จากสร้างบารมี สู่กา...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จากสร้างบารมี สู่การบำเพ็ญบารมี by ธรรมะฝึกจิต

2 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#437]

จากสร้างบารมี

สู่การบำเพ็ญบารมี

 

 

          ผู้เขียนเพิ่งกลับจากการไปเป็นเจ้าภาพสวดปาติโมกข์รวมที่วัดป่าชนะสงคราม จังหวัดสุโขทัย เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาของวัดป่ากรรมฐานที่การลงอุโบสถของพระภิกษุเพื่อฟังโอวาทปาติโมกข์ แต่ละวัดจะหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนเป็นเจ้าภาพด้วยเหตุผลหลายประการ

หนึ่งคือ ประหยัดพิธี เพราะพระสวดเพียงรูปเดียว ทุกวัดสามารถเข้าร่วมได้ โดยไม่จำกัดจำนวน

สอง...เป็นการแสดงความสามัคคี เป็นที่คุ้นเคยในหมู่คณะ และมีโอกาสกราบนมัสการครูบาอาจารย์ผู้อาวุโสรับคำแนะนำสั่งสอนในการปฏิบัติช่วงเข้าพรรษา

สาม...ญาติโยมในแต่ละพื้นที่จะมีโอกาสร่วมบุญกุศลและได้กราบนมัสการครูบาอาจารย์จากวัดอื่นที่ไกลออกไป ซึ่งยากจะพบพานในคราเดียวกัน

ปีนี้วัดป่าชนะสงครามเป็นเจ้าภาพสวดปาติโมกข์ในปักษ์ที่สอง นับจากวันเข้าพรรษา มีวัดที่เข้าร่วมพิธีนี้ 11วัด จำนวนพระภิกษุทั้งหมด 40 รูป

การเดินทางขึ้นไปเป็นเจ้าภาพสวดปาติโมกข์ในครั้งนี้ทำให้มีโอกาสอยู่ปฏิบัติธรรมสิบวันเต็ม ๆ แถมได้รับความเมตตาจากหลวงปู่พรม พรหมโชโต แนะนำสั่งสอนการปฏิบัติธรรมสมาธิอย่างเต็มที่ เพราะครั้งนี้ไม่มีงานพิธีหรือหมู่คณะร่วมเดินทาง จึงไม่มีอะไรให้เกิดความกังวลใจ จึงถือเป็นสิบวันที่คุ้มค่าแก่ชีวิตจริง ๆ

หลวงปู่แนะนำการปฏิบัติหลายวิธี หากสรุปได้ดังนี้ การทำจิตทำใจให้เป็นสมาธิ อย่างที่เรารู้กันในการภาวนา ‘พุทโธ’ หรือการเจริญอานาปานัสสติ คือการกำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างมีสติ หรือใช้ลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ ขจัดความฟุ้งซ่านออกจากความคิด และประการสุดท้ายคือการดู ‘ใจ’ ของตนให้เท่าทันความรู้สึกนึกคิด..รู้ทันอารมณ์ที่แล่นเข้ากระทบ

หลวงปู่ย้ำชัด...การเฝ้าดูใจเป็นมาตรฐานสำคัญของนักปฏิบัติ เพราะใจที่มีสติควบคุมเป็นการหยุดยั้งบาปกรรมทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวงที่เหตุ

“สุข...ทุกข์ทั้งหลายอยู่ที่ใจนรกสวรรค์หรือพระนิพพานก็อยู่ที่ใจ ทุกอย่างเกิดดับที่ใจดวงนี้ดวงเดียวเท่านั้น!” คือคำกล่าวสั้น ๆ กระชับ หากชัดเจนอย่างยิ่ง

“พระนิพพานเกิดกับเราได้ ก็เพราะรู้จักรักษาใจให้สะอาดสงบจนถึงความบริสุทธิ์ของใจดวงนี้ดวงเดียว”

