
ระยะนี้ ไม่ว่าจะไปทางไหน...หนใด ล้วนได้ยินแต่เสียงพร่ำบ่นของชาวบ้านร้านถิ่น เกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในขณะนี้ แถมพกด้วยการได้เห็นข่าวนักธุรกิจใหญ่ “ฆ่าตัวตาย”
หนีมรสุมค่าเงินบาทลอยตัวด้วยแล้ว ยิ่งทำให้หดหู่มากขึ้นไปอีก
เจอกับตัวเองมาสด ๆ ร้อน ๆ คือวันเปิดเทอม พ่อแม่ไม่มีค่าเทอมให้ลูก หลายรายต้องหยุดเรียนกลางคัน ด้วยเหตุผลสั้น ๆ
...ค่าเทอมไม่มี!
เมื่อวันวานเจอคุณ อนุชิต ปุรสาชิต ลูกศิษย์ก้นกุฏิของหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล แห่งวัดป่าสันติกาวาส ท่านมาทำธุรกิจส่วนตัวที่กรุงเทพฯ ก็เลยได้คุยกัน เนื้อหาส่วนใหญ่ก็คือเรื่องบุญทาน กับย้อนภาพหนหลังครั้งหลวงปู่บุญจันทร์ท่านยังไม่ละสังขารด้วยความเคารพรัก
มีอยู่ตอนหนึ่งคุณอนุชิตเล่าให้ฟังว่า...ก่อนหลวงปู่มรณภาพไม่นาน ท่านเหมือนจะรู้ว่า ชาติบ้านเมืองจะก้าวสู่ยุคตกต่ำด้านเศรษฐกิจด้วยข้าวยากหมากแพง (สมัยนี้ต้องเปลี่ยนจากหมากมาเป็นน้ำมัน) ในไม่ช้า เพราะหลวงปู่กล่าวเตือนคุณอนุชิตว่า...
“ตั้งสติให้มั่นเข้าไว้นะ การทำมาหากิน การประกอบอาชีพใด ๆ ก็ตาม ต้องไม่ประมาท อะไรจะเกิดขึ้นก็อย่าตกใจ ตั้งสมาธิให้มั่นจะมีปัญญาแก้ไข มันจะเป็นยังไงก็ช่างมัน ทำตัวให้เป็นปกติ ให้เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น...แล้วทุกอย่างจะดีเอง...”
คุณอนุชิตก็เป็นนักธุรกิจ มีธุรกิจส่วนตัวหลาย ๆ อย่าง ฉะนั้นอย่าแปลกใจว่าท่านเองก็ประสบมรสุมเหมือน ๆ กับนักธุรกิจท่านอื่น ๆ เช่นกัน
หากแต่เพราะคำสั่งสอนของหลวงปู่...เพราะบารมีธรรมอันยิ่งยงที่คุณอนุชิตเชื่อมั่น ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาลุล่วงมาได้ด้วยดี...
วันนี้ที่ผู้เขียนยกเรื่องราวเหล่านี้มากล่าว ก็เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจของชาติยังจะต้องซบเซาต่อไปจนถึงปีหน้า ปัญหาการทำธุรกิจขาดทุน ปัญหาคนว่างงาน ปัญหาผู้ปกครองไม่มีเงินส่งลูกเรียน ยังจะตามมาอีกเป็นระลอก ๆ
บอกตรง ๆ ครับ ว่าห่วงใย...ห่วงใยกับความคับแค้นที่จะเกิดกับคนไทยอีกหลายล้านคน...
และหลายล้านคน หลายล้านความคิดจะสิ้นหวังจนตัดสินใจใช้อารมณ์มากกว่าปัญญา
คนอ่อนแอทางจิต ตามภาษาพระสายกรรมฐานเรียกว่า... “...จิตหลอก จิตหลง จิตพึ่งตนไม่ได้” จะพัดพาให้มนุษย์ก่อกรรม
“หิว” ก็ก่อคดี ถ้าจิตเป็นไปเพราะความแค้นความพยาบาท
“แพ้” ก็คิดฆ่าตัวตาย ถ้าจิตอยู่ในประเภทอ่อนแอไร้สติ ไม่มีความหวังกับชีวิต
ศาสนาพุทธสอนเราให้ระมัดระวังไม่ให้จิตเศร้าหมอง รักษาจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ...หลายท่านอาจสงสัย รักษาจิตอย่างไร?
ถ้าตอบง่าย ๆ ก็คือ... “ช้สติเตือนจิต”
หากก็จะมีคำถามถามมาอีก...
“ใช้สติเตือนจิตแบบไหน?”
ครับนี่แหละคือคำถาม-คำตอบที่ผู้เขียนเจตนากล่าวถึงในวันนี้...
