
เข้าถึงไตรสรณคมน์
ผ่านไปแล้วสำหรับงานทำบุญแซยิดครบรอบอายุ 72 ปี ของพระเดชพระคุณหลวงปู่เสน ปัญญาธโร เจ้าอาวาสวัดป่าหนองแซง จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม (2549) ที่ผ่านมา ปีนี้ลูกศิษย์ลูกหาทั้งฝ่ายภิกษุ-ฆราวาสหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ มาร่วมงานแสดงมุทิตาจิตอย่างล้นหลาม เฉพาะฝ่ายสงฆ์ที่มาร่วมงานบุญครั้งนี้มีมากถึง 72 วัด เท่ากับอายุขงหลวงปู่อย่างน่าอัศจรรย์
เหตุเพราะเมื่อวันทำบุญวันเกิดครบ 72 ปีของหลวงปู่เสน และท่านได้เมตตาเทศนาโปรดญาติโยมในวันนั้นมีประโยคหนึ่งที่ท่านกล่าวไว้ว่า
“เป็นชาวพุทธ...อย่างน้อยต้องเข้าถึงพระรัตนตรัย เข้าถึงไตรสรณคมน์ ใคร...ผู้ใดถึงตรงนี้ เรื่องมรรคผลจึงจะเป็นไปได้โดยง่าย”
และเพราะประโยคนี้ของท่าน ทำให้ผู้เขียนต้องขอนำมาวิสัชนาต่อเพื่อความเข้าใจอีกครั้ง ด้วยรู้ว่าโดยปกติเราท่านจะเคยกล่าวคำว่า...พุทธัง สรณัง คัจฉามิ... ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ มาแล้วทั้งสิ้น
หากการ ‘เข้าถึง’ พระรัตนตรัยหรือไตรสรณคมน์ มิได้หมายถึงการพร่ำสวดพร่ำบ่นบทแห่งพระคาถานั้นประการเดียว ทว่าการเข้าถึง หมายถึงเข้าถึงตัวพระรัตนตรัยจริงๆ รู้จักพระรัตนตรัยจริง ๆ คนที่จะเข้าถึงได้จนกระทั่งเอามาเป็นที่ยึดถือเป็นที่พึ่งทางใจได้นั้น ต้องศึกษา พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ให้เข้าใจอย่างละเอียดประณีต จนลึกซึ้งว่า อานุภาพแห่งพระรัตนตรัยนั้นมีจริง และสามารถแก้ทุกข์ช่วยเหลือเราได้จริง ๆ
ครูบาอาจารย์กล่าวไว้ว่า การเข้าถึงพระรัตนตรัยจริง ๆ นั้นต้องเข้าถึงด้วยจิตใจ...คือรู้เห็นจริงด้วยจิต นั่นคือสมาธิจิต จนกล้ากล่าวว่า แม้ใครสักคนสามารถภาวนาจนจิตรวมเป็นสมาธิเข้าสู่ความสงบได้ คนนั้นจะเชื่อและรักพระพุทธเจ้าอย่างสุดหัวใจ และท้ายสุดจะรู้คุณแห่งพระพุทธเจ้าอย่างมิพักสงสัย
ความรู้เห็นจริง...ด้วยปัญญาภายในจะทำลายวิจิกิจฉาคือความลังเลสงสัยในพระธรรมคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาลงอย่างสิ้นเชิง ความสิ้นสงสัยในกรรมคือการกระทำดีกระทำชั่ว เชื่อว่าผลของกรรมมีจริง เชื่อในมรรคอันมีองค์แปดจะนำพาตนสู่ความพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง ย่อมเป็นบาทฐานแรกของการก้าวสู่ความเป็น ‘อริยชน’ เพราะสมเด็จพระบรมศาสดาทรงตรัสไว้ชัดแจ้งว่า...ผู้เข้าสู่โสดาบัน หรือผู้มีดวงตาเห็นธรรม หรือเข้าสู่กระแสพระนิพพานนั้นต้องเริ่มด้วย
การปราศจากวิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัยในคุณแห่งพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง ต่อด้วยสีลัพพตปรามาส คือการไม่ลูบคลำศีล คือมีศีลประดับใจในทุกเวลา ท้ายสุดคือ การละ...สักกายทิฐิ คือการยึดมั่นถือมั่นด้วยตัวตนของตนเอง
