
‘ชราธัมโมมหิ ชะรัง อะนะติโต’
ผู้เขียนกับทมยันตี เพิ่งกลับมาจากสุโขทัยเมื่อคืนกลางดึก เที่ยวนี้ค่อนข้างใช้เวลาหลายวัน เพราะภารกิจจำเป็นมีหลายประการ แรกสุดคือเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม คุณเอกราช ทักขิณะ ลูกศิษย์ใกล้ชิดที่มีใจรักในงานพิธียัญกรรม ซึ่งเราสองคนได้รับการกราบกรานเป็นครูบาอาจารย์ โดยการประสิทธิ์ความรู้ทั้งปวงให้เพื่อสืบสานงานพิธีต่าง ๆ ในกาลข้างหน้า เธอได้รับงานยกศาลท่านท้าวมหาพรหมให้กับโรงแรมพิมาน ในจังหวัดนครสวรรค์
หลังเป็นพราหมณ์ผู้ช่วยมาหลายครั้งหลายครา งานนี้เป็นงานที่ถือว่า ‘บินเดี่ยว’ เป็น ‘เจ้าพิธี’ อย่างเป็นทางการ ในฐานะอาจารย์ ทมยันตีจึงกล่าวกับผู้เขียนเบา ๆ
“ไปดูเจ้าเอกราชมันหน่อย”
งานพิธีผ่านพ้นไปด้วยดี หากน่าเสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมา อีกทั้งเวลาฉุกละหุก เพราะวันนี้คือเส้นตายต้องส่งต้นฉบับ จึงมิอาจรอคอยอะไรได้ ทำให้ไม่สามารถนำรูปสวย ๆ มาฝาก อย่างไรก็ตามหลังจบพิธีทั้งปวง คำยืนยันของ ‘แม่ครู’ ผ่านโสตลูกศิษย์อย่าง เอกราช ทักขิณะ ชัดเจน
“...เราสอบผ่าน” มิหนำซ้ำยังรับปากรับคำกับเจ้าพิธีคนใหม่ “แม่จะดูโองการเจ้าอีกที และจะประพันธ์เพิ่มให้บางส่วน”
บ่ายนั้นหลังพิธียกศาล เรามุ่งหน้าจากนครสวรรค์สู่จังหวัดสุโขทัยด้วยนัดหมายกับท่านพระครูหมู เจ้าอาวาสวัดอมราวาส สถานที่ซึ่งจะจัดสวดนพเคราะห์สืบชะตาในวันปีใหม่ที่จะมาถึงอีกไม่กี่วันข้างหน้า ไปครานี้เพื่อดูสถานที่และตกลงใจครั้งสุดท้ายร่วมกับท่านพระครูเกี่ยวกับงานพิธีดังกล่าว
เราใช้เวลาตัดสินใจในแผนงานกับท่านเจ้าอาวาสเพียงชั่วโมงเศษ ๆ เพราะต้องเดินทางต่อเข้าอำเภอทุ่งเสลี่ยม เพราะคืนนี้ต้องพักที่นั่น ด้วยพรุ่งนี้เรามีงานสำคัญอีกประการที่นั่น
เพราะความสูงวัยถึง 73 ที่พักของคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ จึงเป็นโรงแรมเล็ก ๆ ในตัวอำเภอทุ่งเสลี่ยม เพราะไม่อยากให้เหนื่อยเกินกำลัง อีกอย่างภารกิจสุดท้ายที่วัดป่าชนะสงคราม เป็นหน้าที่ของผู้เขียนโดยตรง
เช้าตรู่ของวันใหม่ หน้าที่ของภูเตศวรคือนำอาหารที่คุณหญิงท่านแวะซื้อในตัวจังหวัดสุโขทัย ไปถวายหลวงปู่พรม พรหมโชโต เจ้าอาวาสกับคณะสงฆ์ พร้อมเดินตรวจตราวัดเพราะงานสร้างกำแพงรั้วจากเงินศรัทธาในวันบุญทอดกฐินกำลังดำเนินการ และตรวจพื้นที่บริเวณที่จะทำกุฏิปฏิบัติธรรมสำหรับเหล่าอุบาสิกาเอาไว้ล่วงหน้า