โดยธรรมดาแล้ว...ธรรมชาติของจิตแห่งปุถุชนทั่วไป จะคลุกเคล้าอยู่กับสิ่งภายนอกที่ผ่านอายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เข้ามาปรุงแต่งในจิต...สิ่งที่ได้รับเป็นความไพเราะ ความอร่อย ความสบาย ผ่านเข้ามา
จิตก็จะปรุงแต่งเป็นความสุข หากก็เป็นความสุขชั่วคราวแล้วผ่านพ้น ถ้าสิ่งใดคือความหิว ความร้อนหนาว ความไม่ได้ดั่งใจ สิ่งนั้นจะก่อทุกข์
วันนี้...เราอาจยากจนลง ธุรกิจของตนย่ำแย่ และเพราะประการเหล่านี้ทำให้เราไม่พึงใจ...จนกลายเป็นเหตุแห่งทุกข์ขึ้น ทุกข์ก็จะสร้างสัญญาอารมณ์ขึ้น...
จิตเหนื่อยหน่ายพ่ายแพ้ ก็คิดฆ่าตัวตายหนีโลก
จิตขุ่นแค้น ก็ทำลายชีวิตผู้อื่น
อาการของจิตทั้งสองประเภทจะไม่เกิดขึ้น ถ้าเราเข้าใจคำว่า “ตั้งสติ” การตั้งสติคือการหยุดปรุงแต่ง...สลัดความกังวลลงให้ได้ชั่วคราว...
สลัดอย่างไร...สลัดด้วยสมถภาวนา หรือการกำหนดลมหายใจเข้าออกด้วยพุทโธสักระยะ จะมากน้อยไม่สำคัญ จิตจะก้าวลงสมาธิมากน้อยก็ไม่สำคัญ...
ขอเพียงให้ลมหายใจหรือการบริกรรม สามารถดึงความคิดฟุ้งซ่านกลับมาได้สักนิดก็ยังดี...
เมื่อหยุดการบริกรรม หยุดภาวนาหรือกำหนดลมหายใจลง เราหันกลับมามองตัวเอง ภาพตัวเอง เช่น
“เราเกิดมามีอะไรมาบ้าง...?”
“ตายแล้วเราเอาอะไรไปได้บ้าง?”
“ในโลกนี้วินาทีนี้ เรามีความทุกข์อยู่คนเดียวหรือเปล่า?”
ขออนุญาตยกตัวอย่างแค่สามคำถามสำหรับตัวเองก็พอ เพราะถ้าจะเอาให้หมดคงต้องใช้กระดาษหลายหน้า...เมื่อคำถามเกิด...จิตก็จะตอบตัวเอง...
“ไม่มีใครในโลกนำอะไรติดตัวมาได้ นอกจาก “กาย” ตายแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้แม้กระทั่ง ‘กาย’ ไม่มีส่ำสัตว์ใดในโลกปราศจากทุกข์ นอกจากพระอรหันต์เจ้าเท่านั้น...”
ตัวอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดเรียกว่าการ ‘ตรึกธรรม’...ถ้าเรารู้จักการตรึกและตรอง เท่ากับการรู้จักใช้สติพิจารณาความจริง...
ความจริงก็คือ “ธรรมะ” คือ “ความถูกต้อง”
และความถูกต้องจะเป็นหางเสือพาตนพ้นภัย...พ้นทุกข์ได้บ้างไม่มากก็น้อย!
เชื่อผมเถอะครับ ตอนเกิดมาเรามีแต่ตัว และต้องนับหนึ่งใหม่ในทุกภพชาติ...วันนี้ถ้าจะกลับมานับสิบใหม่ (น้อยกว่านับหนึ่งแน่) เพื่อจะไปถึงร้อยอีกครั้ง ก็ยังดีกว่าตายไปนับใหม่ทั้งหมด...
มิหนำซ้ำ...เราหรือจะรู้ อยู่อย่างนี้กับตายไป อันไหนจะดีกว่ากัน แน่ใจหรือว่าตายแล้วจะทุกข์น้อยกว่าตอนมีชีวิต?
สิ่งที่เกิดกับพวกเราทั้งหลายในขณะนี้ แท้ที่จริงพระพุทธองค์เคยทรงรับสั่งมาแล้วทั้งสิ้น...ทุกอย่างเป็นของมันอยู่อย่างนั้น...
ไม่ว่า...ลาภ...ยศ...สรรเสริญ หรือสิ่งใด ย่อมถึงกาลเสื่อมเป็นธรรมดา จริงอย่างที่ท่านพุทธทาสท่านกล่าวโดยแท้ ทุกอย่างในโลกเป็น “ตถตา” ตถตา...คือ มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นนั่นเอง
เป็นอย่างนี้มาชั่วกัปชั่วกัลป์!
สมบัตินี้เป็นของทุกคนในโลก มิได้มีเฉพาะเราท่าน หรือใครคนใดคนหนึ่งแน่นอน
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com