ทำไมเป็นภิกษุควรอยู...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ทำไมเป็นภิกษุควรอยู่ป่า? by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
8 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#777]

ทำไมเป็นภิกษุควรอยู่ป่า?

          พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ เชตวันวนาราม ชาณุสโสณิพราหมณ์ เข้าไปเฝ้า กราบทูลสรรเสริญว่า ทรงเป็นหัวหน้า เป็นผู้อุปการะมาก เป็นผู้แนะนำกุลบุตรที่ออกบวชอุทิศพระองค์ แล้วกราบทูลต่อไปว่า “เสนาสนะอันเป็นสงัดอันตั้งอยู่ในป่าและราวป่าอดทนได้ยาก ความสงัดความเป็นผู้อยู่ทนทำได้ยากยินดีได้ยาก ประหนึ่งว่าป่าจะนำใจของภิกษุไม่ได้สมาธิไปเสีย”

          พระผู้มีพระภาคตรัสรับว่า เมื่อก่อนตรัสรู้ ขณะยังเป็นโพธิสัตว์ พระองค์ก็เคยทรงคิดถึงเสนาสนะป่าเช่นนั้น แล้วได้ทรงแสดงความคิดของพระองค์ก่อนตรัสรู้เกี่ยวกับเสนาสนะป่าดังนี้

          ทรงคิดว่า สมณพราหมณ์บางพวก

          1. มีการงานทางกายไม่บริสุทธิ์

          2. มีการงานทางวาจาไม่บริสุทธิ์
         
          3. มีการงานทางใจไม่บริสุทธิ์

          4. มีอาชีพไม่บริสุทธิ์

          5. มีความอยากได้ มีความราคะกล้าในกาม

          6. มีจิตพยาบาท

          7. มีความหดหู่ง่วงงุนรัดรึงจิต

          8. มีจิตไม่สงบ

          9. มีความลังเลสงสัย

          10. เป็นผู้ยกตนข่มผู้อื่น

          11. เป็นผู้สะดุ้งหวาดกลัว

          12. ใคร่ในลาภสักการะชื่อเสียง

          13. เกียจคร้าน มีความเพียรเลว

          14. หลงลืมสติ

          15. มีจิตไม่ตั้งมั่นหมุนผิดไป

          16. มีปัญญาทรามน้ำลายไหลเวลาพูด

          สมณพราหมณ์เหล่านี้เสพเสนาสนะอันสงัดตั้งอยู่ในป่าและราวป่า ย่อมเรียกร้องเอาอกุศลเพราะเหตุโทษ 16 ข้อนั้นมาเป็นความกลัวและสิ่งที่น่ากลัว (ปรุงแต่งด้วยวิสัยปุถุชน-ผู้เขียน)

          แต่พระองค์ (พระโพธิสัตว์) ทรงเห็นความสมบูรณ์ (อันตรงข้ามกับโทษ 16 ข้อในพระองค์) จึงมีขนดก (ไม่หวาดกลัว ไม่ขนพอง) อยู่ป่าได้ดีผู้หนึ่งในพระอริยเจ้าผู้เสพเสนาสนะอันสงัด อันตั้งอยู่ในป่าทั้งหลาย

          ครั้นแล้วทรงแสดงความคิดของพระองค์ขณะเป็นโพธิสัตว์ต่อไปว่า เมื่อถึงวัน 14 ค่ำ 15 ค่ำ และ 8 ค่ำแห่งปักษ์ ควรทดลองอยู่ในเสนาสนะที่น่ากลัวน่าขนพองสยองเกล้า เช่น สวน ป่า ต้นไม้ที่คนเข้าใจว่าศักดิ์สิทธิ์ เพื่อจะได้เห็นความกลัวและสิ่งน่ากลัว เมื่อทดลองเข้าไปสู่ที่เช่นนั้น เมื่อสัตว์เดินมา นกยูงทำกิ่งไม้หักตกลงมา หรือลมพัดถูกเศษใบไม้ เราก็คิดว่า ความกลัวและสิ่งที่น่ากลัวกำลังมา และมาในขณะที่เราอยู่ในอาการใด เช่น กำลัง เดิน ยืน นั่ง หรือนอน เราก็จะอยู่ในอาการนั้น ไม่เปลี่ยนอาการเป็นอย่างอื่น ขจัดความกลัวและสิ่งที่น่ากลัวให้จงได้ แล้วเราก็ทำตามความคิดนั้น

          ทรงแสดงข้อปฏิบัติของพระองค์

          ครั้นแล้วทรงแสดงข้อปฏิบัติของพระองค์ คือการตั้งสติจนมีอารมณ์เป็นอันเดียว ได้ฌานที่หนึ่งถึงฌานที่สี่ แล้วทรงได้วิชชาและแสงสว่าง ประเภทระลึกชาติได้ในยามต้น ประเภททิพยจักษุเห็นการเกิดการตายของสัตว์ทั้งหลายในยามกลาง ประเภททำลายอาสวะให้สิ้นในยามสุดท้าย

          จากนั้นจึงตรัสสรุปในที่สุดว่า อาจมีผู้คิดว่าพระองค์ยังไม่หมดราคะ โทสะ โมหะ จึงต้องเสพเสนาสนะอันสงัดตั้งอยู่ในป่า ซึ่งไม่ควรคิดเช่นนั้น ด้วยพระองค์ทรงเห็นอำนาจประโยชน์สองอย่าง จึงยังเสพเสนาสนะอันสงัดตั้งอยู่ในป่าคือ

          1. ความอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของพระองค์เอง

          2. ทรงมุ่งอนุเคราะห์คนรุ่นหลัง (เพื่อให้เหล่าสาวกและหมู่ชนผู้ปรารถนาทางพ้นทุกข์ถือเป็นตัวอย่าง)

          ชาณุสโสณิพราหมณ์ก็รับรองว่า ทรงอนุเคราะห์คนรุ่นหลังอย่างแท้จริง แล้วประกาศความเลื่อมใสในพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต... (จากภยเภรวสูตร)

          ทั้งปวงที่แสดงมาข้างต้น จึงเป็นหลักฐานยืนยันความจริงว่า เหตุใดและทำไมเราจึงเห็นว่าพระสงฆ์สายพระป่ากรรมฐานนับแต่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ฟั่น อาจาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย และศิษยานุศิษย์ของท่านอีกมากมายได้สำเร็จเสร็จสิ้นพรหมจรรย์เป็นพระอรหันตเจ้า เป็นผู้พ้นโลก ดังหลักฐานที่เห็นชัดจากอัฐิธาตุได้กลายเป็นพระธาตุด้วยสายตาในปัจจุบัน

          นั่นเพราะองค์หลวงปู่ หลวงพ่อ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์เหล่านั้นได้ดำเนินเจริญตามรอยพระบาทแห่งองค์พระบรมศาสดา ดังที่ได้ทรงแสดงไว้ดีแล้ว อย่างมิต้องสงสัย


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com