
อัตตาที่บังเกิดด้วยใจ
วันนี้ขอเริ่มต้นด้วยคำถามของท่านผู้อ่านตามสัญญาและคำถามนี้มาจาก คุณชิดชนก ทับสายทอง นครปฐม
“เริ่มต้นทำสมาธิเมื่อไม่นานมานี้เอง หลายคนบอกทำแล้วจะเห็นนิมิต เห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ เรื่องตาทิพย์มีจริงไหม อยากให้อธิบายเรื่องนี้ด้วย”
ถามอย่างนี้ก็คงต้องยกข้อความใน สามัญผลสูตร ๙/๑๐๘ มากล่าวอ้างดังนี้ครับ
“ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอย่างนี้แล้ว เธอก็น้อมจิตไปเพื่อจะรู้การจุติ และการอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ครั้นแล้วเธอก็จะเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติและประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยากด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ซึ่งเห็นอะไรได้มากกว่าจักษุของมนุษย์ และย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ทั้งหลายผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วย กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ส่วนสัตว์โลกเหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ
กำลังอุบัติเลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ซึ่งเห็นอะไรมากกว่าจักษุของมนุษย์ และย่อมรู้จักซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ เปรียบเสมือนมีปราสาทตั้งอยู่ ณ ทางสามแพร่ง ท่ามกลางพระนคร
บุรุษผู้มีจักษุดียืนอยู่บนปราสาทนั้น ก็จะพึงเห็นหมู่ชนที่กำลังเข้าไปสู่เรือนหรือกำลังออกจากเรือนหรือที่กำลังสัญจรเป็นแถวอยู่ในถนน หรือนั่งอยู่ทางสามแพร่ง ท่ามกลางพระนคร ฉะนั้นจึงรู้ว่าคนเหล่านี้กำลังเข้าสู่เรือน คนเหล่านี้กำลังออกจากเรือน
คนเหล่านี้กำลังสัญจรเป็นแถวอยู่ในถนนเหล่านี้ คนเหล่านี้กำลังนั่งอยู่ทางสามแพร่ง ท่ามกลางพระนครฉะนั้น...”
ครับ...จากข้อความในพระสูตร ย่อมแสดงให้ท่านเห็นว่าผู้ที่ได้ทิพยจักษุนั้นสามารถที่จะรู้ว่า คนที่ตายไปแล้วจะไปเกิดที่ไหน ไปเกิดเป็นอะไร ด้วยวิบากกรรมเช่นไร ท่านอุปมาเช่นคนที่ยืนอยู่บนปราสาทตรงทางสามแพร่ง มองคนที่สัญจรไปมาตามถนน
หรือมองคนเดินเข้าออกบ้านจากนี้ไปนั่นชัดเจน
ญาณอย่างนี้เรียกว่า ‘จุตูปปาตญาณ’
ซึ่งแปลว่า ญาณที่รู้การจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย และ ญาณนี้จะเกิดก็ต่อเมื่อต้องได้ตาทิพย์ หรือทิพยจักษุมองเห็นโอปปาติกะทั้งหลายได้ และเข้าใจเรื่องกฎของกรรม กฎของสังสารวัฏเป็นอย่างดีด้วย
เรื่องนี้ในคัมภีร์บันทึกไว้ชัดเจน ในคืนวันวิสาขบูชาซึ่งเป็นคืนที่พระพุทธเจ้าทรงได้ตรัสรู้ค้นพบธรรมอันยิ่งใหญ่นั้น ในพุทธประวัติบอกว่าในยามที่หนึ่ง (ปฐมยาม) พระองค์ได้บรรลุ ‘บุพเพนิวาสานุสติญาณ’ คือญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้
และต่อมาในยามที่สอง (มัชฌิมยาม) พระองค์ทรงบรรลุ ‘จุตูปปาตญาณ’ ดังที่กล่าวมาทั้งหมดเบื้องต้นแล้ว
ขออนุญาตเพิ่มเติมอีกนิดนะครับ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค และในหนังสือทิพยอำนาจ ซึ่งรจนาโดย พระอริยคุณาธาร (เส็งปุสฺโส) ท่านได้ยืนยันไว้ชัดเจนว่า ถ้าทุกคนสามารถฝึกสมาธิถึงขั้นสูง ๆ อย่างน้อยจะต้องได้ ฌาน ๔ ก็จะสามารถมีตาทิพย์เกิดขึ้น เมื่อมีตาทิพย์เกิดขึ้นแล้ว ก็จะสามารถมองเห็นโอปปาติกะทั้งหลายได้ และสามารถติดต่อกับโอปปาติกะเหล่านั้นได้ ซึ่งด้วยความสามารถอันนี้จะทำให้ผู้ปฏิบัติรู้ได้ชัดเจนว่า ‘ตายแล้วไม่สูญ’ อันจะเป็นข้อยืนยันถึงเรื่องกฎแห่งกรรมได้เป็นอย่างดี
