
ฆราวาสธรรม
เรื่องของเรื่อง คือมีคำถามมาจากแฟนธรรมะ 5 นาทีว่า หน้าที่ของพระภิกษุในพุทธศาสนานอกจากการปฏิบัติตนในพระวินัยที่พระบรมศาสดาได้ทรงบัญญัติไว้แล้ว และปฏิบัติธรรมแสวงหาความพ้นทุกข์แล้ว เหล่าสาวกควรปฏิบัติกิจใดอีก
คำถามสั้น...ดูเหมือนง่ายกับการหาคำตอบ ทว่าหากต้องการความละเอียดครอบคลุมชัดเจน ต้องหยุดคิดนานพอควร นอกจากหยุดคิดแล้ว ต้องเปิดตำราค้นและคว้ามาเขียนตอบอีกด้วย
ในมหาปรินิพพานสูตร ได้กล่าวถึงโอวาทธรรมที่ถือเป็นปัจฉิมโอวาทก่อนที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานในไม่กี่นาทีต่อมา ปรากฏหลักฐานชัดเจนดังนี้
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า...สังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมสูญสิ้นไปเป็นธรรมดา ขอให้ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”
อยากให้สังเกตข้อความในพุทธโอวาทที่ว่า ‘จงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท’ ให้ชัดเจนอีกครั้ง การยังประโยชน์ตนคือการประพฤติตนปฏิบัติตนเพื่อมุ่งหน้าสู่ความพ้นทุกข์ ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นที่มาของมรรคสี่...ผลสี่...นิพพานหนึ่งนั่นเอง
สำหรับการยังประโยชน์ท่าน...แปลความง่าย ๆ คือการทำประโยชน์ให้ หรือเพื่อผู้อื่นในสังคมด้วยบุญกิริยาต่าง ๆ อย่างเช่นการให้ทานเป็นต้น การให้ทานก็มิได้หมายความถึงการบริจาคทรัพย์สินประการเดียว แต่หมายถึงความรู้...ทั้งหลาย ความเมตตา การให้อภัยก็เป็นทานอันประเสริฐในคติแห่งพุทธศาสนาเช่นกัน
ก่อนจะกล่าวถึง ‘หน้าที่’ ของพระภิกษุในการยังประโยชน์ท่าน ที่นอกเหนือจากการยังประโยชน์ตนเพื่อมรรคผลนิพพานแล้ว แม้แต่การสงเคราะห์เหล่าภิกษุด้วยกัน ก็เป็นหน้าที่ เป็นกิจอันจำเป็นที่จะละเลยมิได้ คำว่าสงเคราะห์มิเพียงเรื่องการอยู่อาศัย ปัจจัยสี่ในเรื่องอุปโภคบริโภคก็เช่นกัน ต้องเกื้อกูลกันตามวิสัยสมควร มิเช่นนั้นถือเป็นผิดวินัย นอกจากนั้นภิกษุผู้มากพรรษาด้วยอาวุโสยังต้องสงเคราะห์การว่ากล่าวตักเตือน แนะนำแต่ภิกษุผู้อยู่ใต้อาณัติด้วย กระนั้นด้วยพระปรีชาญาณแห่งพระตถาคตเจ้ายังทรงแสดงไว้ให้ภิกษุที่ปรารถนาว่ากล่าวหรือตำหนิภิกษุอื่นพึงพิจารณาองค์ประกอบ 5 ประการเกี่ยวกับตนเองก่อน ดังนี้
1. ตนเองมีความประพฤติทางกายอันปราศจากข้อที่น่าตำหนิหรือไม่
2. ตนเองมีความปรารถนาดีต่อเพื่อนสหธรรมิกและไม่มีความริษยาต่อเนื่องอย่างแท้จริงหรือไม่
3. ตนเองเป็นผู้ศึกษาเล่าเรียนดีแล้วในหลักธรรมหรือไม่
4. ปาติโมกข์สังวรของตนเองมีความสมบูรณ์พร้อมหรือไม่
5. ผู้ที่จะว่ากล่าวภิกษุอื่น พึงพิจารณาว่าคำตำหนิว่ากล่าวของตนมีเหตุผลหรือไม่ มีข้อเท็จจริงเป็นข้อตำหนิที่ผ่านการกำหนดพิจารณาอย่างถ้วนถี่...เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ภิกษุอื่นอย่างแท้จริงหรือไม่ (พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย)
เป็นที่รู้กันแล้วว่า ชีวิตอันสมบูรณ์ของชาวพุทธ คือชีวิตแห่งการสร้างประโยชน์... เมื่อสร้างประโยชน์ตนแล้วต้องสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ไม่เว้นแม้แต่หมู่คณะดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น หากภิกษุในบวรพุทธศาสนา นอกจากการบำเพ็ญธรรมแล้ว ก็ต้องบำเพ็ญประโยชน์ต่อพุทธบริษัท ซึ่งตรงกับสิงคาโลวาทสูตร ที่ว่า...
ภิกษุควรอบรมสั่งสอนฆราวาสหรือชาวบ้าน ที่เรียกว่า ‘ฆราวาสธรรม’ ดังนี้...
1. ห้ามปรามจากความชั่ว...
2. ให้ตั้งอยู่ในความดี สองข้อนี้อยู่ในกรอบของศีล คือความประพฤติตนให้อยู่ในศีลธรรม
3. อนุเคราะห์ด้วยความปรารถนาดี (เป็นกระแสเมตตาของภิกษุที่ปรารถนาให้สัตว์โลกอยู่เย็นเป็นสุข ช่วยเหลือในกิจอันควรแก่ญาติโยมตามวาระ -ผู้เขียน)
4. ให้ได้ฟังในสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง (การให้ความรู้แก่ญาติโยม)
5. ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง (การประพฤติปฏิบัติเป็นหน้าที่ของภิกษุที่ต้องนำพาญาติโยมกระทำให้รู้จริงเห็นจริง)
6. บอกทางสวรรค์ คือทางชีวิตที่มีความสุขความเจริญให้ (การแสดงธรรมตามวาระและโอกาสอันควรแก่ฆราวาส)
นั่นคือ ‘ฆราวาสธรรม’ ที่แสดงไว้ในสิงคาโลวาทสูตร ซึ่งผู้เขียนขอสรุปต่อท้ายว่า พระภิกษุที่อาศัยข้าวปลาอาหารจากฆราวาสมาขบฉันเพื่อต่อธาตุขันธ์ มีชีวิตไว้สำหรับการปฏิบัติธรรมหาความหลุดพ้นเพื่อประโยชน์ตนแล้วนั้น ภิกษุย่อมต้องนำความรู้ที่ปฏิบัติมาสงเคราะห์ญาติโยมด้วยการขจัดความยึดถือผิด ๆ หันมาถือศีล...สอนให้กำจัดมิจฉาทิฐิของชาวบ้าน ปลูกฝังสัมมาทิฐิคือความเห็นชอบประกอบสัมมาอาชีพ จะเลิกอบายมุข รู้จักฝึกหัดเจริญสติ รู้จักใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผล จนเป็นที่พึ่งของตนได้ และท้ายสุดคือ เข้าใจความหมายแห่งพระรัตนตรัย อาศัยไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่งที่เคารพได้อย่างแท้จริง
ทั้งปวงคือ ‘หน้าที่’ หรือ ‘กิจ’ ของภิกษุที่ควรกระทำนอกเหนือจากการประพฤติปฏิบัติเพื่อก้าวสู่มรรคผลนิพพาน ที่เป็นหน้าที่โดยตรงของเหล่าสาวก แห่งพระบรมศาสดา
พบกันฉบับหน้าครับ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com