
ทำสมาธิต้องผ่านปีติให้ได้
ผู้เขียนเพิ่งเดินทางกลับจากวัดป่าชนะสงครามที่จังหวัดสุโขทัย หลังจากที่ไม่ได้ขึ้นไปเป็นเวลานานมากหลังทำพิธีถวายไปเมื่อปลายปี ๒๕๔๕ เหตุที่ต้องขึ้นไปก็ด้วยท่านพระครูใบฎีกาธนพล เจ้าคณะตำบลและเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านเด่นดีหมี จัดงานพิธีหล่อพระพุทธรูปสำหรับตั้งเป็นพระประธานประจำศาลาอุโบสถหลังใหม่ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีหน้า
พระพุทธรูปที่จัดพิธีเททองแบบโบราณมีขนาดหน้าตัก ๕๗ นิ้ว ถอดเค้ามาจากพระพุทธรูปทองคำวัดไตรมิตร หรือที่รู้จักกันในนาม ‘พระสุโขทัยไตรมิตร’ นั่นเอง
‘พระสุโขทัยชัยมงคล’ คือพระนามของพระพุทธรูปองค์ประธานประจำศาลาอุโบสถที่เพิ่งเททองเสร็จสิ้นไป
วัดป่าบ้านเด่นดีหมีเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในอำเภอทุ่งเสลี่ยมของจังหวัดสุโขทัย และเป็นวัดในสายธรรมยุตมาตั้งแต่ต้น ภายหลังขาดพระสงฆ์ดูแลจึงถูกทิ้งร้างในบางช่วงจนเสนาสนะในวัดทรุดโทรมลงไม่น้อย จนเมื่อสี่ห้าปีที่ผ่านมาช่วงที่ผู้เขียนกำลังทุ่มเทกายใจสร้างวัดป่าชนะสงคราม ท่านพระครูฯธนพลได้มารับตำแหน่งเจ้าคณะตำบลพอดี
เพราะความเอื้อเฟื้อ...ความเมตตาของท่านที่มีต่อเรามาตลอดเวลาที่สร้างวัดป่าชนะสงคราม จึงจดจำอยู่ในใจไม่ลืม ฉะนั้นเมื่อท่านมีงานสำคัญ ทมยันตี-ภูเตศวร จึงต้องพาญาติมิตรและคนใกล้ชิดขึ้นไปช่วยงานท่านเท่าที่สติปัญญาจะมีและเป็น
งานสำเร็จลุล่วงมาด้วยดี...หากแต่ทุกคนเหนื่อยล้าเพราะแรงแสงแดดหน้าร้อน... แถมฤกษ์เททองอยู่ในเวลา ๑๓.๓๙ น. เล่นเอาทุกคนในคณะสุกงอมไปตาม ๆ กัน เวลานี้เหลือภาระอย่างเดียวคือการรอลุ้น...
ว่า...พระพุทธรูปองค์ประธานของวัดป่าบ้านเด่นดีหมี ที่มีพระนามว่า ‘พระสุโขทัยชัยมงคล’ เมื่อหลุดออกจากเบ้าหลอมแล้วองค์ท่านจะงดงามแค่ไหน?
สำหรับความศักดิ์สิทธิ์ คงไม่ต้องพูดถึงเพราะพิธีเททองถูกต้องตามแบบฉบับโบราณทุกประการ อีกทั้งครูบาอาจารย์ที่มานั่งปรกแผ่เมตตาเป็นพระสายวิปัสสนาธุระทั้งสิ้น โดยมีหลวงปู่อ่ำ วัดป่าเขาน้อย จังหวัดพิจิตรเป็นประธานฝ่ายสงฆ์
ที่เขียนมาทั้งหมดข้างต้นก็เพื่อบอกข่าวกับญาติมิตรญาติธรรม ใครผ่านไปผ่านมายังอำเภอทุ่ง เสลี่ยม มีโอกาสก็ควรแวะไปกราบ ‘พระพุทธรัตนชัยยะสงคราม’ ที่วัดป่าชนะสงครามบ้านภูแก้ว (แยกออกจากบ้านโชกม่วงเดิม) จากอำเภอเข้าวัดประมาณเก้ากิโลเมตรและก่อนถึงวัดป่าชนะสงครามห้ากิโลเมตรจะถึงวัดป่าบ้านเด่นดีหมี และสนทนาธรรมกับท่านเจ้าคณะตำบล ทำบุญร่วมสร้างศาลาอุโบสถด้วยจะเป็นมหากุศลอย่างยิ่ง...
