
กรรม...
ศาสนาพุทธนอกจากจะสอนเราให้รู้จักการทำจิตให้เบิกบานแจ่มใส ครองตนอยู่ในสติ มีศีล ทาน ภาวนา และศีล สมาธิ ปัญญา แล้ว...ชาวพุทธส่วนใหญ่จะให้รู้กฎแห่งกรรม กฎแห่งกรรมเป็นกฎหมายแท้จริงของจักรวาล ที่ส่งผลต่อมนุษยชาติและสัตว์ทั้งหลายเท่าเทียมกัน
กรรม ที่มาจากคำบาลีว่า ‘กัมมะ’ เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งในพุทธศาสนา จำได้ว่าเคยเขียนมาแล้วครั้งหนึ่ง ด้วยการแยกแยะแบ่งหมวดหมู่ตามความหนักเบาแห่งกรรมไว้ หากในวันนี้จะแสดงโดยย่อ ให้แยกหมวดแห่งกรรมง่ายต่อความเข้าใจยิ่งขึ้น
ในพุทธประวัติปรากฏว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้ตรัสรู้ ยังทรงเป็นโพธิสัตว์อยู่ ได้เสด็จออกแสวงหาทางหลุดพ้นที่เรียกว่า ‘โมกขธรรม’ เมื่อได้ทรงพบทางปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว ก็ได้ทรงปฏิบัติในทางนั้นจนถึงคืนที่ทรงตรัสรู้
ในยามต้นแห่งราตรีนั้น ทรงได้บุพเพนิวาสานุสติญาณ ญาณนี้คือพระปรีชาหยั่งรู้ถึงขันธ์ที่เป็นที่อยู่อาศัยในปางก่อน เรียกง่าย ๆ ว่าทรงระลึกชาติได้
ในยามที่สอง ทรงได้จุตูปปาตญาณ พระปรีชาหยั่งรู้ในการจุติและอุบัติของสัตว์ (บาลี-สัตตะ) ทั้งหลาย คือการตาย และการเกิดของสัตว์ทั้งหลายในชาตินั้น ๆ ว่าเป็นไปตาม ‘กรรม’ กระทำชั่วไว้ก็เข้าถึงชาติชั่วมีทุกข์เป็นผล กระทำความดีไว้ก็เข้าถึงชาติดีที่เสวยสุข
ในยามที่สาม จึงทรงได้อาสวักขยญาณ พระปรีชาหยั่งรู้วิธีกำจัดอาสวะ คือ กิเลส (ความเศร้าหมอง...ความไม่ดี) ที่นอนจมหมักหมมอยู่ในจิตในสันดาน ได้สำเร็จเป็น ‘พุทธะ’ คือพระผู้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
กิเลสทั้งหลาย...ล้วนก่อให้มนุษย์ทำกรรม กรรมเป็นคำกลาง แปลตรง ๆ ว่า ‘การงานที่บุคคลกระทำทางกาย วาจา ใจ...’
กรรมแบ่งออกได้เป็นสาม...คือ
กุศลกรรม เป็น กรรมในส่วนดี
อกุศลกรรม เป็น กรรมในส่วนชั่ว
อัพยากตกรรม เป็นกรรมที่ไม่เป็นกุศลหรืออกุศล
คราวนี้มาดูกรรมทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ชัดเจนเกี่ยวกับกรรมอันเป็นกุศลเป็นเช่นไร กรรมอันเป็นอกุศลเป็นอย่างไร และอย่างไรเป็นกรรมที่ไม่เป็นอกุศลหรือกุศล...
กรรมที่เป็นอกุศล...
ทางกาย เช่น ฆ่าหรือทรมานสัตว์ ลักทรัพย์ คดโกง ประพฤติผิดในกาม
ทางวาจา เช่น พูดปด พูดส่อเสียด นินทาว่าร้ายคนอื่น พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ... ฯลฯ
ทางใจ โลภ เพ่งเล็งทรัพย์ของคนอื่น ความพยาบาท อาฆาตคิดปองร้าย เห็นผิดเป็นชอบ ผิดทำนองคลองธรรม ฯลฯ
กรรมที่เป็นกุศล...
