‘จุตูปปาตญาณ’ ญาณหย...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

‘จุตูปปาตญาณ’ ญาณหยั่งรู้กรรมที่จำแนกสัตว์โลก by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#730]
‘จุตูปปาตญาณ’

ญาณหยั่งรู้กรรมที่จำแนกสัตว์โลก

          ก่อนอื่นต้องขออนุญาตตอบข้อข้องใจของ คุณสุมามาลย์ ตินะมาส จากอำเภอแม่ใจ จ.พะเยา ก่อนนะครับ หลังจากได้อ่านธรรมะ ๕ นาที ฉบับที่ ๗๖๘ เกี่ยวกับการบูชาพระพิฆเนศ

          ทำให้คุณสุมามาลย์สงสัย โดยรวมคือ การบูชาท่านกับเรื่องลักษณะที่ผิดแผกไปจากปกติขององค์พระพิฆเนศเธอมีบูชาอยู่ขณะนี้ไม่เหมือนลักษณะทั่ว ๆ ไป

          เหตุเพราะจดหมายมีมายาวเกือบสองหน้ากระดาษ ผู้เขียนจึงขออนุญาตนำเฉพาะคำถามลงเพื่อให้ได้เนื้อหาสำคัญจริง ๆ

          คำถามมีอย่างนี้ครับ

          ๑. รูปเคารพที่ดิฉันมีอยู่นั้น มีลักษณะดังนี้คือ ในพระหัตถ์ขององค์ท่านข้างหนึ่งถือกะโหลกศีรษะไว้ เพราะเท่าที่ทราบและจากการอ่านหนังสือส่วนใหญ่จะทรงอาวุธเป็นขอช้าง บ่วง งา หรือขนมต้ม ดิฉันไม่ได้สงสัยหรือไม่แน่ใจในการนับถือเคารพองค์ท่าน แต่ไม่ทราบว่ารูปเคารพที่มีเป็นพระรูปปางไหน?

          ก็คงต้องตอบโดยรวมอย่างนี้ครับ พระคเณศวรหรือพระคเณศว์ หรือพระพิฆเนศ เป็นโอรสของพระศิวเจ้า คนอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูยกย่องท่านเป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จและการขจัดอุปสรรค ส่วนไทยเราเพิ่มเติมคุณลักษณะของพระองค์ท่านอีกประการที่โดดเด่นก็คือการเป็นเจ้าแห่งศิลปะวิทยาการ

          แต่ทว่าการเป็นมหาเทพที่มีผู้เคารพนับถือกันอย่างกว้างขวาง ก็เลยมีความเชื่อมากมายเกี่ยวกับอำนาจที่ทรงมี และแยกออกเป็นปางต่าง ๆ ตามรูปลักษณ์ที่มนุษย์สมมุติขึ้น อาวุธประจำพระองค์ที่เห็นก็จะมี งาข้างเดียว ตามตำราว่าไว้เพราะถูกปศุรามคือพระนารายณ์แปลงกายมาขว้างขวานเข้าใส่ พระคเณศว์เอางารับไว้จนหัก ท่านจึงเอางาหักมาเป็นอาวุธ

          ที่เห็นบ่อยอีกอย่างคือ ขอช้างที่ควาญใช้อันนี้เพราะท่านมีพระเศียรเป็นช้าง จึงเท่ากับมีอำนาจเหนือช้างทั้งปวง สุดท้ายคือบ่วงบาศ ซึ่งในที่นี้คือทรงมีอำนาจเหนือวิญญาณทั้งปวง เพราะบ่วงบาศนั้นเอาไว้สำหรับคล้องวิญญาณ

          กับความเชื่อหลังสุดนี้แหละที่เราจะเห็นรูปสมมุติของพระคเณศว์บางครั้งประทับอยู่บนกองหัวกะโหลกมนุษย์แทนที่จะประทับบนหลัง ‘หนู’ ที่ถือเป็นพาหนะโดยตรงตามตำรา ว่าไว้

          พูดถึงการสร้างพระคเณศว์ ในประเทศไทยมักสร้างจากคตินิยมของแต่ละคณาจารย์ ถ้าต้องการบูชาท่านแบบต้องการความสำเร็จด้วยโชคลาภก็จะถือขนมหรือถุงเงิน

