
พระอาสวักขยญาณ
ระยะหลังมานี้ มีคนถกเถียงกันมากเกี่ยวกับนิพพานเป็นอัตตา หรืออนัตตา บางสำนักยืนยัน ‘นิพพานเป็นอัตตา’ จนกลายเป็นกรณีพิพาทใหญ่โตมาแล้วเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ผู้ศึกษาธรรมและผู้ปฏิบัติที่ยังไม่ถึงฝั่ง ต่างมีความลังเลสงสัย
หลายท่านถามผู้เขียน... “มีความเห็นอย่างไร?”
ภูเตศวรยังไม่นิพพาน!
จึงยืนยันไม่ได้ว่า นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา
หากแวะเวียนไปวัดป่าหนองแซงบ่อย... บนศาลามีรูป ‘หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน’ พร้อมประโยคเป็นตัวหนังสือเด่นชัด
...จะอัตตาหรืออนัตตา ก็เป็นเพียงหนทางสู่พระนิพพาน!
แปลตามแบบคนปัญญาน้อยอย่างผู้เขียน น่าจะหมายความว่าทุกอย่างเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับก้าวสู่หนทางพ้นทุกข์มากกว่าประการอื่น และยากอธิบายด้วยภาษาพูด
พระนิพพานน่าจะหมายรู้ได้ด้วยจิตอันบริสุทธิ์มากกว่าจะสรรหาประโยคคำพูดใด ๆ มาแสดงให้คนเข้าใจมากกว่าประการอื่น ถึงถ้อยดำรัสแห่งองค์พระบรมศาสดาที่ว่า
‘...ปัจจัตตัง เวทิ ตัพโพ วิญญู หิติ’
วิญญูชนพึงปฏิบัติเองรู้ได้ด้วยตน นั่นแล...
ฉะนั้นนักปฏิบัติที่ดีอย่าถกเถียงในเรื่องที่ตนยังไปไม่ถึง เพราะต่อให้เถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงก็ยังไม่พบพระนิพพาน เมื่อไม่พบก็ไม่รู้สภาวะนั้น นอกจากพบตัวโทสะและโมหะของตนมากกว่าประการอื่น ในขณะกำลังถกเถียงกันด้วยการคาดคะเนตามจริตนิสัย ซึ่งเรียนรู้จากปัญญาภายนอก..จากตำราและการฟัง
ไม่ต้องพูดถึงสภาวะแห่งพระนิพพานหรอกครับ เอาแค่ ‘จิตสงบ’ หรือ ‘จิต’ ที่ได้สมาธินี่ก็พอ คนที่ยังทำไม่ได้จะหาใครมาอธิบายร้อยคนพันคน
...คนฟังก็ยากจะเข้าใจ ว่าสมาธิ...เป็นยังไง จิตสงบในขั้นอัปปนาสมาธิเป็นเช่นไร?
คงเพราะเหตุนี้กระมัง ครูบาอาจารย์ระดับสูง ๆ ที่ท่านพ้นโลกแล้ว ท่านจึงไม่เน้นเรื่องการเล่าการบอกเรื่องราวแห่งพระนิพพาน แต่จะเน้นสอนลูกศิษย์ลูกหาไปในทางการปฏิบัติตนเฉพาะ เรื่องศีล ทาน ภาวนา (สำหรับโยม) ส่วนลูกศิษย์ที่เป็นภิกษุก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลัก เพราะท่านรู้ว่า...
นั่นคือหนทางก้าวสู่ความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง และเป็นหนทางสายเดียวสำหรับก้าวสู่แดนพระนิพพานอย่างแน่นอน
ถึงตรงนั้น เมื่อรู้เอง...เห็นเอง ยังต้องให้ใครอธิบายให้ฟังอีก...จริงไหม?