มาถึงสาระสำคัญในวันนี้เลยดีกว่าครับ มีคำถามคำถามหนึ่งที่มักจะมีผู้ถามด้วยความสงสัยอยู่บ่อยครั้ง...
“นั่งสมาธิแล้วทำไมขนลุกชัน...?” และอีกหลาย ๆ คำถามโดยนัยเดียวกัน
“นั่งสมาธิแล้วตัวพองโตขึ้น?”
อาการแปลก ๆ เหล่านั้น ภาษานักปฏิบัติภาวนาเรียกว่า ‘ปีติ’ เป็นอาการหนึ่งของจิตยามเริ่มเข้าสู่ความสงบสุข หากปีติก็เป็นเหมือนเช่นศัตรูของอุเบกขาสุขที่ต้องกำจัดทิ้งเสีย
พระโบราณาจารย์กำหนดเรื่องปีติเอาไว้หลายลักษณะ ทั้งอ่อนและรุนแรงที่พอกำหนดได้ห้าลักษณะดังนี้
๑.ขุทฺทกาปีติ เป็นปีติเล็กน้อย มีลักษณะชื่น ๆ เพียงเล็กน้อย เหมือนฝอยน้ำกระเซ็นถูกกายฉะนั้น
๒.กรุณาปีติ ปีติอ่อน ๆ มีลักษณะเย็นกายเย็นใจชื่นใจเหมือนลมอ่อน ๆ พัดมาเอื่อย ๆ ต้องกายพอเย็นสบาย
๓.มรณาปีติ ปีติซาบซ่าน มีลักษณะชุ่มชื่น แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายทั่วทุกเส้นขน เหมือนอาบน้ำเย็นทั่วทั้งตัวได้รับความชุ่มเย็นดีฉะนั้น
๔.โอกฺกนฺติกาปีติ ปีติซู่ซ่า มีลักษณะชื่นฉ่ำทำให้เกิดอาการขนพองสยองเกล้า น้ำตาไหล หัวใจเต้นแรง เหมือนคนลงแช่น้ำเย็นนาน ๆ จนเกิดอาการหนาวสั่นขึ้นฉะนั้น
๕.อุพฺเพงฺคาปีติ ปีติตื่นเต้น มีลักษณะฟูขึ้น ทำให้จิตใจเบากายเบาและพองโตขึ้น บางทีทำให้รู้สึกเหมือนลอยไปในอากาศได้ เหมือนคนที่ได้รับสิ่งตื่นเต้นที่สุดในชีวิต แบบไม่นึกไม่ฝันย่อมเกิดความตื่นเต้นลิงโลดถึงกับลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นแบบเด็ก ๆ
เมื่อปีติมีลักษณะดังกล่าวมา แม้เพียงปีติเล็กน้อยก็สามารถทำใจให้กระเพื่อมหรือไหวตัว เหมือนน้ำใส ๆ ที่ใส่ภาชนะตั้งไว้ในที่ไม่มั่นคง เมื่อคนเดินผ่านไปมา ย่อมทำให้น้ำในภาชนะเกิดริ้วรอยขึ้นได้
ฉะนั้น ปีติจึงเป็นอันตรายต่อความสงบของจิต เป็นอันตรายต่ออุเบกขาสุข ซึ่งเป็นองค์สำคัญของฌาน จำเป็นต้องกำจัดทิ้งเสีย
ปีติดำรงอยู่ได้ด้วยอำนาจความพอใจยินดีรับเสวยอยู่ ไม่ดำรงใจให้เป็นกลางไว้ เมื่อเห็นโทษของปีติแล้วต้องการเสวยสุข ประณีตสุขุม จึงต้องวางความพอใจใจปีติเสีย...ด้วยการทำสติสัมปชัญญะกำกับใจให้เป็นกลางขึ้นไปอีกปีติก็จะค่อย ๆ จางไปโดยลำดับ
