ดูจริตตน ก่อนทำกรรม...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ดูจริตตน ก่อนทำกรรมฐาน by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#734]

ดูจริตตน

ก่อนทำกรรมฐาน

          วันนี้จะกล่าวถึงการปฏิบัติกรรมฐานอันเป็นสมถกรรมฐาน ๔๐ ประการ อันมากมายที่พระบรมศาสดาทรงบัญญัติให้เป็นสัมมาปฏิบัติ หากหลายท่านมีความสงสัย

          ...ใคร...คนไหนควรใช้กรรมฐานหมวดใดข้อใดนำมาปฏิบัติเพื่อความสงบแห่งจิตใจ?

          สมถกรรมฐาน ๔๐ ประการ แยกออกเป็นสองประเภท คือรูปกรรมฐาน กับอรูปกรรมฐาน ฌานที่สำเร็จขึ้นโดยอาศัยรูปกรรมฐานเป็นอารมณ์เรียกว่า ‘รูปฌาน’ ฌานที่สำเร็จโดยอรูปกรรมฐานเป็นอารมณ์เรียกว่า ‘อรูปฌาน’

          ขณะเดียวกันท่านได้แบ่งจิตโดยกิจเป็นสองประเภทเหมือนกัน คือ กรรมฐานที่เป็นอารมณ์ชนิดใช้ใคร่ครวญคิดคำนึง เพื่ออบรมจิตใจให้สงบนั้น ผู้บำเพ็ญสมถกรรมฐานประเภทนี้เรียกว่า ‘วิปัสสนายานิก’ ซึ่งมีความหมายว่า ผู้บำเพ็ญภาวนาที่อาศัยความเห็นเหตุผลหรือความจริงในกรรมฐานข้อนั้นขึ้นใจเป็นพาหนะนำจิตสู่ความสงบ

          อีกประเภทหนึ่ง คือกรรมฐานที่เป็นอารมณ์สงบโดยธรรมชาติ ไม่ต้องใช้ความคิดคำนึงใคร่ครวญเหตุผลเข้าประกอบ เพียงกำหนดนิ่งสำเหนียกอยู่ในแต่ละอารมณ์เดียวนั้นเรื่อยไปจนจิตสงบลง ผู้บำเพ็ญสมถกรรมฐานประเภทนี้เรียกว่า ‘สมถยานิก’ ซึ่งมีความหมายว่าผู้บำเพ็ญภาวนาที่อาศัยความสงบเป็นยานพาหนะนำจิตสู่ความสงบ

          ส่วนท่านที่จะเลือกบำเพ็ญประเภทไหนก็ต้องแล้วแต่จริตอัธยาศัยของท่านจะเหมาะกับกรรมฐานประเภทไหน จะถือเอาความยากง่ายเป็นประมาณไม่ได้ ฉะนั้นตรงนี้คือประเด็นสำคัญที่ท่านทั้งหลายจำเป็นต้องรู้ จริตอัธยาศัยของตัวเองก่อน ว่าจริตของตนเป็นจริตประเภทไหน ควรใช้กรรมฐานบทใดมาเป็นบริกรรมภาวนา

          พระบรมศาสดาทรงจำแนกจริตคือกิเลสและคุณธรรมที่ท่องเที่ยวอยู่ในจิตใจมนุษย์ จิตใจบุคคลออกเป็น ๖ ประการคือ...

          ๑. ราคจริต คนกำหนัดกล้า มีราคะ คือความกำหนัดในกามคุณท่องเที่ยวอยู่ในจิตมากจนเป็นเจ้าเรือน คือครองความเป็นใหญ่ในจิต ดลใจให้กำหนัดในกามคุณมากจนถึงลุ่มหลงมัวเมา มีราคะประดุจหนามยอกใจ

          การแก้ราคะต้องใช้ ‘วิราคะ’ คือหนามวิเศษเหมือนหนามยอกเอาหนามบ่ง ฉะนั้นราคะที่ตั้งลงที่กามคุณ คือรูปสวยงามน่ารักน่าชื่นใจ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสนุ่มเนียน ฯลฯ วิธีแก้จึงต้องพลิกเหลี่ยมขึ้นมามองดูความน่าเบื่อหน่าย...น่าเกลียด อันมีอยู่ในกามคุณนั้น ประการนี้กรรมฐานเนื่องด้วย อสุภะ-ปฏิกูล จึงเป็นสัปปายะ เหมาะสำหรับคนราคจริต แม้ปัจจัยเลี้ยงชีพก็ต้องเป็นสิ่งปอน ๆ เศร้าหมองหยาบ จึงจะเป็นไปเพื่อถอนราคะจากใจได้