หลังทำภัตกิจเสร็จ ผู้เขียนนิมนต์หลวงปู่ไปพิจารณาอาณาเขตบริเวณที่จะทำกุฏิดังกล่าว ซึ่งหลวงปู่เห็นชอบด้วยหลังรับฟังคำอธิบายอย่างละเอียด และนั่นคือประเด็นสำคัญสำหรับการนัดประชุมคณะกรรมการวัดจำนวน 50 ท่านในเย็นวันนั้น
บ่าย 2 โมง คุณหญิงวิมลมาถึงวัดด้วยรู้หลังเวลาฉันภัตตาหารที่มีเพียงเวลาเดียวของพระสายกรรมฐานคือการปฏิบัติภารกิจส่วนตัว จากนั้นช่วงบ่ายจะว่างจนถึงบ่ายสามคือกิจปัดกวาดเสนาสนะตลอดจนลานวัด ก่อนพบปะกันที่โรงฉันน้ำร้อน หรือแวะฉันน้ำปานะในช่วงเย็น
คุณหญิงวิมลมาถึงขณะที่หลวงปู่นั่งรออยู่ที่ศาลาฉันน้ำร้อนหลังเล็ก หลังกราบนมัสการแล้วท่านทั้งสองได้สนทนากันอยู่ประมาณ 30 นาที หาก 30 นาทีนั้นคือสาระแห่งธรรมอันทรงคุณค่า
ธรรมะไม่ใช่ของลึกลับซับซ้อนมากมาย ธรรมะมิได้มาจากคำอรรถาธิบายอย่างพิสดาร ธรรมะสามารถรับรู้และซึมซับได้จากวิธีพูดที่ราบเรียบเข้าใจง่าย มาจากประโยคพื้น ๆ ที่ดูเหมือนการทักทายธรรมดา เพียงแต่ว่า ‘เราผู้ฟัง’ นั้นได้ฟังอย่างมีสติและนำมาพิจารณาหรือไม่เท่านั้น
“เป็นไงบ้าง?” หลวงปู่ถามด้วยรอยยิ้มแบบคนชราอายุ 82
“แก่เจ้าค่ะ ปีนี้วิมล 73 แล้ว”
“มันยังจะแก่ไปอีก...ถ้าไม่ตายเสียก่อน” หลวงปู่พูดปนหัวเราะ “คนยังไม่แก่ไม่รู้หรอกว่าความแก่มันเป็นทุกข์อย่างไร?”
“นั่นสิคะ เวลาพระท่านให้พรว่า อายุ วรรณโณ สุขขัง พะลัง ทีไร วิมลจึงขอแค่ 2 ข้อหลัง ไอ้อายุวรรณโณนี่ท่าจะไม่หรอกเจ้าค่ะ”
“ยิ่งแก่มันก็ยิ่งทุกข์” หลวงปู่ท่านปรารภเบา ๆ “ปีนี้ป่วยเป็นไข้บ่อย เป็นโรคลำไส้อักเสบ พอรักษาดีขึ้นหน่อยก็เป็นไข้หวัดใหญ่ เป็นมาหลายครั้งแล้ว 2 เดือนก่อนไปบิณฑบาต หมามันไล่กัดกันวิ่งมาชน ทำเอาล้มแขนบวมไปหลายวัน” คำพูดปนหัวเราะ “แค่หมามันชนคนแก่ยังล้ม นี่ก็เป็นงูสวัดเพิ่งหายปวดแสบปวดร้อนเหมือนกันนะ”
สนทนากันถึงตรงนี้ทำให้ผู้เขียนประหวัดถึงประโยคเมื่อตอนเช้าของหลวงปู่ ช่วงผู้เขียนเข้าถวายอาหารบนศาลาใหญ่ ในเรื่องเดียวกัน
“เมื่อก่อนไม่รู้ก็เคยนึกสงสัย ทำไมพระพุทธเจ้าที่ท่านทรงเพียบพร้อมไปทุกอย่าง วังก็มีสามฤดู เมียก็งามแท้ สมบัติก็มีมากหลาย แล้วทำไมออกบวช เขาก็ว่าท่านเห็นคนเกิดคนแก่คนเจ็บคนตาย เราก็สงสัยอีกที่ว่ามันก็เป็นของธรรมดา ใครเขาก็เห็น ใครเขาก็เป็นกัน มาวันนี้มันถึงรู้ตอนเราแก่นี่แหละว่า ยิ่งแก่มันยิ่งทุกข์ ปวดหนักปวดเบา พอรู้ตัวมันก็ไหลแล้วอั้นไม่อยู่ หูตามันมืดมัว จะลุก จะนั่ง จะนอน จะเดิน มันเป็นทุกข์ไปหมด เวลาแก่มาก ๆ ขนาดเอาผ้ามาปูหนา ๆ นุ่ม ๆ อย่างเศรษฐีนอนยังปวดไปทั้งตัวเลย พวกเรานี่มาเจอมารู้ก็ตอนแก่เลยสงสัยต่อ แล้วสมัยพระพุทธเจ้าท่านยังหนุ่มทำไมท่านรู้เห็นภัยตรงนี้ได้” ลงท้ายท่านสรุป...
