
สวัสดีค่ะทุกๆ ท่านที่แวะเข้ามาชม สามารถออกความคิดเห็นได้นะคะ
วันหยุดสุดสัปดาห์ ที่ผ่านมาปูเป้มีโอกาสไปกราบรอยพระพุทธบาท 4 รอยที่เชียงใหม่มาด้วยค่ะ ครั้งนี้ไม่ได้ไปคนเดียวหรอกนะคะ แต่มีเพื่อนร่วมทางไปด้วยไม่ใช่ใครอื่นไกลที่ไหน พี่พรพรรณ,น้าเจ้าแล้วก็ ขิมพริ้ววว ของเราๆนี่เองค่ะ ระยะเวลาของเดินทางนั้นช่างยาวนานนัก จำได้ว่าตื่นขึ้นมา 4 รอบแล้วยัง
ไม่ถึงเลยค่ะ เฮ่อ..แต่วิวนอกหน้าต่างสวยมากเลย พอถึงเชียงใหม่ เราก็เดินทางต่อไปยัง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
เพื่อจุดมุ่งหมายของเราคือ “วัดพระพุทธบาทสี่รอย” นั่นเอง ไม่อยากจะบอกเลยว่าต้องข้ามเขากี่ลูก
(แบบว่าก็ไม่ทราบเหมือนกัน) รู้แต่ว่าทำเอาปูเป้มึนงง ไปเลยค่ะ จำได้ว่าทั้งขึ้น ทั้งลง ให้ความรู้สึกเหมือนตามหาของวิเศษที่เขาคุนลุ้นเลย (โม้เกินไปมั้ยเนี่ย) จะกล่าวถึงถนนหนทางก็ดีค่ะ พี่ๆ ที่เคยมากันเมื่อก่อนนี้ นานมากแล้ว บอกว่า “นี่ทางขึ้นดีขึ้นกว่าเดิมมากๆเลย ค่ะ ดิชั้นก็เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ แต่ยังไง ดิชั้นก็แพ้เขา อยู่ดีแหละนะ สำหรับคนที่มีจิตชื่นชมกับธรรมชาติงานนี้ไม่มีคำว่าผิดหวังค่ะ
คุณจะได้พบกับความงามของป่าไม้เมืองเหนือแน่นอน อ่ะ..ถึงวัดแล้วค่ะ เรามาชมบรรยากาศรอบๆวัด กันเลยนะคะ
** ที่นี่จะเป็นที่แรกที่เราเห็นเมื่อไปถึง ค่ะ เป็นทางขึ้นเพื่อไปไหว้สักการะรอยพระพุทธบาท 4 รอยนะคะ

ก่อนที่เราจะพบรอยพระพุทธบาท เรามาศึกษาประวัติของ อยพระพุทธบาทฯ กันก่อนนะคะ
ตำนานพระพุทธบาท 4 รอย
เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในศาสนาปัจจุบันนี้ ได้เสด็จจารึกประกาศธรรม และโปรดเวไนยสัตว์มายังปัจจัยตะประเทศ (ประเทศไทยในปัจจุบัน) จนกระทั่งมาถึงเทือกเขาทางตอนเหนือของประเทศ ชื่อเขา เวภารบรรพต ซึ่งขณะนั้นได้เสด็จพร้อมกับพุทธสาวก 500 องค์ และได้แวะฉันจังหันอยู่บนเขา เวภารบรรพตแห่งนี้ เมื่อพระพุทธองค์ฉันจังหันเสร็จ ขณะประทับอยู่ที่นั้น ก็ได้ทราบด้วยญาณสมาบัติว่าบนเทือกเขาแห่งนี้ ได้มีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ามาประทับอยู่บนก้อนหินก้อนใหญ่ คือ พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ภัทรกัลป์นี้ แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงเล็งดูรอยพระพุทธบาทแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ , พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ , พระพุทธเจ้ากัสสปะ