ในที่สุดปีติก็จะหายหมดไปจากใจ คงเหลือแต่สุข สุขุม ประณีตกระชับกับอุเบกขา ท่านเรียกว่า ‘อุเบกขาสุข’ และใช้เป็นชื่อชั้นของฌานด้วย
ว่ากันว่าเมื่อปีติจางไปหมดแล้ว...จิตเข้าสู่อุเบกขาสุข นั่นคือการสามารถเข้าสู่ ‘ตติยฌาน’ หรือฌานที่สามเลยทีเดียว เพราะตติยฌานที่โบราณาจารย์กล่าวไว้มีลักษณะที่สังเกตได้ดังนี้
๑. จิตจางจากปีติ คือหมดความรู้สึกดูดดื่มชุ่มชื่นดังขั้นก่อน
๒. จิตเป็นกลาง คือวางเฉยไม่รับเสวยปีติ
๓. จิตมีสติควบคุม คือจิตมีกำลังแก่กล้าขึ้น มีอำนาจควบคุมใจให้ดำรงเป็นกลางเที่ยงตรง
๔. จิตมีสัมปชัญญะกำกับ คือจิตมีความรู้สึกตัวชัดขึ้น รู้เท่าทันอาการของจิตใจในขณะนั้นทุกอาการ
๕. จิตเสวยสุขสุขุม คือเสวยสุขประณีตภายในด้วยนามกาย ปราศจากความรู้สึกทางรูปกาย ตัดกระแสสัมพันธ์ทางรูปกายได้
๖. จิตถึงความเป็นหนึ่ง คือเป็นจิตดวงเดียว มีอารมณ์น้อย สุขุมประณีต
ครับ ในอาการทั้งหกประการมีข้อ ๑-๒ ที่บอกชัด...จิตจางจากปีติ...และจิตเป็นกลางวางเฉยไม่รับปีติ อันเป็นคุณสมบัติขั้นต้นของการเข้าสู่ตติยฌาน นั่นเท่ากับเป็นคำตอบชัดเจนว่า
...เวลานั่งสมาธิปฏิบัติธรรมภาวนา แล้วเกิดปีติขึ้น...ไม่ว่าจะเป็นปีติชนิดไหน...อ่อนหรือแรงก็ตาม เราต้องวางปีตินั้นเสียให้ได้
วางปีติด้วยสติมั่นคง ดำรงความเป็นกลางและเป็น...อุเบกขาฌานในที่สุด!
มาถึงตรงนี้ขอสรุปอย่างนี้ครับ นักปฏิบัติภาวนาทุกท่านเมื่อจิตเริ่มเข้าสู่ความสงบจะเกิดปีติในลักษณะต่าง ๆ กัน บ้างขนลุกชัน บ้างน้ำหูน้ำตาไหล บ้างตัวสั่นตัวโยก ฯลฯ อีกมากมายหลายแบบ
นั่นคืออาการปกติที่เรียกว่า ‘เกิดปีติ’ ซึ่งเราควรระงับปีตินั้นลงด้วยสติสัมปชัญญะที่กล้าขึ้นให้ได้ จึงจะก้าวเข้าสู่ความสุขสงบในอุเบกขาฌานได้
“จะทำได้ไหม?” และ “จะทำได้ยังไง?” คือคำถามที่อาจตามมา ก็ขอตอบตรงนี้เลยครับ...ง่ายนิดเดียว
“ทำให้บ่อย...ทำให้มาก ๆ แล้วจะสำเร็จ!”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com