
จิต...กับ เจตสิก
เมื่อกล่าวถึงจิต...คนทั่วไปจะเข้าใจ...จิตคือจิตใจ คือ มโน...หรือวิญญาณ ซึ่งคำว่าวิญญาณในความหมายแท้จริงของพุทธศาสนาก็มิได้หมายถึงผีหรือคนที่ตายไปแล้ว เพราะผีหรือคนที่ตายไป พุทธศาสนาเรียกว่า โอปปาติกะ
เพราะเหตุดังกล่าว จิต วิญญาณ มโน สามคำนี้จึงแปลได้ตรงกันคือ ‘ใจ’ อันเป็นการรับรู้ อย่างเวลาที่เรามองเห็น หรือรับรู้ถึงกลิ่น พุทธศาสนาจึงใช้คำว่า จักษุวิญญาณ หรือฆานวิญญาณ แปลตามศัพท์ตรง ๆ ก็คือ วิญญาณที่เกิดขึ้นทางตา กับวิญญาณที่เกิดขึ้นทางจมูก อย่างได้ยินทางหูก็เรียกโสตวิญญาณ อย่างนี้เป็นต้น
เมื่อเป็นอย่างนั้น เมื่อตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น สมองนึกคิด ตาเห็น คือวิญญาณเห็น หูได้ยินคือวิญญาณได้ยิน จมูกได้กลิ่นคือวิญญาณได้กลิ่น สมองนึกคิดคือวิญญาณนึกคิด จึงเท่ากับในเวลาที่มีร่างกายอันเป็นธาตุทั้งหลายเกิดขึ้นในท้องมารดา วิญญาณที่มีมาก่อนแล้วได้เข้ามาอาศัยและควบคุมร่างกายนั้น
เมื่อพิจารณาให้เห็นชัด จะทำให้เข้าใจแจ่มชัดว่า วิญญาณกับร่างกายจึงไม่ใช่สิ่งเดียวกัน กายเป็นรูปธรรม ส่วนวิญญาณคือนามธรรม
จิต-เจตสิก...คำสองคำนี้มักจะได้ยินพร้อม ๆ กันเสมอ และคนทั่วไปมักจะเข้าใจความหมายไม่ถูกต้อง
เจตสิก เรียกและแปลตามศัพท์ตรง ๆ ได้ความหมายว่า ‘สิ่งที่เกิดกับจิต’ หรือ ‘ประกอบอยู่กับจิต’ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็สามารถพูดได้ว่า เจตสิกนี้มีความหมายเฉพาะอยู่เพียงสามประการคือ เวทนา สัญญา และสังขาร
มาถึงตรงนี้ขออธิบายต่อ โดยเฉพาะคำว่า เวทนา ที่เราในปัจจุบันมักจะเข้าใจว่าเป็นความน่าสงสาร เช่น ‘น่าเวทนาจัง’ หากในความหมายทางพุทธศาสนาโดยแท้นั้น ‘เวทนา’ เป็นอาการของความรู้สึกทางจิต ถ้ากำลังทุกข์คือทุกขเวทนา ถ้ากำลังสุขคือสุขเวทนา ถ้ารู้สึกเฉย ๆ กลาง ๆ เรียกว่า อุเบกขาเวทนา
ส่วนคำว่าสัญญา คือความจำได้หมายรู้ หรือการกำหนดหมายเพื่อให้จำ มาถึงคำว่าสังขาร...คำคำนี้จะเป็นอีกคำที่มีความหมายผิดแผกแตกต่างไปมากระหว่างทางโลกกับทางธรรม โดยปกติของทางโลก คำว่า ‘สังขาร’ จะหมายถึงร่างกายสังขารของคนเรา ทว่าทางพุทธศาสนาหมายถึงความรู้สึกนึกคิด การปรุงแต่งในความคิดข้างฝ่ายกุศลและอกุศล ถ้าจะให้พูดลึกไปกว่านั้นก็ต้องกล่าวว่า สิ่งที่เป็นบุญเป็นบาป ความดีความชั่วที่อยู่ในจิตใจฝังลึกอยู่ในสันดานนั่นเอง ซึ่งเรื่องเหล่านี้มองไม่เห็น...จับต้องไม่ได้ เป็นลักษณะของนามธรรม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราแบ่งตัวเราออกเป็น 5 ส่วนอย่างที่เรียกกันว่าขันธ์ 5 ส่วนที่เป็นร่างกาย ท่านเรียกว่ารูป อีกสี่คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ทั้ง 4 ประการนี้เป็นนามธรรมที่จับต้องไม่ได้
ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า เวทนา สัญญา สังขาร รวมแล้วเรียกว่า เจตสิกที่แปลได้ตรง ๆ ว่า ‘สิ่งที่เกิดกับจิตหรือวิญญาณ’ หรือ ‘สิ่งที่ประกอบอยู่กับวิญญาณ’ นั่นจึงหมายความอย่างชัดเจนว่า...
วิญญาณ...ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใด...แห่งหนไหนก็ย่อมต้องมี เวทนา สัญญา สังขาร สามสิ่งนี้เป็นตัวประกอบทั้งนั้น
เพราะสามสิ่งดังกล่าวเป็นคุณสมบัติของวิญญาณด้วยการจะได้ยิน ได้กลิ่น รส...การสัมผัส การนึกคิดต่าง ๆ ขึ้นมา ต้องอาศัยเวทนา สัญญา สังขาร เหล่านี้เป็นปัจจัยทั้งสิ้น...
ถึงตรงนี้ก็ต้องสรุปสั้น ๆ อย่างนี้ครับ...เราท่านทั้งหลาย ประกอบด้วยกายกับจิต หรือกายกับวิญญาณ กายประกอบด้วย ดิน...น้ำ ลม ไฟ และความว่าง คืออากาศธาตุ จิตหรือวิญญาณประกอบด้วย เวทนา สัญญา และสังขาร โดยฝ่ายหนึ่งเป็นรูป อีกฝ่ายหนึ่งเป็นนาม
...รูปนามนี้ที่เรียกว่าขันธ์ 5...ครับผม!
และตราบใดที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในชาติภพก็ต้องอาศัยรูปนามอันเป็นขันธ์ 5 เป็นเครื่องอาศัยอย่างแน่นอน
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com