เพราะประการดังกล่าว สิบวันของตัวเองคือการเฝ้าภาวนา ‘พุทโธ’ บางคาบบางคราก็กำหนดลมหายใจ สลับกับการเดินเหินให้รู้เท่าทันกิริยาเหมือนเดินจงกรม หากไม่จำเป็นต้องอาศัยทางเดินจงกรมก็ได้ และเมื่อนั่งสมาธิก็เริ่มจากกำหนดลมหายใจ ขจัดความฟุ้งซ่านไปพอควร จากนั้นตั้งสตินั่งมองความคิดที่แล่นเข้ากระทบ มองดู..รู้แล้ววาง ทำอยู่อย่างนั้น

หลายครั้งหลายครา มากครั้งมากครา หลงลืมแล่นไปตามความคิดเพราะขาดสติกำกับ หากรู้ตัวก็ค่อย ๆ ตั้งสติใหม่...บางครั้งก็นึกท้อแท้ระคนความเบื่อหน่ายตามประสาคนมากด้วยกิเลส ซึ่งหลวงปู่เตือนด้วยรอยยิ้มเหมือนมีเจโตปริยญาณ หยั่งรู้จิตใจ

“ทำไปเรื่อย ๆ สติจะค่อย ๆ กล้าขึ้น พอสติกับผู้รู้เสมอกันเมื่อไหร่...ก็จะเห็นเองแหละ” แถมหยอดท้ายด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความเมตตา

“ปู่ว่าทางนี้แหละลัดที่สุดแล้ว”

การอยู่วัดคนเดียวเงียบ ๆ ก็ดีไปอย่าง เพราะวัน ๆ ไม่ได้คุยกับใคร ทำให้มีโอกาสคุยกับตัวเองมากขึ้น ใจมันชวนคุยนี่แหละทำให้มองเห็นตัวตนของตน มองเห็นตัวกิเลสที่หมักดองอยู่ในจิตวิญญาณชัดเจนขึ้น

สิ่งแรกที่เห็นคือความอาลัยกับความอาวรณ์ในความเคยชินของชีวิตที่ผ่านมา ‘เหงา’ เพราะไม่มีเพื่อนคุย ไม่มีโทรทัศน์และวิทยุ เพราะถือศีลแปดก็เลยหิวในช่วงเย็นถึงดึก ตัวกิเลสดิ้นโครมครามชักชวนให้หาอาหารมาบำรุงบำเรอร่างกายอย่างที่เคยได้รับ

เห็นความทุกข์ชัด ๆ ในสองวันแรก ๆ แต่ท้ายสุดก็ค่อย ๆ จางหายไป..ความปีติยินดีค่อย ๆ ซ่านเข้าแทนที่ ตรงนี้ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นรอยยิ้มของจิตที่เอาชนะกิเลสหยาบ ๆ ได้...

พอทำจิตทำใจกับร่างกายที่ก่อกวนได้บ้าง หลวงปู่ก็ถามขึ้นลอย ๆ หลังจากทำกิจวัตรกวาดลานวัดทำความสะอาดเสนาสนะ และท่านนั่งพักผ่อนที่ศาลาโรงฉันน้ำร้อน

“สบายขึ้นเยอะครับ อย่างน้อยก็ไม่กังวลว่า เย็นนี้จะกินอะไร” ตอบตามความรู้สึกในใจขณะนั้น หลวงปู่พยักหน้ารับรู้ก่อนกล่าวต่อเหมือนเจตนาสอนธรรมะ

“คนเราน่ะกินมาก กินไม่เลือก แต่แข็งแรงสู้ช้างที่กินแต่ยอดไม้ใบหญ้าไม่ได้...”

เหมือนการบ้านที่หลวงปู่ทิ้งไว้ให้คิด..และคืนนั้นหลังทำสมาธิภาวนา จึงยกประเด็นนี้ขึ้นมาวิสัชนา คำตอบคือ

“มนุษย์เสพอาหารไม่เน้นเพราะการยังชีวิตเท่านั้น หากเสพเพราะกิเลสปรุงแต่ง เสพเพราะความอยากในรสชาติอาหาร!”