การละเว้นจากอกุศลกรรมต่าง ๆ ปฏิบัติไปในทางสุจริต มีความเมตตา กรุณา มุทิตา มีทาน มีศีล ฯลฯ
อัพยากตกรรม
กรรมที่เป็นอาชีพไม่เบียดเบียนสัตว์ เช่น กสิกรรม พาณิชยกรรม ที่เกี่ยวกับความรื่นเริง การเดิน ยืน นั่ง นอน กิน ดื่ม ถ่าย นิ่งเฉย เหล่านี้เป็นกรรมที่ไม่จัดอยู่ในกุศล หรืออกุศล
คนเรานั้นได้ทำกรรมต่าง ๆ ในสามหมวดนี้ซับซ้อนกันอยู่มากมาย ทั้งในอดีตชาติและชาติปัจจุบัน ฉะนั้นบางท่าน แม้เกิดมาชาตินี้แล้วได้กระทำความดีไว้มาก แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับผลแห่งกรรมดีของตนเลย จนบางครั้งท้อแท้จนไม่อยากเชื่อว่าผลของกรรมมีจริง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะผลกรรมเก่าอันเป็น ‘อกุศล’ ได้ส่งผลอยู่ และขวางกรรมดีใหม่ไว้ไม่ให้ส่งผลโดยเร็ว
แต่ในที่สุดในวันหนึ่งข้างหน้า กรรมดีที่กระทำก็จะตามมาส่งผลอย่างแน่นอน!
ที่เขียนตรงนี้ ก็เพราะมากมายของจดหมายที่เขียนตัดพ้อเข้ามากล่าวด้วยความท้อแท้ว่า ตนพยายามทำแต่ความดี แต่ทำไมไม่เคยได้รับผลเลย ทำไมคนที่ทำแต่กรรมไม่ดี จึงอยู่เย็นเป็นสุขอยู่เท่าทุกวันนี้...
ประการหลังขอตอบสั้น ๆ ‘เป็นเพราะกรรมดี หรือกุศลกรรมของเขากำลังส่งผล’ ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงภาวะความเป็นไปแห่งสัตว์โลกไว้ว่า...
มนุษย์มีบ้างมาสว่าง...ไปสว่าง มีบ้างมาสว่าง...ไปมืด มีบ้างมามืด...ไปมืด มีบ้างมามืด...ไปสว่าง
ทั้งหมดขึ้นอยู่กับกรรมของตนที่กระทำไว้โดยแท้!
ดังพระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร (สุวัฑฒโน) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระศาสนโสภณ วัดบวรนิเวศวิหาร เกี่ยวกับเรื่องการประกอบกรรมดังนี้...