อันมีในที่นี้พุทธสาวกทั้งหลาย มีพระสารีบุตรเป็นประธานเมื่อเห็น ช่นนี้จึงทูลถามว่า พระพุทธองค์ทรงเล็งดูด้วยเหตุใด พระพุทธองค์จึงตรัสตอบว่า ดูก่อนท่านทั้งหลายสถานที่แห่งนี้แม้นว่าพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ ที่ล่วงมาแล้วในอดีตกาล ก็มาประทับรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี่ทุกๆ พระองค์ และ แม้นว่าพระศรีอริยเมตไตร ก็จักเสด็จมาประทับรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี่ และจักประทับรอยพระบาท 4 รอยให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว ( คือประทับลบรอยทั้ง 4 ให้เหลือรอยเดียว )
เมื่อพุทธองค์ตรัสแก่สาวกทั้งหลายเสร็จแล้ว พระองค์ก็เสด็จไปประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระทาบของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ จึงมีรอยพระพุทธบาทของ พระพุทธเจ้า 4 พระองค์ จึงเกิดเป็นพระพุทธบาท 4 รอย เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ของเราประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์นั้นแล้วก็ทรงอธิษฐานว่าในเมื่อ (เรา) ตถาคตนิพพานไปแล้ว เทวดาทั้งหลายก็จักนำเอาพระธาตุของตถาคต มาบรรจุไว้ที่รอยพระพุทธบาทที่นี่ ในเมื่อตถาคตนิพพานไปแล้ว 2000 ปี พระพุทธบาท 4 รอยนี้ก็จักปรากฏแก่ปวงชนและเทวดาทั้งหลาย ก็จักได้มาไหว้และบูชา เมื่อทรงอธิษฐานและทำนายไว้ดังนี้แล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จไปเชตุวันอารามอันมีในเมืองสาวัตถีนั้นแล เมื่อพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วเทวดาทั้งหลายก็นำเอาพระธาตุของพระพุทธองค์มาบรรจุไว้ที่พระพุทธบาท 4 รอย เมื่อพระพุทธองค์นิพพานล่วงมาแล้วประมาณ 2000 วัสสา เทวดาทั้งหลายต้องการอยากให้ พระพุทธบาท 4 รอย ปรากฏแก่คนทั้งหลายตามที่พระพุทธองค์ทรงอธิษฐานไว้ ก็จึงเนรมิตเป็น รุ้งตัวใหญ่ (เหยี่ยว) ก็บินลงจากภูเขาเวภารบรรพต อันเป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธบาทสี่รอยในปัจจุบันนี้
เพื่อบินลงไปเอาลูกไก่ของชาวบ้าน ( คนป่า ) ที่อยู่ตีนเขาเวภารบรรพต แล้วก็บินกลับขึ้นไปสู่
ยอดเขา มันก็โกรธมากจึงตามขึ้นไปคิดว่าจะยิงเสียให้ตาย มันก็คิดตามไปค้นหาดู แต่ก็ไม่เห็น