“กิเลสมันอยู่ตรงไหน?” คำปุจฉาไหลเลื่อน...คำตอบเด่นชัด “ชิวหา...วิญญาณ” แค่รสชาติกระทบลิ้น ใจก็หวั่นไหวเกิดเวทนาขึ้นเป็นสุขเวทนา ถึงตรงนี้ทำให้คิดถึงคำพูดของหลวงปู่เสน ปัญญาธโร

“มันอร่อยมากก็ลองคายออกจากปากมาดูชัด ๆสิ...” จริงของหลวงปู่...“เศษอาหารที่เห็นที่ปรากฏต่อสายตามันช่างขัดแย้งกับรสที่อยู่ในปากจริง ๆ ทั้งน้ำลายเศษผักเศษข้าวเศษพริกปะปนกันของเป็นปฏิกูล แค่นี้เราก็เห็นความจริงอันเป็นความขัดแย้งระหว่างชิวหาวิญญาณ กับจักษุวิญญาณอย่างชัดเจน

...นี่คืออนิจจังโดยแท้!

เพราะอาหารอร่อยปากอร่อยลิ้น เวลาคายออกจากปากแล้ว ให้เอาเข้าปากกลืนกินอีกครานั้นยากทำใจได้จริง ๆ


1 ตอบกลับ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

        ครับ สิบวันแสนสั้นผ่านเลย ทั้ง ๆ ที่อยากอยู่ต่ออีกสักพัก หากมีนัดประชุมกับคณะจัดงานลอยกระทงสุโขทัย ที่มีท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ทำให้ต้องเดินทางออกจากวัดในวันรุ่งขึ้น

คืนสุดท้ายไม่ได้ทำอะไร นอกจากนั่งเงียบ ๆ มองฟ้ามองดิน คิดถึงวันแรก ๆ ที่มาสร้างวัด...ผ่านอุปสรรคมานานัปการ จนถึงวันนี้...สิบปีที่ผ่านเลยเหมือนสิบวันที่ผ่านมา ทุกอย่างเกิดขึ้น...และจบลง

ความทุกข์ร้อน...เหน็ดเหนื่อยในวันนั้นจางหาย...เหมือนไม่เคยเกิดขึ้น จับต้องไม่ได้...

“จบแล้วต้องวาง” ปัญญาบอกตัวเองในความคิด “ทุกอย่างที่ผ่านมาคือการสร้างบารมี”

ตรงนี้ทำให้นึกถึงเพื่อนพ้องญาติมิตรญาติธรรม ที่ช่วยออกทุนออกแรงร่วมสร้าง ทุกคนร่วมสร้างบารมีด้วยกัน ถ้าไม่มีทุกคนเหล่านั้นไฉนจึงมีวันนี้...จำได้ว่าตนเองหลับตาลงกำหนดจิตนิ่ง...ฝากความขอบคุณไปกับความสงบเงียบในยามดึก บนแผ่นดินธรรมที่สร้างบูชาคุณแห่งพระรัตนตรัย

ขอให้ทุกคนมีสุข...มากบารมี และพบหนทางพ้นทุกข์

“พวกเรามาถึงครึ่งทางแล้ว” ประโยคของหลวงปู่พรม แว่วขึ้นในจิตใจ ประโยคเมื่อวันเข้าพรรษาที่เรานำผ้าป่ามาทอดถวาย วินาทีนั้นคำตอบก้องขึ้นในใจของภูเตศวร

“ครึ่งทางที่เหลือคือบำเพ็ญบารมี!”

สร้างบารมีแล้วต้องบำเพ็ญบารมี สองประการนี้คือทางนำพาสู่ความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง คำตอบต่อมาคือ

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะสลัดวางโลกสู่เส้นทางบำเพ็ญธรรม?

คืนสุดท้ายในวัดป่าชนะสงคราม ภูเตศวรได้คำตอบแก่ตน...เวลานั้นอยู่ตรงไหนเมื่อไหร่? เหตุนี้จึงอยากถามญาติมิตรญาติธรรมสั้น ๆ

...วันนี้ท่านบำเพ็ญบารมีแล้วหรือยัง?


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com