          ถ้าเป็นด้านฤทธิ์อำนาจก็จะถือบ่วงบาศนั่งบนกองกะโหลก หรือที่เรียกว่าปางเก็บวิญญาณตามภาษาชาวบ้านทั่วไปก็คือ ‘ปางดุร้าย’ นั่นแหละ ฉะนั้นรูปหล่อที่คุณมีก็คงไม่แตกต่างกัน

          สำหรับพระคเณศว์ที่ผู้เขียนกับทมยันตีจัดสร้างเพื่อหาทุนทรัพย์สร้างศาลาอุโบสถวัดป่าพอก ท่านทรงเครื่องแบบกษัตริย์พระหัตถ์ถือถุงเงินถุงทอง ลักษณะพระพักตร์กับองค์ท่านอวบอ้วน หมายถึงอำนาจราชศักดิ์และความร่ำรวยที่ตรงข้ามกับความต่ำต้อยอับจน ส่วนการประทับนั่งบนดอกบัวเพราะท่านเป็นมหาเทพชั้นพรหมที่มีเมตตากรุณาต่อผู้กราบไหว้ขอพรตามความประสงค์

          ๒. ดิฉันอยากทราบวิธีการบูชาเคารพพระคเณศวรที่ถูกต้อง กับการถวายของบูชาว่าท่านทรงโปรดอะไรบ้าง

          ของถวายเทพหรือเทวดามีสองอย่าง คือของหอมกับอาหาร ซึ่งถือเป็นอามิสบูชา ของหอมคือธูปเทียนดอกไม้ทั่วไปตามแต่จะหาได้ ส่วนอาหารมักเป็นผลไม้กับขนม ข้อระวังเรื่องผลไม้ก็คือ ไม่ควรนำผลไม้ที่มีชื่อไม่เป็นมงคลถวาย อย่างเช่น ละมุด มังคุด มะเฟือง มะไฟ ลางสาด ควรเป็นมะพร้าว กล้วย อ้อย ส้มเขียวหวาน แอปเปิ้ล สุดแล้วแต่จะหาได้

          ส่วนขนมก็พวกขนมเปี๊ยะ ขนมถ้วยฟู หรือจะเป็นทองหยิบทองหยอดก็ได้ ถ้าถวายน้ำก็เป็นน้ำเย็นธรรมดา หรือน้ำเขียวน้ำแดงก็ไม่ผิดกติกาครับ

          มาถึงหัวข้อที่กำหนดในวันนี้เลยดีกว่า คนส่วนใหญ่มักกล่าวถึง ‘กรรม’ อันมาจากการกระทำที่ดีและชั่ว แบ่งเป็นกรรมดีและกรรมชั่ว ซึ่งมีผลสะท้อนกลับมาเป็นเครื่องกำหนดชีวิตสัตว์โลกในปัจจุบันและอนาคตชาติ หากส่วนมากถ้าพูดถึงคำว่ากรรมมักจะหมายถึง ‘วิบาก’ คือการกระทำอันจะเป็นผลต่อความทุกข์ยากมากกว่ากรรมดีที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม

          โบราณจารย์ท่านแยกการกระทำอันเป็น ‘กรรม’ ฝ่ายวิบากเอาไว้หลายลักษณะดังนี้

          ๑. กรรมจากการฆ่าสัตว์ ส่งผลให้ไปสู่อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์ก็เป็นคนอายุน้อย ถูกเบียดเบียน ส่วนกรรมไม่ทำสัตว์ มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์จะทำให้สู่สุคติโลกสวรรค์ มาเป็นมนุษย์ก็อายุยืนยาวไม่ถูกเบียดเบียน

          ๒. กรรมจากการเบียดเบียนสัตว์...ผู้อื่นด้วยการตบตีขว้าง...กลั่นแกล้ง ส่งผลสู่การตกอบาย ทุคติ วินิบาต ครั้นเป็นมนุษย์ก็เป็นคนป่วยไข้มากด้วยอาพาธ

          ๓. กรรมจากความมักโกรธ ความแค้นพยาบาท แสดงความโกรธความดุร้าย ความน้อยใจให้ปรากฏ ส่งผลสู่อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ครั้นมาสู่มนุษย์ก็จะเป็นคนผิวทรามต่ำต้อย ซึ่งตรงข้ามกับความไม่มักโกรธ คือสุคติภูมิ เป็นมนุษย์ก็ผิวพรรณงดงามผุดผ่อง

