
การรักษาศีลให้บริสุทธิ์
ปีนี้อากาศร้อนมาก...ขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้เห็นข่าวในจอโทรทัศน์รายงาน ‘อากาศร้อนคร่าชีวิตคนไทยหลายศพ’ ตามมาด้วยคำเตือนให้ระวังการยืนตากแดดนาน ๆ กับอีกหลายประการจนทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำจนตายดังที่ปรากฏในข่าว
เรื่องนี้ทำให้เป็นความรู้ใหม่ เพราะในอดีตมักได้ยินอยู่บ่อย ๆ ว่าในฤดูร้อนที่อินเดียจะร้อนถึงร้อนมาก จนชาวภารตะชนล้มตายไปปีละมาก ๆ
หากมิเคยได้ยินได้ฟังว่าเมืองไทยมีเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน...‘หรือมีแต่น้อยจนไม่กลายเป็นข่าว?’
เพราะตรงนี้ทำให้ภูเตศวรหัวเราะกับตัวเอง เมื่อนึกถึงงานพิธีบวงสรวงหลายครั้งหลายคราที่ผ่านมา ทุกครั้งเราหมายถึงทมยันตีอีกคนที่ต้องยืนทำพิธีกลางแดดเป็นชั่วโมง ๆ จนหลายคนเคยเอ่ยถาม...
“ยืนอยู่ได้ยังไง?”
ตัวผู้เขียนยังไม่เท่าไหร่ ในฐานะผู้ชายและอายุน้อยกว่า แต่กับทมยันตีที่อายุอานามตั้งเจ็ดสิบกว่าแล้ว น่าจะนับว่าเป็นความน่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง
“คงเพราะอำนาจแห่งพระเทวดาเจ้า” เธอมักกล่าวปนหัวเราะเบา ๆ ตามประสา ‘หญิงอึด’ แห่งศตวรรษ แต่เราเชื่อว่าเป็นพลังแห่ง ‘สมาธิ’ มากกว่าสิ่งใด
จะอย่างไรก็ยากจะพ้นกฏอนิจจัง ถึงตรงนี้เวลานี้ ‘เรา’ ได้ล่ำลาหน้าที่เหล่านี้แล้ว
...จึงน่าจะมั่นใจได้ว่า ภูเตศวร-ทมยันตี คงไม่ต้องเป็นลมตายกลางแดดแล้วแน่!
กระนั้นยังมีหลายคนยังคอยเฝ้าถาม ‘เมื่อไหร่จะได้เห็นพิธีกรรมบวงสรวงเทพยดาสวย ๆ อีก’ เราสองคนได้แต่หัวเราะ เพราะไม่กี่วันที่ผ่านมาทางจังหวัดสุโขทัยพยายามติดต่อมาอีกด้วยเรื่องเดิมที่เคยทำให้มาหลายครา
คืองานบวงสรวงหน้าราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช กับงานพิธีอาบน้ำเพ็งในวันลอยกระทง ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
หากเราช่วยกันนั่งยันนอนยัน ‘ไม่เอาด้วยแล้ว’ อย่างแน่นอน
ที่ผ่านมา...เหนื่อยสายตัวแทบขาดเพราะต้องการทำให้ทุกคนเห็นการสืบสานวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ก็พอทนได้ ทมยันตีต้องควักทุนทรัพย์ส่วนตัวเพื่อให้งานดังกล่าวงดงามก็ยังทนไหว แต่ที่ทนยากคือ ‘น้ำใจ’ ของคนบางกลุ่มบางคน แต่จะพูดไปทำไมมี เราสองคนจึงได้แต่ทอดถอนใจ แต่ก็รู้เหตุผลอย่างหนึ่งที่เคยสงสัย
ไฉน...ณ...สถานที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งวัฒนธรรมอันงดงาม วันนี้จึงดูเหมือนล้าหลังกว่าหลาย ๆ จังหวัดหลาย ๆ แห่งในการสืบสานงานลอยกระทงอย่างที่ควรเป็น!
ทุกอย่างอยู่ที่ ‘คน’ มากกว่าประการอื่น โดยเฉพาะคนที่มือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำนั่นแหละ!