เอาละครับ คราวนี้มาถึงหัวข้อที่จั่วไว้ได้เลยครับ ในโปฏฐบาทสูตร ซึ่งมีอยู่ในคัมภีร์ทีฆนิกาย สีลขันธวรรคมีข้อความอยู่ตอนหนึ่งซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดังนี้
“ดูกร โปฏฐบาท (โปฏฐบาทเป็นชื่อของปริพพาชกรูปหนึ่ง) การได้อัตตามีอยู่สามอย่างคือ
๑. การได้อัตตาที่หยาบ (โอฬาริก อัตตะปฏิลาโภ)
๒. การได้อัตตาที่เกิดจากใจ (มโนมโย อัตตะปฏิลาโภ)
๓. การได้อัตตาที่ไม่มีรูป (อรูป อัตตะปฏิลาโภ)
โปฏฐบาท การได้อัตตาหยาบเป็นไฉน? อัตตาใดซึ่งมีรูปประกอบด้วยวธาตุ ๔ บริโภคกวฬิงการาหาร (กวฬิงการาหาร หมายถึงอาหารทุกชนิดที่มนุษย์กินได้ ตามศัพท์แปลว่าอาหารที่ทำเป็นคำ ๆ สำหรับใส่ปาก) การได้อัตตาเช่นนี้เรียกว่าอัตตาที่หยาบ
การได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจเป็นไฉน? อัตตาใดซึ่งมีรูปสำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์บริบูรณ์ การได้อัตตาเช่นนี้เรียกว่าการได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ
การได้อัตตาที่ไม่มีรูปเป็นไฉน? อัตตาใดไม่มีรูปเป็นอัตตาที่สำเร็จด้วยสัญญา การได้อัตตาเช่นนี้เรียกว่า การได้อัตตาที่ไม่มีรูป”
ข้อความในพระสูตรนี้แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เรียกว่าอัตตาโดยปกติมีอยู่ ๓ ชนิด
๑. อัตตาหยาบ ซึ่งได้แก่ร่างกายของมนุษย์อย่างเราท่าน หรือหมู่สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในโลก หมู...หมา กา ไก่ ฯลฯ
๒. อัตตาสำเร็จด้วยใจ ซึ่งได้แก่กายทิพย์ หรือรูปร่างของโอปปาติกะทั้งหลาย
๓. อัตตาที่ไม่มีรูป ซึ่งได้แก่พวกที่ได้อรูปฌาน ตายแล้วไปเกิดเป็นอรูปพรหม
ซึ่งการนี้ผู้เขียนขอเน้นเฉพาะที่ข้อ ๒ เท่านั้น เพราะคนส่วนใหญ่มักจะสงสัยว่า ‘กายทิพย์’ หรือที่เรียกว่า ‘วิญญาณที่อุบัติหลังความตาย’ เป็นอย่างไร
อยากให้ท่านทั้งหลายสังเกต คำบาลีที่ว่า...
‘กตโม มโนมโย อตฺตปฏิลาโภ รูปิ มโนมโย สพฺพงฺคปจฺจงฺคี อหีนินฺทฺนริโย อยํ มโนมโย อตฺตปฏิลาโภ’
อัตตาที่สำเร็จด้วยใจนั้น เป็นอัตตาที่มีรูป มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์บริบูรณ์
นั่นจึงเข้าใจได้ว่า กายทิพย์ของมนุษย์เมื่อตายไปแล้วไปเกิดเป็นโอปปาติกะนั้น ยังเป็นรูปเป็นร่าง มีอวัยวะต่าง ๆ เช่นที่เคยเป็น บอกแล้วไงครับสำเร็จด้วยใจ ถ้าตราบใดที่จิตใจของเรายังมีอุปาทานยึดอยู่กับความคิดเดิม สิ่งเดิม
กายทิพย์ก็จะถูกกำหนดให้เป็นไปในรูปเดิม แม้จะเป็นกายละเอียดก็ตามที
เทียบกับการทำสมาธิ...ถ้าใจเป็นอิสระจากร่างกายมากเพียงไร อำนาจจิตก็จะสูงมากเท่านั้น ถ้าอำนาจจิตสูงได้มาตรฐาน มโนหรือจิตที่จะสร้างกายทิพย์ขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น
เซียนสู เชยพรหมธีระ ที่คุณทมยันตีเรียกท่านว่า ‘อาเตีย’ เคยกล่าวไว้ว่า
กายทิพย์ของผู้ทรงภูมินั้นจะเรืองรองเจิดจ้ามากน้อย ขึ้นอยู่กับอำนาจ สมาธิ และฌานสมาบัติที่ได้
เรียกว่ายิ่งเจิดจ้าเท่าใด ก็หมายความว่าเป็นผู้บรรลุธรรมขั้นสูงมากขึ้นตามลำดับ
ส่วนวิญญาณทั่วไปที่ประกอบด้วยผลกรรมหรือวิบากกรรมประเภทสัมภเวสีทั้งหลาย กายทิพย์จะมัวหมองเป็นสีเทา ๆ มัวซัว และสภาพของกายทิพย์จะบิดเบี้ยวไปตามสภาพจิตฝ่ายชั่วครอบงำอยู่ตามอำนาจแห่งกิเลสทั้งปวง
สำหรับมนุษย์ที่ฝึกฝนสมาธิอยู่เนือง ๆ ทำกุศลอยู่เป็นนิตย์นั้น แม้จะยังดำรงกายหยาบอยู่ในโลก กายทิพย์ที่ซ่อนอยู่ในกายหยาบก็สามารถเปล่ง ‘ราศี’ ออกมาให้สัมผัสได้
ถ้าสงสัยก็ลองแวะไปกราบไหว้ครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบดูเถอะครับ
แค่นั่งอยู่ตรงหน้าท่านยังขนลุกด้วยความปีติเลยครับ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com