“กุศลกรรมที่ประกอบในชาตินี้ ถ้ากรรมเก่าซึ่งเป็นอกุศลกรรมยังส่งผลหรือมีกำลังแรงกว่าก็ต้านอกุศลกรรมได้ยาก ไม่ต้องมองดูให้ไกลออกไป แต่มองดูกุศล อกุศลกรรมในจิตใจ บัดนี้เช่น บุคคลหนึ่งมีเจตนาแน่วแน่ในการประกอบกุศลกรรม เพื่อประโยชน์สุขสำหรับส่วนรวม ขณะเดียวกันก็มีบุคคลอีกคนหนึ่งหรือหลายคนมีจิตใจริษยาเสียแล้ว ทั้งที่มีจิตอยากทำดีเหมือนกัน แต่อยากทำดีเพื่อให้ดีแต่ตนผู้เดียว ตัวอย่างนี้เห็นได้ว่า ความอิจฉาริษยายังมีอำนาจแรงอยู่หรือแรงกว่า ทั้ง ๆ ที่วัตถุประสงค์ทางด้านกุศลกรรมก็มีอยู่ตรงกัน
ไม่ต้องกล่าวถึงบุคคลที่ปราศจากกุศลจิตที่จะทำดี นอกจากความริษยาเท่านั้นเป็นผู้ทำลายโลกโดยแท้ ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นต้องฝึกฝนตนเองให้มีกุศลกรรมให้มากขึ้น เช่น ถ้าเป็นคนริษยาคนอื่น ก็ต้องหัดมีมุทิตาจิต คือ หัดใจ ตั้งใจทำความยินดีในกุศลกรรม ในความสุข ความเจริญของผู้อื่นเสมอ เมื่อกุศลกรรมฝ่ายมุทิตาจิตนี้เจริญมากขึ้น อกุศลกรรมฝ่ายริษยาจะลดลง เบาบางลงจนหายไปได้ จะทำให้เกิดความส่งเสริมทุกคนประกอบกุศลกรรมให้ผลสำเร็จเร็วยิ่งขึ้น
เราทุกคนมีกรรมดีกรรมชั่วติดตัวมาตั้งแต่อดีตชาติ ผลกรรมเหล่านั้น ก็ทำให้เราเกิดในครอบครัวต่าง ๆ ยากจนร่ำรวย ดี ชั่ว โง่ ฉลาด สวย หรือไม่สวย ความพิการทางร่างกายและจิตใจก็เป็นผลของกรรมเช่นกัน เพราะไม่มีใครอยากเกิดมาพิการ หูหนวก ตาบอด หรือปัญญาอ่อน เป็นต้น
เมื่อเราเข้าใจและเชื่อในพระพุทธเจ้าว่าที่เราเป็นอย่างนี้ ดีบ้างไม่ดีบ้างก็เพราะกรรมที่เราได้ทำมา ก็ควรพยายามทำกรรมดีเพื่อความสุข ความเจริญ ไว้ให้มากเพื่อภายหน้า...
“คนทำความดีกรรมดีอย่างหนักและบ่อย ๆ กรรมดีนี้อาจชนะความชั่วกรรมชั่วที่เบาบาง ที่ทำไว้ในอดีตได้”
ครับ พระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร ที่ผู้เขียนอัญเชิญลงในคอลัมน์นี้ คงให้ความกระจ่างต่อท่านทั้งหลายได้เป็นอย่างดี...
เชื่อ กรรม ผลของกรรมเป็นหัวใจหนึ่งของพุทธศาสนา
เชื่อเรื่องกรรม จึงทำให้งดเว้นอกุศลกรรม
อกุศลเบาบาง...โลกจะสงบสุขมากขึ้น เพราะการเบียดเบียนน้อยลง
เรื่องของกรรมนั้น ที่สำคัญที่สุดคือ ‘มโนกรรม’ กรรมทางใจ ฉะนั้นเราควรฝึกตนให้มีความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เอาไว้ให้มาก ไม่ให้จิตคิดริษยา ไม่เบียดเบียน ไม่นินทา ไม่พยาบาท ถ้าฝึกใจได้ การกระทำทางกายและวาจาก็จะลดน้อยลงจนหมดไปในที่สุด...
เพราะจิตใจเมื่อสะอาดแล้ว นั่นแหละคือความสุขที่แท้จริง!
ศาสนาพุทธสอนให้เรารู้จักฝึกจิตให้บริสุทธิ์ผ่องใส...
จิตผ่องใส...ไม่ตกอยู่ในอำนาจของตัณหา-อวิชชา จึงเรียกว่า ‘พุทธะ’
‘พุทธะ…’ คือ...ผู้ตื่นแล้ว รู้แล้ว...เบิกบานแล้ว...
พุทธะ...พุทเธ...พุทโธ จึงเป็นสิ่งสูงสุดที่เราควรปรารถนา...
สาธุ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com