ยังพูดกันเล่น ๆ กับคุณหญิงวิมลท่าน ‘ปีนี้ถ้าบวชเรียนไม่ทัน อยากจัดพิธีถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอทำบวงสรวงเทพยดาและบูรพกษัตราธิราชเจ้าอย่างเต็มรูปแบบมันกลางท้องสนามหลวงแบบทิ้งทวนจะดีไหม?’
คุณหญิงท่านทำหน้านิ่ว...เพราะรู้ ‘งบ’ ที่จะต้องหาคงมากมายมหาศาล
แต่ก็ไม่แน่หรอก...ถ้าเราตั้งจิตอธิษฐานจริง ๆ จัง ๆ เราก็มักทำได้ทุกทีแหละ!
ก็ดูแต่ปีที่แล้วงานหน้าพระบรมรูปทรงม้า ทางธนาคารกสิกรไทย ยังให้งบประมาณเรามาจัดบวงสรวงนั่นไง จริงไหม?
ก็เลยขอบอกกล่าวผ่านตรงนี้เลยครับ เรื่องพิธีกรรมต่าง ๆ ในที่อื่น ๆ ไม่ต้องติดต่อมาแล้วครับ เราสองคนขออำลาแล้วจริง ๆ ถ้าจะทำก็คงอย่างที่กล่าวละครับว่า
ถ้าเป็นเพื่อ ‘พ่อหลวง’ ของเรา...ให้ยืนเป็นลมตายหน้าพิธี ชีวิตนี้ก็ยอมพลีให้โดยมิอาลัยคือสัจจะ!
ทุกอย่างย่อมเป็นอย่างที่หลวงปู่ผู้เป็นครูบาอาจารย์ท่านเคยพร่ำบอก...
“ตราบใดที่องค์ในหลวงยังทรงอยู่ แผ่นดินไทยจะร่มเย็นเป็นสุข หลวงปู่แน่ใจ!”
ถึงตรงนี้จึงขอวิงวอนให้ท่านทั้งหลาย หมั่นสวดมนต์นั่งสมาธิถวายเป็นพระราชกุศลให้ในหลวงของเราทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่ปวงชนชาวไทยตลอดชั่วกาลนานเถิด
เอาละครับ เรามาเข้าหัวข้อที่จั่วไว้กันเลย เป็นที่รู้ ๆ กันว่า ธรรมะหรือคำสั่งสอนของพระบรมศาสดานั้นเมื่อกล่าวกันอย่างย่นย่อมีอยู่ 3 ประการเท่านั้นคือ
1.จงทำดี 2.ละเว้นชั่ว 3.ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว
3 ประการถ้าจะกล่าวให้เข้าใจยิ่งขึ้นควรกล่าวอย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านใช้ภาษานุ่มนวลแต่ชัดเจนอย่างนี้
ประการที่ 1 ทรงสอนให้ละบาปทั้งปวงลง
ประการที่ 2 ทรงสอนให้บำเพ็ญบุญกุศลให้ถึงพร้อม
ประการที่ 3 ทรงสอนให้ฝึกจิตที่เศร้าหมองขุ่นมัวให้ผ่องใส สะอาด ปราศจากกิเลสบาปกรรมต่าง ๆ
พ่อแม่ครูบาอาจารย์ระดับสูงทุกรูปต่างยืนยันว่า 3 ประการดังกล่าวข้างต้นจะเป็นโอวาทของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ที่มาตรัสรู้ในโลกนี้อย่างไม่มีผิดแผกแตกต่างกันแน่นอน
ทั้ง 3 ประการนั้นแม้มิอาจทำได้หมด อย่างน้อยก็ทำข้อ 1 และข้อ 2 ให้ได้ก็ยังดี เพราะการละบาปนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก เมื่อละบาปแล้วจะทำบุญกุศลก็มีคุณค่ามากขึ้นเจริญขึ้น แม้การชำระจิตใจให้กิเลสจางหายก็ง่ายกว่า
แม้แต่ในหมวด ‘เทวธรรม’ ก็ยังบอกไว้ชัดเจน มี หิริโอตตัปปะ คือการละอายการเกรงกลัวต่อการทำบาป ทำให้เกิดเป็นเทวดา คนจะเกรงกลัวบาปก็ต้องมีศีล...จึงตรงกับคำกล่าวที่ว่า
คนที่มีศีล 5 บริสุทธิ์ จะไม่มีวันตกอบายภูมินั่นเอง และจะมีสุคติภูมิเป็นที่หมายโดยแท้!