รุ้งตัวนั้น แต่เห็นรอยพระพุทธบาท 4 รอยอันอยู่พื้นต้นไม้และเถาวัลย์ พรานป่าผู้นั้นก็ทำการสักการะบูชาเสร็จแล้วก็ลงจากภูเขา พอมาถึงหมู่บ้านก้เล่าบอกแก่ชาวบ้านทั้งหลายฟัง ข้อความอันนั้นก็ปรากฏสืบๆ กันไปแรกแต่นั้น คนทั้งหลายที่ทราบก็พากันไปสักการะบูชามาก แต่นั้นมาจึงได้ชื่อว่า พระบาทรังรุ้ง (รังเหยี่ยว) ในสมัยนั้นมีพระยาคนหนึ่งชื่อว่า พระยาเม็งราย เสวยราชสมบัติในเมือง เชียงใหม่ ได้ทราบข่าวจึงมีพระราชศรัทธาอยากเสด็จขึ้นไปกราบบูชาพระพุทธบาท 4 รอย ก็นำเอา
ราชเทวีและเสนาพร้อมกับบริวารทั้งหลาย เมื่อพระยาเม็งรายกราบนมัสการเสร็จแล้ว ก็นำเอาบริวาร ของตนกลับสู่งเมืองเชียงใหม่ ก็ตั้งอยู่เสวยราชสมบัติตราบเมี้ยนอายุขัย แล้วลูกหลายที่สืบราชสมบัติก็เจริญรอยตามและได้ขึ้นมากราบพระพุทธบาท 4 รอย ทุกๆ พระองค์ หลังจากนั้นมาพระบาทรังรุ้งหรือรังเหยี่ยวนี้ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น พระพุทธบาทสี่รอย เพราะมีรอยพระพุทธบาทประทับซ้อนกันถึง4 รอย มาในสมัยยุคหลังคนทั้งหลายจึงเรียกขานกันว่าพระพุทธบาทสี่รอย คือมีรอยพระพุทธบาทของ
พระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ ที่ล่วงมาแล้วในภัทรกัลป์นี้ คือ
1 รอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันธะ รอยแรก เป็นรอยใหญ่ยาว 12 ศอก
2 รอยพระบาทของพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ เป็นรอยที่ 2 ยาว 9 ศอก
3 รอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากัสสปะ เป็นรอยที่ 3 ยาว 9 ศอก
4 รอยพระบาทของพระพุทธเจ้าโคตะมะ (ศาสนาปัจจุบันนี้) เป็นรอยที่ 4 รอยเล็กสุดยาว 4 ศอก
เมื่อมาถึงสมัยพระยาธรรมช้างเผือก ผู้ครองนครเชียงใหม่ พร้อมด้วยบริวาร 500 คน ก็ขึ้นไปกราบสักการะบูชาพระพุทธบาท 4 รอย และได้สร้างพระวิหารครอบพระพุทธบาทสี่รอยไว้ชั่วคราวโดยแต่เดิมถ้าใครจะดูรอยพระพุทธบาทบนยอดหินก้อนใหญ่ ต้องใช้บันไดพาดขึ้นไป หรือปืนขึ้นไปดูซึ่งก็คงจะขึ้นได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ดังนั้นพระยาธรรมช้างเผือกจึงตรัสสร้างแท่นยืนคล้ายๆนั่งร้านรอบๆ ก้อนหินที่มีพระพุทธบาท สี่ รอย เพื่อที่ผู้หญิงจะได้เห็นรอยพระพุทธบาทด้วย และได้สร้างหลังคาชั่วคราวมุงไว้ ต่อมาในสมัยพระชายาเจ้าดารารัศมีก็ได้ขึ้นไปกราบนมันสการพระพุทธบาท 4 รอย และได้มีพระราชศรัทธาก่อสร้างวิหาร เป็นการกราบบูชารอยพระพุทธบาทไว้ 1 หลัง หลักเล็ก ปัจจุบันได้บูรณะปฏิสังขรณ์แล้วทั้งหลัง จะเหลือไว้แค่ผนังวิหาร พื้นวิหารและแท่นพระซื่งยังเป็นของเดิมอยู่
พอมาสมัยเมื่อปี พ.ศ. 2472 ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทยก็ได้ขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย และได้รื้อพระวิหารที่เจ้าพระยาธรรมช้างเผือกสร้างไว้ชั่วคราว และได้สร้างพระวิหารครอบรอยพระพุทธบาทไว้ใหม่และได้ลาบปูนครอบรอยพระพุทธบาทไว้ เพื่อรักษาให้อยู่ค้ำชูพุทธศาสนาไปตลอดกาลนาน
