
เมื่อวันเสาร์ที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันครบรอบปีที่ ๓๑ ของการเรียกร้องประชาธิปไตย สายไหมและพี่ ๆ มีโอกาสไปเยือนกรุงเก่า หรือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีระยะทางห่างจากกรุงเทพมหานครฯไม่มากนัก ประมาณ ๗๕ กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณชั่วโมงเศษก็ถึงแล้ว วัดแรกที่พวกเราแวะศักการะนั่นคือวัดกษัตราธิราชวรวิหาร

จุดแรกคือ พระพุทธกษัตราภิมงคล ที่อยู่ด้านหน้า แต่เนื่องจากมีเต้นท์บังอยู่ ทำให้ไม่เห็นองค์พระ ต้องเดินเข้าไปจึงจะเห็น

ด้านข้างจะมีแผ่นกระดาษที่บรรยายเกี่ยวกับประวัติของวัดกษัตราธิราชวรวิหารติดไว้บนกระดาน
วัดกษัตราธิราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดโบราณ ปรากฏหลักฐานมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ "วัดกระษัตรา" โดยความหมายของวัดสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นวัดของพระมหากษัตริย์ในตำบล ที่ตั้งป้อมจำปาพล นอกพระนครฝั่ง ตะวันตก ส่วนด้านหลังวัดมีทุ่งกว้างเรียกว่า "ทุ่งประเชต" ซึ่งเป็นที่ตั้งกองทัพพม่าในการเข้าโจมตีกรุงศีอยุธยาหลายครั้ง ก่อนการเสียกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ.๒๓๑๐ นั้น วัดกษัตราธิราช เป็นบริเวณที่กองทัพพม่าใช้เป็นสถานที่ตั้งมั่นในการเข้า ตีพระนคร ภายหลังวัดถูกทำลายลงไปมากและทิ้งร้างในที่สุด
เมื่อได้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีแห่งราชวงศ์จักรีแล้ว ในสมัยรัชกาลที่ ๑ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ (ทองอิน) กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข ซึ่งเป็นพระเจ้าหลานเธอในสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ คงจะได้ทันทอดพระเนตรเห็นวัดกษัตราธิราช วัดสำคัญในสมัยนั้นถูกทำลายจนสิ้น ร้างไป จึงโปรดให้บูรณะโดยเริ่มบูรณะพร้อมกับวัดในกรุงเทพมหานคร เช่น วัดบพิตรภิมุข และวัดธรรมาราม ในอยุธยาด้วย ทำให้วัดกษัตราธิราชวรวิหารกลับมาเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาตั้งแต่นั้นมา
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๒ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ (เกศ) ต้นราชสกุล อิศรางกูร ทรงมีศรัทธา ปฏิสังขรณ์พระอาราม ตั้งแต่พระอุโบสถ ตลอดจนเสนาสนะทั้งปวงเรื่อยมา

พระวิสุทธาจารเถร นามเดิมชื่อ เทียม หาเรือนศรี เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๔๗ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง ณ ตำบลบ้านป้อม หมู่ ๗ อำเภอพระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรของนายสุ่น และนางเลียบ อาชีพทำนา เริ่มต้นการศึกษาภาษาไทยกับพระภิกษุมอญและอาจารย์ปิ่นที่วัดกษัตรานี่เอง ควบคู่ไปกับการเรียนวิชาช่างทั้งการเขียนและการแกะสลัก ต่อมาได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์อาจารย์จันทร์เพื่อเรียนภาษาขอม อายุ ๑๕ จึงได้ลาไปช่วยบิดาทำนา แต่ด้วยเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้จึงได้เรียนวิชาต่างๆ มากมาย โดยเริ่มเรียนวิชาไสยศาสตร์แบบลงผง ลงยันต์กับลุงชื่ออาจารย์ทรัพย์ เรียนวิชาธาตุกสิณกับนายเงิน วิชาประดับตกแต่ง ก่อสร้าง กับนายชมและนายเชย วิชากระบี่กระบองกับบิดา การเป่าปี่ชวากับพี่ชาย จนสามารถออกแสดง ตามงานพิธีต่างๆ ควบคู่กับการรับจ้างเป็นช่างไม้ นอกจากนั้นได้หัดแกะ หนังใหญ่และแสดงได้
ต่อมาเมื่ออายุครบอุปสมบท พระครูวินยานุวัติคุณ เจ้าอาวาสวัดกษัตราธิราช ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ มีนามฉายาว่า “สิริปญฺโญ” ไปศึกษาปฏิบัติธรรม ณ สำนักเรียนวัดประดู่ทรงธรรม และวิชาที่สำนักอื่นจนถึงพรรษาที่ ๙ จึงได้กลับมาอยู่ที่วัดกษัตราธิราช จนเมื่อตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างลงในช่วงปี พ.ศ.๒๔๘๗ ในขณะนั้นมีสมณศักดิ์เป็นพระใบฎีกา จึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสปกครองสงฆ์และสร้างความเจริญแก่วัดจวบจนสิ้นอายุขัย เมื่อวันที่ ๒๐ เดือนธันวาคม ๒๕๒๒ อายุ ๗๕ ปี ๕๕ พรรษา

พระปรางค์ที่อยู่ด้านหลังโบสถ์ ซึ่งได้สอบถามพระที่วัดทราบว่าเป็นสิ่งก่อสร้างชิ้นเดียวที่ตอนเสียกรุงครั้งที่ ๒ ไม่ถูกพม่าเผาทำลาย นับว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์มาก และเข้าใจว่าภายในจะมีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ แต่ท่านไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นครูบาอาจารย์ท่านใด

ทัศนียภาพของวัดที่ได้มีการบูรณะ ดูแล้วสวยงามขึ้นมาก ผิดจากเมื่อก่อนที่สายไหมเคยมาที่ทรุดโทรมมาก

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com


