ศีลและทาน ฐานแห่งสม...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ศีลและทาน ฐานแห่งสมาธิปัญญา by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#462]
ศีลและทาน
 
ฐานแห่งสมาธิปัญญา

 

        ขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้...วันพรุ่งนี้คือวันที่ต้องเดินทางไปวัดป่าชนะสงคราม โดยมีคณะศรัทธาจำนวน 2 คันรถบัสร่วมเดินทางด้วยจุดประสงค์ 2 ประการ

หนึ่งคือ การร่วมถือศีลปฏิบัติธรรมที่เรียกว่าบวชศีลวดี

สอง...ร่วมทอดผ้าป่า หาทุนทรัพย์ทะนุบำรุงเสนาสนะ

อย่างที่เคยเรียนไว้แล้ว ครั้งนี้น่าจะเป็นผ้าป่าสุดท้ายที่ภูเตศวรจะได้นำพาลูกศิษย์และญาติธรรมร่วมทอดถวาย ณ วัดแห่งนี้ เหตุเพราะวันเวลาได้เคลื่อนคล้อยมาจนใกล้วันที่ผู้เขียนกำหนดเอาไว้สำหรับการก้าวสู่ร่มเงาแห่งศาสนาอย่างที่หวังในบั้นปลายชีวิต

ก่อนหน้าที่จะชักชวนทุกคนร่วมงานบุญครั้งนี้ คิดว่าจะไม่รบกวนญาติมิตรในเรื่องหาทุนทรัพย์อีก เพราะภาระใหญ่ ๆ ในการก่อสร้างแล้วเสร็จลงเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ หากวันหนึ่งหลังนั่งภาวนาเสร็จ...มีคำถามผุดขึ้นกลางใจ

“ภาระเสร็จแล้วจริง ๆ หรือ?” มีปุจฉาก็ต้องใคร่ครวญ การวิสัชนาครานี้ทำให้ได้คำตอบ

“...ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วไม่เสื่อมลง” ความจริงอันเป็นสัจจะบังเกิดทำให้เกิดคำถามต่อมา “วันข้างหน้าจะเอาเงินที่ไหนซ่อมแซมเสนาสนะที่สร้างไว้?”

ไม่เพียงเท่านั้นยังหวนนึกถึงครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะหลวงปู่พรม พรหมโชโต ที่ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสรักษาศรัทธาผู้คนอยู่ที่วัดป่าชนะสงคราม และมีวัยสูงถึง 83 แล้ว...

...แม้ท่านเจ็บป่วยอาพาธขึ้นมาจะดูแลรักษาอย่างไร ถ้าไม่มีเงินเก็บเอาไว้เพื่อการนี้บ้าง?...

น่าแปลกที่ภูเตศวรปรารภกับตัวเองเยี่ยงนั้น และปรึกษากับลูกศิษย์เกี่ยวกับการทอดผ้าป่า จนตกลงใจได้เพียงสองสามสัปดาห์ก็มีข่าวด่วนจากเอกราช ทักขิณะ ลูกศิษย์ที่เข้าไปดูแลงานทำร่องระบายน้ำและประตูรั้วหน้าวัดในเวลานั้น...

“หลวงปู่ป่วยมาก...” คนที่เป็นลูกศิษย์ในด้านเทวศาสตร์เป็นทั้งพราหมณ์ผู้ช่วยในพิธียัญกรรมซึ่งเวลานี้แวะเวียนเข้าวัดปาชนะสงครามสร้างบารมี ส่งเสียงมาตามสาย หลังจากสอบถามโดยละเอียด ทำให้นึกถึง ‘ไข้หวัด 2009’ เพราะท่านมีไข้ขึ้นสูงและปวดศีรษะรุนแรงถึงขนาดวันที่อาการซาลงแล้วท่านยังปรารภกับลูกศิษย์ใกล้ชิด...

“ปู่นึกว่าต้องตายเสียแล้ว!”

วันแรกที่ท่านอาพาธ ญาติโยมพาไปหาหมอที่คลินิกฉีดยา แต่ผู้เขียนสั่งการด่วนและกำชับหนักแน่น

“พรุ่งนี้เช้าให้นำหลวงปู่ไปโรงพยาบาลตรวจเลือดทันที”

ทุกอย่างเป็นไปตามนั้น และผลตรวจที่ออกมาคือ...หลวงปู่มีอาการเบาหวาน...เป็นความดันสูง และหัวใจซีกขวาบล็อกคือทำงานไม่เป็นปกติ วันที่ (26 กุมภาพันธ์) ที่นั่งเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ทางโรงพยาบาลนัดหลวงปู่ตรวจร่างกายอีกครั้ง โดยให้อดน้ำอดอาหารตั้งแต่เที่ยงคืนจนกว่าจะตรวจผลเลือดเสร็จ

นั่นคือความจริงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และเป็นคำตอบที่ว่า...ทำไมภูเตศวรจึงต้องลุกขึ้นมาทอดผ้าป่าหาทุนทรัพย์อีกครั้ง...ทั้งที่คิดว่าจะไม่ทำแล้ว!

ปัจจัยที่ได้จากการทอดผ้าป่าครั้งนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน...หนึ่ง สำหรับเป็นงบส่วนกลางดูแลซ่อมแซมวัด สอง เก็บเอาไว้เป็นทุนรักษาพยาบาลสงฆ์ที่อาพาธในวัดป่าชนะสงคราม โดยเฉพาะหลวงปู่ที่วันนี้บัดนี้กำลังมีโรคประจำตัวคุกคามอยู่...

