
เริ่มละลดสู่ปลดวาง
คือพุทธแท้
ขณะลงมือเขียนต้นฉบับอยู่นี้ อีกวันสองวันก็ถึง ‘วันวิสาขบูชา’ วันที่เป็นหัวใจของศาสนาพุทธ เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน แห่งองค์พระบรมศาสดา และถือเป็น...วันแห่งความรักด้วย
ปีนี้เหมือนเช่นเคย เราจะเดินทางขึ้นปฏิบัติธรรมที่วัดป่าชนะสงคราม อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ทว่าครั้งนี้แผกไปจากทุกครา ด้วยชาวคณะเรียกร้องให้จัดอบรมปฏิบัติธรรมอย่างเข้มงวดจริงจัง ซึ่งผู้เขียนมิได้ขัดข้อง เพราะเห็นว่างานก่อสร้างเสนาสนะทั้งหลายในวัดได้เบาบางลงแล้ว ฉะนั้นจึงมีข้อแม้เดียว
...ขอให้ผู้ที่เข้าร่วมรู้ล่วงหน้าและเป็นผู้ที่ตั้งมั่นในการเดินทางเพื่อปฏิบัติอย่างแท้จริงเท่านั้น!
เหตุเพราะในอดีต การจัดทริปเดินทางไปปฏิบัติธรรมแต่ละครั้งเป็นการเปิดกว้างสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยมุ่งเน้นไปในการช่วยหาศรัทธาเพื่อสร้างวัดเป็นหลัก ฉะนั้นจึงยากต่อการจัดการปฏิบัติธรรมที่เข้มข้นจริงจัง เพราะต้องคำนึงถึงความไม่พร้อมของเด็กและคนที่สูงวัยมาก ๆ
หลังจากได้รับคำยืนยันจากชาวคณะแน่นอนถึงการเดินทางไปปฏิบัติธรรมในวันวิสาขบูชาที่วัดป่าชนะสงครามแน่ชัด งานนี้เราจึงแจ้งเตือนคุณชูศรี วโรภาษ ไปด้วยกฎเกณฑ์หลายประการ
เหตุเพราะการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา มุ่งเน้นไปในเรื่องการสร้าง ‘สติ’ เพื่อความ ‘สงบ’ ในชีวิตจิตใจ และสิ่งที่เอื้อต่อการสร้างสติคือการระวังรักษากายวาจาและใจ
ประการแรกคือการปิดวาจา หมายถึงการไม่พูดคุยระหว่างหมู่คณะตลอดเวลาปฏิบัติโดยไม่จำเป็น
ประการที่สอง เรื่องอาหารการกิน ต้องเป็นไปตามตารางเวลาอย่างเคร่งครัด รวมทั้งการปฏิบัติตนตามเวลานัดหมายที่วางไว้อย่างแท้จริง
ประการที่สาม ต้องมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครช่วยควบคุมดูแลกฎเกณฑ์และอธิบายความข้องใจต่าง ๆ ของชาวคณะที่มาปฏิบัติแทนอาจารย์จำนวนหนึ่ง เพราะในอดีตที่ผ่านมาอาจารย์คนเดียวยากจะดูแลผู้คนจำนวนมากได้อย่างทั่วถึง
ต้องขอเรียนตรงนี้ว่า การเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่วัดดังกล่าว คือการหาที่สงบ หาที่เหมาะควรอันเป็น ‘สัปปายะ’ สำหรับการบำเพ็ญ หากเวลาสั้นๆ นั้นยากจะขัดเกลาจิตใจให้ละวางหรือก้าวสู่ความสงบโดยง่าย ถ้าเมื่อกลับมาแล้วไม่มุ่งมั่นดำเนินการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง นอกเสียจากการมุ่งหน้าไปเพื่อเรียนรู้ เพื่อสร้างเหตุปัจจัย สร้างอุปนิสัยเอาไว้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตต่อไปในทุกวันอย่างไม่หยุดยั้งจึงจะเห็นผล
วันนี้จึงขออธิบายหลักการปฏิบัติโดยง่ายสำหรับท่านผู้สนใจและไม่มีโอกาสไปฟังการอบรมครั้งนี้เพื่อประโยชน์ดังนี้ครับ
การภาวนาขณะปฏิบัติสมาธิด้วยองค์บริกรรม จะด้วยพุทโธ ๆ ๆ ๆ หรือสัมมาอรหัง ฯลฯ ก็ตาม ก็เพื่อฝึกจิตให้สงบโดยใช้สติเข้าไปจับไปกำหนดรู้ตาม ถ้าไม่เอาสติเข้าไปกำหนดรู้อยู่ที่รู้ จิตจะสงบไม่ได้ จิตจะแส่ส่ายวุ่นวายคิดไปทางโน้นทางนี้ เมื่อสติเข้าไปจับไปประคองเรื่อย ๆ จนมีกำลังมากขึ้น จิตจะไม่คิดไปทางอื่น ดังคำกล่าวที่ว่า...