          ๒. โทสจริต คนใจโมโหร้ายมีโทสะคือความดุร้ายท่องเที่ยวในจิตมากจนเป็นเจ้าเรือน ครองความเป็นใหญ่ในจิตใจ ดลใจให้ดุร้าย กริ้วโกรธแม้ในเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ อันไม่สมควรโกรธก็โกรธดุจผียักษ์สิงใจกระนั้น

          ธรรมดาของผี ย่อมกลัวเทวดาฉันใด อธรรมคือโทสะก็ต้องพ่ายแพ้แก่ธรรมฉันนั้น ธรรมอันเป็นเครื่องแก้โทสะนั้น ต้องเป็นธรรมฝ่ายเย็น สุภาพอ่อนโยนตรงข้ามกับโทสะ ฉะนั้นธรรมหรือกรรมฐานอันเนื่องด้วยคุณธรรมฝ่ายสูง เช่น เมตตา กรุณา...พุทธคุณ...ธรรมคุณ ฯลฯ จึงเป็นที่สัปปายะเหมาะแก่คนโทสะจริตนำไปปฏิบัติเพื่อความเจริญ แม้ปัจจัยการครองชีพก็ต้องใช้ความสะอาด มีระเบียบ ประณีตสุขุม จึงจะเป็นไปเพื่อถอนโทสะจากใจได้

          ๓. โมหจริต คนหลงมีโมหะคือความหลงท่องเที่ยวอยู่ในจิตใจมากจนเป็นเจ้าเรือน คือครองความเป็นใหญ่ในจิตใจ ดลใจให้มืดมัว ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี แม้มีวัยผ่านมานานก็ยังเหมือนเด็ก ๆ และดลใจให้มองเห็นในแง่ที่ตรงข้ามกับเหตุผลความจริงเสมอ

          การแก้โมหะจึงต้องอาศัยธรรมะซึ่งมีลักษณะสว่าง...กระจ่างแจ้งเป็นปัจจัย เช่น การได้อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ ได้ปรึกษาไต่ถามผู้พหูสูตอยู่เนือง ๆ ข้อธรรมที่มีเหตุผลกระจ่างในตัว ไม่มีแง่ชวนสงสัย กรรมฐานที่เหมาะแก่คนจำพวกนี้ต้องเป็นกรรมฐานที่เนื่องด้วยกสิณและอรูปซึ่งเป็นอุบายเปิดใจให้กว้างให้สว่าง แม้ปัจจัยเลี้ยงชีพก็ต้องเป็นสิ่งโปร่งบางเปิดเผยสะดวก ที่อยู่ถ้าเป็นกลางแจ้งโปร่ง ๆ จะเหมาะที่สุด

          ๔. สัทธาจริต คนเจ้าศรัทธา มีความศรัทธาความเชื่อท่องเที่ยวอยู่ในจิตมากจนเป็นเจ้าเรือน ครองความเป็นใหญ่ในจิตใจ ดลใจให้เชื่อสิ่งต่าง ๆ ง่ายจนเกือบจะกลายเป็นความงมงายไป ความจริงศรัทธาเป็นคุณธรรม เมื่อมีอยู่ในใจตนย่อมหนุนนำทำความดีง่าย เหมือนมีทุนสำรองอยู่แล้ว ย่อมสะดวกแก่การค้าหากำไร

          คนเจ้าศรัทธาเป็นคนใจบุญสุนทาน ชอบดี รักงามทำอะไรก็บรรจงประณีต เป็นคนใจละเอียดอ่อน บำเพ็ญกรรมฐานได้แทบทุกอย่าง แต่เหมาะที่สุดคือหมวดอนุสติ และกรรมฐานที่เกี่ยวกับการคิดค้นหาเหตุผล เช่น จตุธาตุววัตถาน เป็นต้น