เมื่อจิตใจเข้าถึงพระรัตนตรัยจะรู้สึกเสมอว่าในโลกนี้เป็นมายา ไม่มีสิ่งใดจะยึดเหนี่ยวและเป็นที่พึ่งได้เท่ากับพระรัตนตรัย แม้แต่ในเวลาจะตายทุกคนย่อมจะรู้แน่แก่ใจ เงินทองหรืออิทธิพลใดก็ช่วยไม่ได้ แต่สำหรับผู้ที่เข้าถึงพระรัตนตรัย แม้กำลังจะตายเขาก็รู้สึกอบอุ่นมั่นใจว่าความตายไม่ได้ทำให้ตนสูญเสียอะไร มิหนำซ้ำยังถือเป็นประโยชน์ เพราะบนหนทางที่ต้องก้าวเดินจะสุขสงบและดีขึ้นกว่าที่เป็น
เพราะจิตที่เข้าถึงพระรัตนตรัยแล้ว ย่อมมีสุคติภูมิเป็นที่หมายได้เป็นอย่างน้อย หรือแม้ต้องเกิดใหม่ในโลก กุศลนี้จะทำให้ตนมีนิสัยมีปัจจัยก้าวสู่ความพ้นทุกข์ได้โดยง่าย
เพราะเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น จึงไม่แปลกใจใด ๆ ที่พระเดชพระคุณหลวงปู่เสน ปัญญาธโร จึงกล่าวได้ชัดเจน
“เพราะจิตของมนุษย์เป็นจิตหลอกจิตหลงที่ยังพึ่งพาตนเองไม่ได้ จึงต้องอาศัยพระรัตนตรัย อาศัยคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า เป็นที่พึ่งที่อาศัย และเมื่อใดสามารถเข้าถึง...รู้คุณของพระรัตนตรัยอย่างจริงแท้แน่นอนไม่สงสัย วันนั้นแหละจะถือว่าจิตสามารถพึ่งพาอาศัยได้ จิตที่พึ่งพาอาศัยได้จะนำพาสู่ความพ้นทุกข์ได้ในที่สุด”
เขียนถึงตรงนี้ทำให้ย้อนคิดไปเมื่อปี 2540 บนสำนักสงฆ์ภูขี้กะโตด ด้วยความเมตตาของหลวงปู่เสน ที่เคี่ยวกรำลูกศิษย์คนหนึ่งจนน้ำตาตกคนเดียวบนภูเขาที่เงียบเหงา ทุกข์แสนสาหัสนั้นทำให้เห็นคุณแห่งพระรัตนตรัยขึ้นในจิตใจ จากนั้นเมื่อสึกหาลาเพศออกมา จึงมุ่งมั่นทดแทนคุณด้วยการทำงานพระศาสนามายาวนาน จนหลายคนเคยถามด้วยความสงสัย...
“...ทนมาได้ยังไงตั้งหลายปี...ไม่เหนื่อยหรือ?”
คงต้องอาศัยประโยคของหลวงปู่ที่กล่าวกับพระสงฆ์กว่าร้อยรูปบนศาลาวัดป่าหนองแซง ตอบแทนคำพูดตัวเอง
“ถ้าผมไม่ทรมานแม้วมาอย่างหนัก ถ้าไม่ให้แม้วผ่านทุกข์อย่างสาหัส...งานทั้งหมดจะเสร็จอย่างวันนี้หรือ?”
จริงของหลวงปู่ครับ...ถ้าไม่เพราะพระสังฆคุณ คุณของครูบาอาจารย์ในวันนั้น ภูเตศวรคงไม่มีวันนี้แน่นอน โดยเฉพาะงานสร้างบุญบารมี ไม่ว่าวัดป่าชนะสงคราม ศาลาวัดป่าพอก มูลนิธิปัญญาธโร โรงเรียนปัญญาประชาสรรค์ มีหรือจะจบสิ้นลงโดยง่ายเพราะเคยผ่านทุกข์หนักหนามาแล้ว ทุกข์อื่น ๆ ก็น้อยลงสำหรับตน
ในวาระครบรอบอายุ 72 ปี ของหลวงปู่ผู้เป็นครูบาอาจารย์ ลูกศิษย์ขอกราบเท้ามาด้วยความรักเคารพอย่างสุดหัวใจ และขอให้หลวงปู่มีอายุมั่นขวัญยืนเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่ลูกหลาน ศิษยานุศิษย์ตราบนานเท่านานด้วยเทอญ
สาธุ!

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com