“ปู่ไม่อาลัยในชีวิตแล้ว”คือประโยคที่ท่านกล่าวกับผู้เขียนในไม่กี่วันที่ผ่านมาเมื่อเดินทางไปกราบนมัสการเยี่ยมที่วัด “คนเรายิ่งแก่มันยิ่งทุกข์ หาสุขหาความดีจากความแก่ไม่ได้เลย”

มิเพียงเท่านั้นหลวงปู่ยังยืนยันหนักแน่น...

“ตายเสียวันนี้เลยปู่ก็พร้อมตาย!”

เราทราบดีว่าวันนี้ครูบาอาจารย์ที่มีภูมิจิตระดับหลวงปู่ ย่อมไม่อาลัยอาวรณ์ในรูปนามขันธ์ห้าทั้งหลายแล้ว ฉะนั้น ‘ความตาย’ ซึ่งเป็นสัจจะเป็นความปกติแห่งสัตว์โลก ไหนเลยจะทำให้หลวงปู่หวั่นไหวได้ ผู้เขียนก็เห็นแก่ตัวก้มกราบท่านพร้อมอาราธนาไว้

“รักษากายสังขารเอาไว้ให้ลูกหลานได้กราบไหว้อีกสักระยะเถอะครับหลวงปู่”

ท่านนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนยิ้มบอกด้วยเมตตา

“ถ้าไม่ถึงเวลาตาย ต่อให้อยากตายมันก็ตายไม่ได้หรอก” ไม่เพียงเท่านั้นหลวงปู่ยังย้ำคำเบาๆ แต่หนักแน่น

“ถ้าจะตาย...จะไปเมื่อไหร่ปู่จะบอกกับแม้วล่วงหน้า!”

สาธุ...นี่คือคำบอกของหลวงปู่ที่ภูเตศวรเคารพกราบไหว้อย่างเต็มหัวใจ และภูมิใจยิ่งที่ได้ดูแลและอุปัฏฐากท่านในวันนี้...ตลอดจนอนาคตข้างหน้าตราบเท่าชีวิตจะหาไม่...

วันนี้คงต้องขอจากลาไปพร้อม ๆ กับโอวาทธรรมของหลวงปู่ที่เคยเทศนาโปรดญาติโยมที่เดินทางมาร่วมบุญหลายครั้งหลายครา

“ทุกอย่างอยู่ที่จิต...สุขทุกข์อันใดจะเป็นนรก สวรรค์...นิพพาน อยู่ที่จิตดวงนี้เท่านั้น ฉะนั้นเราที่เป็นชาวพุทธควรรักษาจิตใจดวงนี้ให้บริสุทธิ์ผ่องใส จิตจะบริสุทธิ์ผ่องใสได้ก็เพราะสติและปัญญารู้เท่าทันกิเลสตัณหา...สติกับปัญญาจะเกิดได้ก็เพราะการปฏิบัติสมาธิภาวนาให้ใจสงบ เมื่อสงบแล้วก็หวนมาพิจารณาความจริงตามที่พระพุทธเจ้าสอน ทุกอย่างเป็นอนิจจัง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา”

กับอีกอย่างที่หลวงปู่ย้ำนักหนาก็คือ ‘ศีล’ ท่านพูดเสมอ...นักภาวนาถ้าล่วงศีล...ไม่สังวรในศีลจะไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติ ส่วน ‘ทาน’ คือการสละออก จะเป็นบุญหนุนส่ง เป็นส่วนทำให้อิ่มใจสุขใจน้อมนำสู่การปฏิบัติได้มากยิ่งขึ้น...ซึ่งตรงกับที่หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ได้เคยเทศนาไว้ว่า...

“...ความจริง การที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้พุทธบริษัทฝึกฝนอบรมจิตตน ก็เพื่อให้เกิดปัญญารู้แจ้งในบาปบุญคุณโทษนี้แหละเป็นเบื้องต้นก่อน ทั้งนี้เพราะว่าเมื่อไม่ละบาป (ศีล) และบำเพ็ญบุญ (ทาน) ให้เจริญขึ้นในตนเสียก่อน เรื่องที่จะให้บรรลุธรรมขั้นสูงนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้!”

ครับ...เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็คงไม่ต้องย้ำนะครับว่า แม้นปรารถนาก้าวสู่สมาธิและปัญญา ก้าวหน้าในการปฏิบัติเพื่อมรรคเพื่อผล สิ่งที่ควรระวังสังวรอันดับแรกในตัวตนคืออะไร

เพราะฉะนั้น...สำหรับนักปฏิบัติภาวนาอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่รู้สึกว่า...ปฏิบัติสมาธิมานานพอควรแล้วทำไมไม่ค่อยก้าวหน้าเลยนั้น...

ควรพิจารณา ‘ศีล’ และ ‘ทาน’ ของตนบ้างไหม ว่าวันนี้พร่องหรือไม่พร่องอย่างไร ถ้าพร่องก็เติมให้เต็มเถอะครับ...จะได้ไม่เสียเวลาปฏิบัติมากแต่ได้ผลน้อยไม่คุ้มทำ!

สวัสดีครับ!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com