
ธาตุพิเศษในกายของมนุษย์
วันนี้คงต้องว่างเว้นจากการตอบจดหมายแก้ปัญหาข้องใจจากท่านผู้อ่านอย่างที่ควรเป็น เหตุเพราะจดหมายหมดเกลี้ยงในลิ้นชักไม่เหลือแม้แต่ฉบับเดียว ก็ไม่เป็นไรครับ ภูเตศวรก็จะยกเอาสาระอื่น ๆ มาสาธกสาธยายไปก่อน ไว้มีจดหมายเข้ามาก็จะทำหน้าที่เหมือนหลาย ๆ ฉบับที่ผ่านมาอีกครั้ง
สรุปคือทุกอย่างยังคงเดิม แต่เป็นไปตามสถานการณ์ ถ้าไม่มีจดหมายให้ตอบ ผู้เขียนก็ต้องหาสาระมาเล่าสู่กันฟังเท่าที่ปัญญามีแหละครับ
คงไม่ต้องอารัมภบทอะไรให้มากความ เรามาเข้าหัวข้อที่จั่วไว้ดีกว่าครับ...โบราณจารย์ท่านได้กำหนดธาตุวิเศษในการหยั่งรู้สิ่งที่เป็นวิสัยไว้มี 6 ประการคือ
1. จักษุธาตุ (ธาตุตา) ซึ่งสามารถรับรู้มองเห็นรูป
2. โสตธาตุ (ธาตุหู) มีความสามารถในการฟังเสียง
3. ฆานธาตุ (ธาตุจมูก) มีความสามารถในการดมกลิ่น
4. ชิวหาธาตุ (ธาตุลิ้น) มีความสามารถในการรับรู้รส
5. กายธาตุ (ธาตุกาย) มีความสามารถในการรับสัมผัส
6. มโนธาตุ (ธาตุใจ) มีความรับรู้ธรรม คือสิ่งที่เกิดขึ้นทางใจ
ธาตุทั้งหกนี้ท่านเรียกรวม ๆ ว่า ‘อินทรียธาตุ’ แปลว่าธาตุคืออินทรีย์หรือธาตุที่เป็นใหญ่ ท่านว่าเป็นผลของกรรมที่ทำไว้แต่ชาติปางก่อน ผู้ทำบุญไว้มากก็ได้ธาตุเหล่านี้สมบูรณ์ดี ผู้ทำกรรมชั่วไว้ก็จะได้ธาตุเหล่านี้บกพร่องไปตามส่วน ธาตุทั้งหกจึงมีดีมีเลวตามลักษณะของกรรมดีและชั่วเป็นผู้แต่ง
ส่วนอารมณ์อันเป็นวิสัยของธาตุทั้งหกนั้นท่านก็จัดไว้มีหกประการเช่นเดียวกัน คือ
1 .รูปธาตุ (ธาตุรูป) อันเป็นวิสัยของตาพึงเห็น
2. สัททธาตุ (ธาตุเสียง) อันเป็นวิสัยของหูจะพึงฟัง
3. คันธธาตุ (ธาตุกลิ่น) อันเป็นวิสัยของจมูกจะพึงดม
4. รสธาตุ (ธาตุรส) อันเป็นวิสัยของลิ้นจะพึงลิ้ม
5. โผฏฐัพพธาตุ (ธาตุที่พึงถูกต้อง) อันเป็นวิสัยของกายจะพึงสัมผัส
6. ธัมมธาตุ (ธาตุธรรม) อันเป็นวิสัยของใจจะพึงรู้
โดยปกติธาตุทั้งหกนี้ย่อมมีในร่างกายของตัวเอง ทั้งในร่ายกายคนอื่น เมื่อมีสิ่งอื่นมาสัมผัสกับธาตุภายในทั้งหก จะเกิดกระแสสะเทือนใจด้วยวิญญาณธาตุ คือธาตุรับรู้อารมณ์ซึ่งมีทวาร 6 ทำหน้าที่รับรู้เสียก่อน ถ้าทวารทั้ง 6 ไม่รับรู้ ก็ต้องไม่ผ่านเข้าสู่วิญญาณธาตุที่จะทำให้รับรู้อารมณ์จนเกิดกระแสสะเทือนใจได้อย่างเช่น
การปิดตาอยู่ทำให้มองไม่เห็นภาพจึงไม่เก็บไปปรุงแต่งในใจจนเป็นอารมณ์ เป็นต้น
ในบรรดาธาตุทั้งปวงที่กล่าวมาทั้งหมด ‘มโนธาตุ’ หรือธาตุใจ เป็นธาตุรู้เป็นตัวการสำคัญที่สุด ในการก่อสุขทุกข์ขึ้นในตน ถ้ารู้จักตนเองดี ใจก็ไม่ก่อทุกข์แก่ตัว ถ้าใจไม่รู้จักตนเองดีมักก่อทุกข์ใส่ตัว ฉะนั้นทางพุทธศาสนา จึงเน้นหนักในทางให้รู้จัก ‘ใจ’ ตามความเป็นจริง ให้ใจรู้เท่าทันธรรมารมณ์ทั้งหลาย ที่เข้ามากระทบจะเป็นผลดีที่สุด เพราะพุทธศาสนาถือว่า ใจเป็นจุดศูนย์กลางที่รวมของความดีความชั่วทั้งปวง ถือว่าใจเป็นผู้ทำดีทำชั่วก่อนสิ่งอื่น...
