนี้จักเกิดจากศรัทธาอันบริสุทธิ์เพื่อถวายเป็น พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา เมื่อสร้างเสร็จแล้วข้าพเจ้ามิปรารถนาสิ่งใดมากไปกว่าการที่ได้มีพระอริยเจ้าบังเกิดขึ้นที่นี่ ขอให้มีพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาครองวัด เพื่อเป็นหลักชัยของมนุษย์ทุกคนในที่แห่งนี้ด้วยเถิด ท้ายสุดผู้เขียนได้ย้ำคำชัดเจน
“และผมเชื่อว่า หลวงปู่จะเป็นคนที่ทำให้คำอธิษฐานของผมเป็นความจริงได้!”
หลังจากนั้นหลวงปู่ได้รับขันดอกไม้ธูปเทียน รับนิมนต์โดยไม่เอ่ยถามอะไรอีก หลังจากมาครองวัดป่าชนะสงครามไม่นาน ท่านเคยปรารภกับผู้นิมนต์ท่านมา
“ที่นี่ภาวนาดี...การภาวนาก้าวหน้าเร็ว” ทุกครั้งจะเอ่ยคำอนุโมทนาสาธุกับท่านด้วยความปีติยินดี แม้แต่หลวงปู่เสน ปัญญาธโร ยังเอ่ยปากชม
“หลวงปู่พรมเก่ง...พวกวิญญาณที่นี่ไปเกิดเยอะแล้ว ได้หลวงปู่พรมแผ่เมตตาให้”
ระยะหลังๆ ทุกครั้งที่ได้มีโอกาสมากราบนมัสการหลวงปู่ ท่านจะแนะนำการปฏิบัติแบบสั้น ๆ ไม่เยิ่นเย้อ หากตรงเผงเข้าไปในใจทุกครา บางครั้งเหมือนท่านเตรียมมาเทศน์อบรมเราไว้ล่วงหน้า ‘รู้’ ว่าเราจะอ้างธุระอะไรในการย่อหย่อนต่อการปฏิบัติธรรม
“คนทำงานเยอะเวลาน้อย ก็เลยอ้างเวลา ถ้าไม่มีเวลานั่งสมาธิก็ให้สังเกตดูใจ รัก...โกรธ ดีใจ เสียใจ กระทบก็ให้รู้ตัว แค่นี้ก็เป็นการปฏิบัติธรรมแล้ว เพราะเป็นการฝึกสติ จะนั่ง ยืนเดินนอนหรือทำงานก็ให้มีสติ นั่นแหละได้ผลจริง และจะได้ไม่ต้องอ้างว่าไม่มีเวลา”
หนนี้ครั้งนี้ ผู้เขียนยังโดนเหน็บอีกโครมเบ้อเริ่ม...
“พาลูกน้องมาปฏิบัติ เราก็อย่าเอาแต่พูดแนะนำคนอื่น เป็นหัวหน้าต้องทำให้มากกว่าลูกน้อง อย่างน้อยเท่าตัวก็ยังดี เป็นหัวหน้าต้องเหนื่อยต้องลำบากกว่าถึงจะเป็นหัวหน้าที่ดีได้”
by จิตตภาวนา

คืนสุดท้ายก่อนจากลาหลวงปู่ก็ยังอธิบายธรรมสั้น ๆ แต่ชัดเจนดังเคยท่านกล่าวว่าวิธีการปฏิบัติธรรมที่ ‘ง่าย’ และ ‘ลัด’ ที่สุดคือการรักษาใจ
...เอาสติกำกับใจ
ผู้รู้กับสติให้อยู่ด้วยกัน ‘รู้’ เท่าทันในทุกอิริยาบถ เห็นการเกิดดับของจิตไปเรื่อย ๆ นั่นแหละคือหนทางพ้นทุกข์ที่เดินลัดตัดตรงที่สุด...
ประโยคท้ายที่ยังก้องในความทรงจำ จนถึงบัดนี้วินาทีนี้ คือ...
“ธรรมะแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ของพระพุทธเจ้ารวมลงมาที่ใจดวงนี้ดวงเดียว สุขก็ที่ใจนี้ทุกข์ก็ที่ใจนี้ สวรรค์ นรก หรือพระนิพพาน ก็อยู่ที่ใจดวงนี้ทั้งนั้น การรักษาใจจึงเป็นแก่นของพระพุทธศาสนา!”
เอวังก็ด้วยประการฉะนี้
by จิตตภาวนา

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com