ตัวอย่างชัด ๆ ก็เหมือนเราไม่เคยไปเชียงใหม่นั่นแหละ ฟังแต่เขาเล่าก็จินตนาการไป อีกฝ่ายก็ฟังมาเหมือนกัน เสร็จแล้วมาเถียงกันเองโดยไม่เคยเห็น ทางเดียวที่จะรู้จริงคือ ต้องไปเห็นด้วยตนเอง และคนเคยไปเขาก็บอกชัดว่าจะไปเชียงใหม่ไปได้โดยวิธีใด เอาวิธีนั้นมาใช้เถิด ไปถึงก็รู้เห็นชัดแจ้งด้วยตนแหละ
กับตรงนี้ต้องขอกล่าวถึง ‘พระอาสวักขยญาณ’ สักนิด ด้วยพระอาสวักขยญาณคือเครื่องมือขจัดอาสวกิเลสให้สิ้นลง ถ้าอาสวกิเลสไม่สิ้นก็ไม่สามารถพ้นทุกข์เข้าสู่นิพพานได้
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ถือพระอาสวักขยญาณเป็นความรู้สำคัญสูงสุดของพุทธศาสนา ฉะนั้นแม้เราท่านจะยังไปไม่ถึงไหน หากควรรู้จักหน้าตาของอาสวะให้เป็นข้อสังเกตเอาไว้ก็ดีแบบรู้ไว้ใช่ว่า
อาสวะ แปลความตรง ๆ ก็คือ ธรรมชาติที่หมักดองจิตใจ ทำให้จิตใจแปรสภาพเป็นสิ่งเศร้าหมองบูดเหม็น เป็นทุกข์เดือดร้อน ท่านจำแนกไว้เป็น 4 ประการดังนี้
1. ทิฏฐาสวะ อาสวะคือทิฐิ ได้แก่ความเห็นเป็นเหตุให้ยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอัตตาตัวตน เป็นแก่นสาร ทิฐิที่ทำให้เป็นเหตุยึดถือตัวตนนั่นคือ ภวทิฐิ ส่วนฝ่ายหนึ่งเห็นไม่มีอัตตา เห็นว่าไม่ดีแน่ เห็นเป็นของขาดสูญ ตายแล้วสิ้นเรื่อง เรียกว่า วิภวทิฐิ 2 ประการนี้เป็นไปเพื่อความก่อทุกข์ จึงจัดเป็นความเห็นผิดอันควรกำจัด เมื่อเจริญวิปัสสนาเห็นขันธ์ 5 โดยไตรลักษณ์เมื่อใด ทิฐิเช่นนี้จะถูกกำจัด
2. กามาสวะ อาสวะคือกาม ได้แก่ความคิดในกามารมณ์ คือ รูป รส กลิ่น เสียง และโผฏฐัพพะ (สิ่งสัมผัสกาย) ที่เรียกว่ากามราคะบ้าง กามฉันทะบ้าง มีความพอใจติดพัน ความลุ่มหลงในกามวัตถุ ครั้นไม่สมหวังหรือได้สิ่งไม่พึงใจ ย่อมเกิดความโกรธแค้นขุ่นข้องหน่ายแหนง ถ้าสมหวังก็เพลิดเพลินมัวเมาจนหลงลืมตัว ความรู้สึกทั้ง 2 ฝ่ายนี้แลเรียก กามาสวะ เป็นเครื่องหมักดองจิตใจให้เศร้าหมอง ความพออกพอใจในกามารมณ์สามัญทั่วไปมีลักษณะให้อาลัยอาวรณ์ในสิ่งที่ตนพอใจนั้น ๆ
3. ภวาสวะ อาสวะคือภพ ได้แก่ภวราคะ ความพอใจอาลัยในภพ คือภาวะที่เป็นนั้น ๆ ภายในจิตใจของตนที่เรียกว่า รูปราคะ ความติดใจในรูป ฌาน แสดงตัวออกเป็นกิเลสอย่างหยาบคือ ภวตัณหา ทะยานอยากไปเกิดในภพที่พอใจ อย่างกลางคือ โสมนัส ความดีใจเมื่อสมหวัง โทมนัส ความเสียใจเมื่อไม่สมหวัง อย่างละเอียด คืออุเบกขาสุขในฌาน และมานะถือตัว
4. อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา คือความไม่รู้ หรือความรู้ไม่แจ่มแจ้ง ซึ่งสิ่งนั้น ๆ เป็นเหตุให้หลงและสำคัญผิด เข้าใจผิด เห็นผิดไปต่าง ๆ แสดงออกเป็นกิเลสอย่างหยาบ คือ มิจฉาทิฐิต่าง ๆ และวิภวตัณหา อยากดับสูญไม่เกิดอีกโดยความเข้าใจผิดไปว่า ตายแล้วสิ้นเรื่องเพียงนั้น อย่างกลางคือ... อรูปราคะ ความติดใจในอรูปฌาน อย่างละเอียด คือ อุทธัจจะ ความฟุ้งของจิต หรือความสะเทือนใจตื่นเต้นในธรรม คือภาวะที่เป็นไปในจิตชั้นสูงที่ท่านเรียกว่า ธรรมอุทธัจจะ และตัวอวิชชาเอง
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค และทิพยอำนาจกล่าวไว้ชัดเจนว่า วิธีเจริญอาสวักขยญาณอย่างรวบยอด สำหรับผู้ปฏิบัติจริง ๆ คือ การเข้าฌานอันเป็นที่ตั้งสำหรับวิปัสสนาทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว แล้วกำหนดสำเหนียกสิ่งที่ปรากฏในจิตใจขณะนั้นด้วยไตรลักษณ์ (การเจริญวิปัสสนา ไม่ว่าวิธีใดและขั้นใดจะต้องมีพระไตรลักษณญาณ เป็นเครื่องชี้ขาดเสมอ) เมื่อเกิดความรู้เห็นโดยไตรลักษณ์แจ่มแจ้ง จิตก็ผ่องแผ้วพ้นอาสวะทันที
การสำเหนียกพิจารณาในฌานเช่นนี้จะเป็นไปโดยอาการสุขุมประณีต นุ่มนวล แผ่วเบา ไม่รู้สึกเหมือนทางประสาท เหมือนการคิดอ่านธรรมดาทางสมอง นั่นหมายถึงผู้ปฏิบัติต้องทุ่มเทกำลังกาย ใจ ลงในการปฏิบัติสมถกรรมฐานให้ได้ฌาน ให้ได้ฐานทางจิตใจก่อน จึงพิจารณาไตรลักษณ์ดังกล่าว จะสำเร็จได้ผลเร็วกว่าวิธีใด ๆ
เมื่ออวิชชาอันเป็นรากแก้วของกิเลสทั้งหลายดับไป กิเลสทั้งหลายก็จะถูกกำจัด เมื่อกิเลสถูกกำจัด กรรมอันเป็นตัวเหตุก่อนามรูปในกำเนิดต่าง ๆ ก็ถูกทำลายตาม ทุกข์ทั้งหลายอันเป็นผลของกิเลสและกรรมก็สิ้นสุด จะมีก็คือนามรูปปัจจุบันอันเป็นวิบากขันธ์ ถ้ายังอยู่ก็เสวยผลของมันไปจนกว่าจะสลายไป เมื่อนามรูปปัจจุบันสลายแล้วนามรูปใหม่ก็ไม่มีอีก เป็นอันหมดสิ่งที่ต้องเกิดตายเพียงนั้น
จากนั้นไปก็มีแต่สภาวะที่ปราศจากทุกข์โดยส่วนเดียว ดำรงอยู่ในสภาพปราศจากทุกข์ตลอดนิรันดร์ เมื่อรู้จักอาสวะทั้ง 4 ประการตามเป็นจริงรู้เหตุเกิดอาสวะ รู้จักที่สิ้นอาสวะ ย่อมสามารถทำลายอาสวะเด็ดขาดได้ ชื่อว่าได้บรรลุอาสวักขยญาณด้วยประการนี้ และผู้บรรลุอาสวักขยญาณ คือผู้ก้าวสู่พระนิพพานแดนแห่งการสิ้นทุกข์อย่างแท้จริง
พิจารณาอย่างนี้ ทำตามอย่างนี้ ดีกว่าจะมานั่งเสียเวลาถกเถียงกันว่า นิพพานนั้นเป็นอัตตา หรืออนัตตากันแน่...จริงไหมครับ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com