ครูบาอาจารย์ท่านยังแนะอีกว่า ศีลนี่สำคัญมาก ๆ เพราะเมื่อบุคคลมีศีลที่บริสุทธิ์แล้วก็ไม่มีบาป เพราะเลิกทำบาป เมื่อไม่ได้ทำบาป ทำอะไรก็เป็นบุญกุศล จะพูดจะทำอะไรก็เป็นบุญไปหมด เพราะอยู่ในกรอบแห่งศีล พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงอานิสงส์ไว้ท้ายการบอกศีลของพระชัดเจนว่า
สีเลนะสุคะติง ยันติ...ผู้มีศีลจะไปสู่สุคติสวรรค์
สีเลนะ โภคะสัมปะทาผู้มีศีลจะสมบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ
สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ผู้มีศีลพาให้เข้าสู่พระนิพพานโดยง่าย
ข้อ 1 และ 2 เป็นเรื่องที่ได้ยินบ่อย สำหรับข้อ 3 คือผู้มีศีลพาให้เข้าสู่พระนิพพานโดยง่าย คงต้องขยายให้เข้าใจสักนิด ดังที่ท่านทั้งหลายเคยได้ยินได้ฟังมาเกี่ยวกับไตรสิกขาสาม คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นแหละ
ทั้งหมดคือการเกี่ยวเนื่องกัน นับจากศีลสู่สมาธิ เพื่อปัญญาแห่งความหลุดพ้นจากทุกข์ สำคัญคือถ้ามีศีลบริสุทธิ์ การทำสมาธิก็เป็นไปด้วยดี เหตุเพราะมันไม่มีบาปมีกรรมมารบกวน
ตรงนี้แม้แต่หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ พระอริยสงฆ์แห่งวงการพระกรรมฐานที่ละขันธ์สู่แดนนิพพานแล้วยังเคยกล่าวไว้ชัดเจน
ศีล 5 เป็นพื้นฐานของการบำเพ็ญบุญอื่น ๆ เมื่อเรามีศีลแล้วการให้ทานมันก็เป็น ทานัง เม ปริสุทธัง ทานของเรานี้บริสุทธิ์แล้วหนอ” ท่านยังแนะนำญาติโยมให้พิจารณาการละเมิดศีล เมื่อตรวจสอบแล้วก็อธิษฐานดังนี้
“ข้าพเจ้าขอสารภาพผิดได้ล่วงศีลข้อนั้นจริง บัดนี้ต่อไปจะไม่ละเมิดทำผิด ด้วยความสัตย์ความจริงนี้ ขอให้โทษทั้งหลายเหล่านั้นจงหมดไป ข้าพเจ้าจะไม่ทำบาปอย่างนั้นต่อไป”
หลวงปู่ย้ำว่า เมื่อเราอธิษฐานจิตอย่างนี้ ศีลก็จะมาตามเดิมเรียกว่า
...สัมปัตตวิรัติ คือ วิรัติด้วยตนเองอธิษฐานเอาด้วยตนเอง!
เมื่อเราอธิษฐานอย่างนี้เสมอแล้ว บาปมันก็จะหมดไป ๆ ถ้าหากเราไม่ทบทวน เราไม่ยอมรับผิดแล้วอธิษฐาน ‘จะไม่ทำผิดอีกต่อไป’ บาปก็จะตามอยู่อย่างนั้นมันไม่ออกไป
แต่ถ้ายอมรับผิด ตั้งใจไม่ทำอีก บาปก็จะหมดไป บาปเก่าหมดบาปใหม่ไม่มี มันก็บริสุทธิ์...
ภาวนาอะไร ทำบุญอะไรมันก็ได้อานิสงส์มาก!
พบกันฉบับหน้าครับ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com