‘สติ เตสัง นิวารณัง’ สติจึงเสมือนทำนบกั้นน้ำ ถ้าทำนบกั้นน้ำแข็งแรง น้ำที่เป็นเหมือนกิเลสการปรุงแต่ง ต่อให้น้ำไหลมาแรงเท่าใดทำนบก็ไม่พัง!
ฉะนั้นถ้าคนเราฝึกใจฝึกสติให้มั่นคงดำรงสู่ความสงบด้วยดีแล้ว ปัญญาก็จะเกิด ปัญญาในการมองเห็นความจริงตรงหน้า เห็นธาตุสี่ขันธ์ห้าตามความเป็นจริง ทำให้กิเลสตัณหาความยึดมั่นถือมั่นเบาบางลงโดยลำดับ
ธรรมดาของการปฏิบัติภาวนา...เมื่อเผลอสติ จิตก็จะแส่ส่ายไปโน่นนี่...เมื่อรู้ว่าสติไม่อยู่แล้วก็ตั้งสติกำหนดรู้ขึ้นใหม่ กำหนดรู้ในที่รู้ตามเดิม ทำอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ สติก็จะกล้าขึ้น ๆ เป็นลำดับ
ปัญหาต่อไปของการนั่งสมาธิภาวนาคือ ‘เวทนา’ ถ้าเวทนาเกิดขึ้นก็กำหนดเตือนจิตตนเองว่า เวทนาก็เป็นเวทนา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ตัวเราของเรา เป็นเพียงความรู้สึกจากความแปรปรวนของร่างกาย เพราะกายเป็นของไม่เที่ยง มีความวิบัติ มีความแปรปรวนไม่ปกติ เมื่อไม่ปกติก็กระทบจิต จิตก็แปรปรวนตามด้วยความเคยชินกลายเป็น ‘ทุกขเวทนา’ คือจิตเสวยทุกข์เป็นอารมณ์
ถึงตรงนี้เมื่อรู้ว่าจิตเสวยอารมณ์เป็นทุกข์ ก็ต้องตั้งจิตให้ตั้งมั่น กำหนดรู้พิจารณา รู้เท่าทันทุกข์ว่า ทุกข์ไม่มีตัวตน แต่เป็นอาการของขันธ์ห้า ถ้าขันธ์ห้ามีทุกขเวทนายังมีอยู่ ถ้าขันธ์ห้าดับทุกข์ก็ดับ
โบราณาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่า พระพุทธองค์ทรงสอนให้รู้เท่าทันทุกข์ ให้ละสมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์ คือ ‘ตัณหา’ อันเป็นความทะยานอยากลง ถ้าละได้จิตจะสงบลง ทุกข์จะเบาบางลงทันที เพราะทุกข์อยู่ได้ด้วยตัณหา จึงต้องละตัณหาเท่านั้นจึงสิ้นทุกข์ได้
สิ่งที่ควรจำคือ ทุกข์ทางใจที่ถูกบีบคั้นด้วยความไม่ได้ดังใจ ส่วนทุกข์ทางกายนั้นเกิดจากใจปัจจุบันของเราอาศัยกายอยู่ เมื่อกายแปรปรวนจึงกระทบจิตใจเป็นธรรมดา แต่สำหรับผู้ฝึกฝนใจให้เกิดปัญญาแล้วจะเห็นว่า ทุกข์ของกายเป็นทุกขลักษณะเท่านั้น หากแต่ผู้เสวยทุกข์คือใจเรา ไม่มีตัวตนแห่งทุกข์ อย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านกล่าว...