          ๔. กรรมจากความมีใจริษยา อยากได้เข้าไปขัดขวางในลาภสักการะ ความเคารพนับถือของคนอื่น ส่งผลให้สู่อบาย ทุคติ นรก ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์ก็จะเป็นคนมีศักดาน้อย ต่ำต้อยวาสนา

          ๕. กรรมจากการตระหนี่ คือการไม่ให้ข้าวน้ำ เครื่องใช้สอย ดอกไม้ของหอม ที่อาศัยหลับนอน เกื้อกูลแสงสว่างแก่สมณะหรือคนดี ส่งผลสู่อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์ก็เป็นคนโภคะน้อยยากจนข้นแค้น ซึ่งตรงข้ามกับการรู้จักทาน การสงเคราะห์ที่มีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่รองรับ เป็นมนุษย์ก็มากด้วยโภคะ

          ๖. กรรมจากความกระด้างถือตัว ไม่นบนอบไหว้คนควรไหว้ ไม่ลุกรับคนควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่คนควรให้ ไม่สักการะคนควรสักการะ ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ ไม่บูชาคนที่ควรบูชา เช่น บิดามารดาหรือสมณะ ส่งผลสู่อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์ ก็จะเกิดในตระกูลต่ำ ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ตรงข้ามกับกรรมดีในส่วนนี้จะทำให้เกิดในตระกูลสูงคนยกย่องนับถือ

          ๗. กรรมจากการไม่เข้าหาศึกษาไต่ถามสมณพราหมณ์ ถึงกุศลอกุศล สิ่งมีโทษไม่มีโทษ สิ่งควรเสพไม่ควรเสพ กรรมที่เป็นไปเพื่อทุกข์อันไม่เกื้อกูลตลอดกาลนาน และกรรมที่เป็นไปเพื่อสุขเกื้อกูลตลอดกาลนาน (ข้อปฏิบัติเพื่อรู้ทุกข์รู้สุขสู่มรรคผลและนิพพาน) ส่งผลสู่อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์ก็เป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา

          การได้รู้ลักษณะกรรมแต่ละชนิดที่ให้ผลต่างกันด้วยปัญญาภายนอกแล้วนำมาขจัดขัดเกลาตนเองได้ทั้งหมดภายภาคหน้าแม้กลับมาเป็นมนุษย์ ย่อมเป็นมนุษย์ผู้เลิศด้วยผิวพรรณหน้าตา สกุลวงศ์ และปัญญาอย่างยิ่งยวด

          หากเป็นผู้ปฏิบัติภาวนาสมาธิจนสามารถรู้ลักษณะกรรมเหล่านี้ของสัตว์ บุคคลทั้งหลาย ตามสมควรแก่กรรมนั้น ๆ ได้ในปัญญาภายในอย่างแท้จริงว่าสัตว์นั้นมีกรรมของตน เป็นผู้สนองรับผลกรรมที่ตนทำไว้ กำเนิดแต่กรรมผูกพันในกรรม พึ่งกรรมของตน และกรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวหรือประณีตตามควรแก่กรรมนั้น ๆ ความรู้เห็นเกี่ยวกับสัตว์ถูกต้องตามเป็นจริงดังนี้

          ผู้ปฏิบัติได้ ท่านเรียกว่า จุตูปปาตญาณ ญาณชนิดนี้เป็นตัววิปัสสนาญาณ

          ผู้มีญาณชนิดนี้ย่อมมั่นใจในกรรมอันเป็นเหตุแห่งปัจจัยให้สัตว์ได้ดีหรือตกยากในระหว่างการเกิดตายในสงสารวัฏนั้น จึงสามารถถอนความเห็นผิดในเรื่องสงสารวัฏ

          เมื่อวิปัสสนาญาณแก่กล้าจนเห็นเหตุปัจจัยของชีวิตถูกต้อง ความมั่นใจนี้จึงได้ชื่อว่าข้ามเหวแห่งความสงสัยเสียได้ในการก้าวสู่ความพ้นทุกข์ตามที่พระบรมศาสดาทรงแนะนำสั่งสอน

          ย้ำนะครับต้องเป็นผู้รู้ในการปฏิบัติรู้จากสมาธิอันเป็น ปัญญาภาวนา ไม่ใช่รู้จากการอ่านการฟัง

          นั่นจึงเป็นวิปัสสนาญาณ!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com