          ๕. พุทธิจริต คนเจ้าปัญญา มีพุทธิคือความรู้ท่องเที่ยวอยู่ในจิตมาก จนเป็นเจ้าเรือน คือครองความเป็นใหญ่ในจิตใจ ดลใจให้รู้อะไรได้ง่ายจนเกือบจะกลายเป็นคนสู่รู้ไป ความจริง ‘พุทธิ’ เป็นคุณธรรมนำให้รู้เหตุผลและความจริงได้ง่าย คนจำพวกนี้ ชอบทำอะไร ๆ ด้วยความรู้และก็มักผิดพลาดด้วยความรู้เหมือนกัน ฉะนั้นกรรมฐานอันเป็นที่สัปปายะแก่คนจำพวกนี้ ต้องเป็นกรรมฐานที่ประคับประคองใจไปในเหตุผลที่ถูกต้อง ทำให้ปัญญามีหลักฐานมั่นคง เช่น อุปัสมานุสสติ เป็นต้น

          ๖. วิตกจริต คนเจ้าความคิดมีวิตก คือความคิดท่องเที่ยวอยู่ในจิตมาก จนเป็นเจ้าเรือน คือครองความเป็นใหญ่ในจิต ดลให้คิดให้อ่านอยู่เสมอ จนกลายเป็นความฟุ้งซ่านเลื่อนลอย

          ความจริงวิตกเป็นคุณธรรม เมื่อมีอยู่ในใจย่อมหมุนให้เป็นคนช่างคิดช่างนึกในเหตุผลและความจริงจากแง่ต่าง ๆ เป็นทางเรืองปัญญา แต่ถ้ามากไปจะตกไปข้างโมหะ กลายเป็นหลงทิศทางไปได้ ที่เขาเรียกว่า ‘ความคิดตกเหว’ ไม่รู้จักแก้ไขตนออกจากความผิด ได้แต่เพ้อเจ้อไปท่าเดียว กรรมฐานที่เหมาะแก่คนจำพวกนี้ต้องเป็นกรรมฐานที่ไม่ต้องใช้ความคิด เช่น กสิณ-อรูป และเหมาะที่สุดคือ ‘อานาปาณสติ’

          สรุปแล้วจริต แบ่งออกเป็นสองฝ่าย จริต ๑-๓ เป็นอกุศลเจตสติ... ๔-๖ เป็นอัญญสมานาเจตสติ ใกล้ไปทางฝ่ายกุศล คนมีจริต ๑-๓ เป็นเจ้าเรือนจึงมักทำความชั่วให้ปรากฏ ส่วนคนมีจริต ๔-๖ เป็นเจ้าเรือนจึงมักทำความดีให้ปรากฏ

          ครับ มาถึงตรงนี้ก็ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่าตัวเองจัดอยู่ในจริต ๖ ประเภทไหน และควรใช้กรรมฐานขนาดใดแก้ไข เพื่อความก้าวหน้าแห่งการปฏิบัติภาวนาสู่ความพ้นทุกข์ในที่สุด

          สุดท้าย ในวันนี้ขอจากลาท่านทั้งหลายด้วยโอวาทธรรมของหลวงปู่สิม พุทธาจาโร แห่งวัดถ้ำผาปล่อง
        ผู้เป็นอริยสงฆ์ในกองทัพธรรมของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากหนังสือ ‘หลวงปู่สอนไว้ให้ภาวนา’ อย่างนี้ครับ

          “การภาวนานี้เป็นการดับความทุกข์ความร้อนทั้งกายและจิตทั้งหมดแหละ
        ถ้าใจเรามั่นคงอยู่ในคุณพระพุทธเจ้า พุทโธใจเย็น ใจสบายแล้ว นั้น นี้เป็นความสุขความสบายอย่างแท้จริง เป็นของมีอยู่ภายในตัวภายในกายภายในใจ ด้วยการปฏิบัติบูชาภาวนาภายในใจนี้ เป็นที่พึ่งที่อาศัยได้ ทั้งที่เรายังมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์นี้ หรือว่าถึงคราวที่ชีวิตของเราจะแตกดับทำลายไปนั้น การนั่งสมาธิภาวนาจนจิตใจสงบตั้งมั่นนี้แหละเป็นที่พึ่งที่อาศัยได้ในภพหน้าภพต่อไปด้วย”
         
          ก็ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านจงมีความก้าวหน้าในการมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมสมาธิโดยถ้วนหน้าครับ!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com