ขอโมทนากับปูเป้ และคณะคุณพรพรรณ (เจ้าเก่าของเรา) ด้วยนะคะที่ได้ไปยังสถานที่ที่น่าไปเที่ยวชมและน่าไปกราบนมัสการมาก ๆ เลยในชีวิตหนึ่ง (เสียดายจังไม่ยักกะชวนเราด้วย...ฮือ ๆๆ) และก็ยังนำภาพและประวัติมาให้ดูเป็นความรู้อีก...ชื่นใจจัง (และก็อยากไปจัง) ขอโมทนาอีกครั้งนะจ๊ะ
ว่าแต่ว่าต้องขอให้ เว็บมาสเตอร์คนเก่งของเราช่วยเรื่องรูปภาพซะแล้วเนาะ จะได้ดูเต็ม ๆ ภาพหน่อย
"แม่หญิงเอาผัว ป้อชายออกลูก" เค้าบอกว่าเป็นปริศนาธรรมของทางภาคเหนือค่ะ ใครตีความกันว่ายังไง เข้ามาโพสได้นะคะ แล้วจะเฉลยอีกครั้ง ถ้าไม่มีใครอยากรู้จะไม่เฉลยค่ะ

ขอสิ้นสุดการเดินทางครั้งนี้ก่อนนะคะ ทริปหน้าไปที่ไหนอย่างไร จะนำมาฝากกันอีกครั้ง ขอบคุณคุณตุ๊กตุ่นอย่างมากค่ะที่แวะเข้ามาทักทายอย่างสม่ำเสมอ วันหลังไปด้วยกันนะจ๊ะ ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาชมค่ะ
เป็นปริศนาธรรมที่พอพระท่านอธิบายให้ฟังแล้วต้องร้อง โอ้วว หมายถึงอย่างนี้นี่เองค่ะ...ตอนแรกขิมกับเป้ก็เดินตีความมากันใหญ่เลยค่ะ ฮ่า ฮ่า...ลองเข้ามาทายปริศนาธรรมกันดูนะคะ
"แม่ญิงเอาผัว ป้อจายออกลูก"
แม่ญิง = ผู้หญิง (คงใช่นะ)
เอาผัว = มีสามี (ใช่เป่า)
ป้อจาย = ผู้ชาย (คงใช่อีกนะแหละ)
ออกลูก = มีลูก (เหรอ)
ไม่รู้รวมกันแล้วแปลออกมาว่าไร...น่า..ปูเป้นะ เฉลยให้ฟังด้วยจ้า...(อย่าพึ่งงอน...จะรออ่านนะจ๊ะ)
สวัสดีค่ะ ขอเฉลยปัญหาให้คุณตุ๊กตุ่นนะคะก่อนอื่นขอชื่นชมค่ะ คุณตุ๊กตุ่น เข้าใจถูกทางแล้วเรามาตามหาทางส่วนที่เหลือเลยนะคะ
"แม่ญิงเอาผัว ป้อจายออกลูก" เป็นประโยคเปรียบเปรยว่า
แม่ญิง = ผู้หญิง (คงใช่นะ) ขอตอบว่า "ใช่ค่ะ"
เอาผัว = มีสามี (ใช่เป่า) ถูกต้องค่ะ
ป้อจาย = ผู้ชาย (คงใช่อีกนะแหละ) ผู้ชายในที่นี้หมายถึง พระภิกษุ
ออกลูก = มีลูก (เหรอ) *** ตามมาดูเลยค่ะ
ความหมายของประโยคที่ว่าก็คือ ผู้หญิงเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ ก็แต่งงานมีลูก เมื่อมีลูกออกมาเป็นเพศชายก็จะส่งมาบวชเรียนกับพระสงฒ์ พระสงฒ์ก็จะสั่งสอนสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ถูกต้อง จนถึงแนวทางการปฏิบัติตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสไว้ ตรงนี้และค่ะ ที่หมายถึง ผู้ชายออกลูก เฮ่อ...ซับซ้อนจริงๆ เลยนะคะ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com