ทุกข์มีแต่ไม่มีผู้รับทุกข์...ทุกข์ก็ไม่มี!
เราต้องเข้าใจว่า ผู้เสวยทุกข์คือจิต และจิตมิได้อยู่เนื่องกับร่างกายตลอดเวลา ฉะนั้นถ้าจิตสงบอยู่ตามลำพังทุกข์ทางจิตจึงไม่มี เหตุนี้เหล่าพระอริยเจ้าเมื่อท่านเข้าสมาธิสู่นิโรธสมาบัติแล้วทุกข์จะไม่มีเลย สำหรับเรา ๆ ท่าน ๆ ขอเพียงภาวนาจนสติตั้งมั่น จิตรวมลงสู่ความสงบระงับได้บ้างก็จะเห็นผลแห่งสมาธิ เห็นสมาธิก็จะ ‘เชื่อมั่น’ อย่างแท้จริงในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า...ความเชื่อมั่นจักกลายเป็นศรัทธาแน่วแน่...เพื่อเพาะบ่มบารมีสำหรับก้าวสู่ความพ้นทุกข์ต่อไปในกาลเบื้องหน้า
สำหรับผลสำเร็จในการปฏิบัตินั้น ท่านผู้รู้กล่าวไว้ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับบารมีที่สะสมมาแต่อดีตชาติด้วย คนมีบุญบารมีหนุนเนื่องก็พบหนทางเห็นผลจากการปฏิบัติได้เร็วกว่าคนอื่นเป็นธรรมดา
การสร้างบารมีมิใช่แค่การทำบุญบริจาคทานเท่านั้น แต่บางครั้งอาศัยเหตุการณ์ทั้งหลายมากระทบกระแทก เป็นเหตุให้อดทน...ต้องละวางความยินดียินร้ายต่าง ๆ ด้วย ‘ขันติ’ ด้วยการพิจารณาอันนั้นแหละคือ ‘สร้างบารมี’ เหตุนั้นนักปฏิบัติธรรมควรไม่กล่าวโทษผู้กระทบกระแทก หรือโทษสิ่งต่าง ๆ ในโลกที่เข้ามาบีบคั้นกดดัน เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้ชื่อว่า...
...เป็นผู้ช่วยให้เรามีปัญญารู้ความจริงอันน่าเบื่อหน่ายของโลก เพราะถ้าไม่มีสิ่งเหล่านั้นมากระทบกระทั่ง เราก็ไม่เห็นความจริงจนเกิดเบื่อหน่ายจนต้องหาทางพ้นทุกข์ได้!
ท้ายสุดขอย้ำอีกนิดครับ การปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ มิได้หมายความว่าทำแล้วจะมีฤทธิ์มีเดชเห็นโน่นเห็นนี่ แต่การปฏิบัติธรรมคือการเห็นจิตเห็นใจ เอาชนะใจตนเองมิให้หลงใหลไปกับกิเลสตัณหา ลดความรัก โลภ โกรธ หลง ให้เบาบางลง
จากลดละ สู่การปลดวางได้อย่างแท้จริง นั่นแหละจุดหมายของการปฏิบัติสู่ความสิ้นทุกข์โดยแท้แห่งพุทธศาสนา!
พบกันฉบับหน้าครับ

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com