“พอพิจารณาชัด ๆ จึงเข้าใจ เพราะปัญญาของพระมหาโพธิสัตว์ที่ท่านสร้างสมมา พวกเรามันปัญญาน้อยจึงต้องอาศัยสร้างบารมี อาศัยคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าช่วยพาพ้นทุกข์ พอเห็นจริงจึงรู้ เออหนอ ชาติ ชรา มรณะ มันทุกข์อย่างนี้นี่เอง ไม่อยากทุกข์ต้องหาปัญญามาทำให้ตัวเองไม่เกิด เมื่อไม่เกิดก็ไม่ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายอีก”
เราคิดตามขณะหูคอยฟังคำสนทนาของหลวงปู่กับคุณหญิงต่อ ได้ยินท่านเล่าให้ฟังปนเสียงหัวเราะขัน ๆ
“ชาวบ้านมาทำบุญ อธิษฐาน ขอให้ข้าพเจ้าอายุยืนเป็นหมื่นปี ปู่ก็เลยบอกถ้าอย่างนั้นต้องอธิษฐานเกิดในสมัยพระศรีอารียเมตไตรย เพราะสมัยนั้นคนอายุเป็นหมื่น ๆ ปี ถ้าขืนตอนนี้อายุยืนมากมันต้องอธิษฐานขอตายในวันหน้า ใครมันจะทนทุกข์กับความแก่ขนาดนั้นไหว”
ช่วงหนึ่งคุณหญิงวิมล รายงานกับหลวงปู่ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงจะไปนมัสการสังเวชนียสถานที่อินเดีย เหตุผลคือไปครั้งนี้จะไปอธิษฐานจิตครั้งสำคัญสำหรับกลับมาเริ่มต้นเขียนงาน‘จอมศาสดา’ โดยเฉพาะ ตลอดช่วงเวลาทำงานนั้น คุณหญิงท่านจะนุ่งห่มขาวถือศีลอย่างเคร่งครัด และที่สำคัญยิ่ง...
...ค่าต้นฉบับและลิขสิทธิ์จะถวายให้พระพุทธศาสนา โดยไม่นำมาใช้แต่สตางค์เดียว...
ไม่มีอะไรประเสริฐไปกว่าคำอนุโมทนาของพระสังฆเจ้า สำหรับผู้เขียนเชื่อมั่นในพระรัตนตรัย ซึ่งหลวงปู่ท่านได้อนุโมทนากับความตั้งใจของคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ แล้ว ด้วยอาการพยักหน้าอวยพร
...ขอให้สำเร็จ ๆ
เย็นนั้นคุณหญิงกราบลาหลวงปู่กลับไปพักผ่อน ผู้เขียนอยู่เพื่อประชุมคณะกรรมการวัด กว่าจะเสร็จก็ร่วม 5 ทุ่ม นัดหมาย 7 โมงเช้าอีกครั้งในวัดป่าชนะสงคราม เพื่อกำหนดและสั่งการตามแผน ออกจากวัดไปรับคุณหญิงช่วงบ่ายไปพบแม่บายศรีที่สวรรคโลก เพื่อให้ทำบายศรีในงานบวงสรวงที่ทางท่านนายกฯ พัทยาขอเชิญในวันที่ 28 ธันวาคม 2551 ออกจากสวรรคโลกตอนเย็น มุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ
ถึงบ้าน...เกิดปัญญาโดยพลัน ปีนี้เราแก่แล้วจริง ๆ เพราะกับการเดินทางที่ต้องขับรถไกล ๆ แบบนี้ต้องพูดว่า ‘เหนื่อยแทบขาดใจ’
กระนั่นก็ยังเชื่อว่าบุญและกุศลตรงนี้พอมีอยู่บ้างนั้น ขอยกให้ท่านผู้อ่านขวัญเรือนเป็นของขวัญปีใหม่ ให้ทุกท่านปราศจากโรคาพยาธิ เจริญสุขในหน้าที่การงาน คิดสิ่งใดขอให้สมความปรารถนาเทอญ
สวัสดีปีใหม่!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com