...เมื่อใจดี...กายวาจาก็ต้องดีด้วยเป็นธรรมดา!
การปฏิบัติสมาธิ หรือกรรมฐานก็เพราะต้องการฝึกใจ เมื่อใจถูกฝึกอบรมดีแล้ว ใจจะเป็นที่ตั้งแห่งทิพยภาวะ คือสิ่งที่เป็นทิพย์ทั้งปวง จะเกิดมีทิพยอินทรีย์ และทิพยอำนาจโดยลำพัง เมื่อมีทิพยสมบัติเหล่านี้โดยสมบูรณ์ในใจแล้ว ย่อมรับรู้ทิพยวิสัยทั้งปวงได้
ว่ากันว่า ถ้าอาศัยอิทธิบาทภาวนา อบรมใจให้ได้สมาธิ เข้าถึงขีดขั้นของจตุตถฌาน (ฌาน 4) ได้โดยสมบูรณ์ ใจที่สงบเข้าถึงขีดขั้นของฌาน 4 ย่อมเป็นใจที่สมบูรณ์ด้วยทิพยภาวะ ย่อมมีทิพยอินทรีย์ สามารถรับรู้ทิพยวิสัยทั้งปวง ถ้าย้อนใจไปเพื่อรู้ในทางใดก็จะรู้ในทางนั้นได้ทุกทาง คือถ้าย้อนใจไปในทางรูปก็จะเกิดตาทิพย์ สามารถเห็นรูปทิพย์และรูปมนุษย์ได้ ถ้าย้อนใจไปทางฟังเสียงก็จะเกิดหูทิพย์ ฟังเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ได้ รวมทั้งฆานทิพย์ ชิวหาทิพย์ สัมผัสทิพย์หมดทุกประการ
อำนาจทิพย์ทั้งปวงที่ผ่านมายังรวมไปถึงการกำหนดรู้จิตใจผู้อื่นที่เรียกว่า ‘เจโตปริยญาณ’ อีกด้วย การกำหนดรู้หรือดักใจผู้อื่นจะมีได้มากน้อยขึ้นอยู่กับอำนาจแห่งสมาธิของแต่ละบุคคลตามภาวะนั้น ๆ
โดยปกติลักษณะทั่วไปของเจโตปริยญาณมักจะบังเกิดได้ทางกระแสสัมผัสทางเดียว แต่สำหรับผู้ทรงภูมิธรรมชั้นสูง ๆ อาจรู้ได้ด้วยประการต่าง ๆ หลายประการด้วยกัน ดังตัวอย่างที่พระอริยคุณาธาร (เส็ง) ปุสโส กล่าวอ้างไว้ใน ‘ทิพยอำนาจ’ โดยบันทึกไว้ว่า...
“พระอาจารย์ ภูรินัตตเถระ (มั่น) อาจารย์ของข้าพเจ้าได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า ญาณความรู้ที่เกิดขึ้นในการกำหนดรู้เหตุการณ์ อุปนิสัยใจคอของผู้อื่นนั้นมีสามอย่างคือ
1. เอกวิธัญญา รู้โดยส่วนเดียว หมายความว่า รู้สึกขึ้นในทางใจที่เดียว เช่น รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์นั้น ๆ ในวันนั้นหรือวันไหนในอดีต หรืออนาคตได้ ส่วนอุปนิสัยของคนก็รู้ได้ในใจว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ประการเดียว โดยไม่อาศัยนิมิตอื่นใด
2. ทุวิธัญญา รู้โดยส่วนสอง คือมีภาพนิมิตปรากฏขึ้นมาก่อน จึงรู้ความหมายตามนิมิต
3. ติวิธัญญา รู้โดยส่วนสาม คือมีภาพนิมิตปรากฏขึ้นก่อน แล้วต้องกำหนดตามในใจเสียก่อน เข้าสู่ความสงบจนถึงฐิติอติ ถอยออกมาถึงขั้นอุปจาระ จึงสามารถรู้เรื่องตามนิมิตที่ปรากฏนั้น”
ครับ...ความรู้อันเป็นลักษณะ ‘ทิพย์’ ที่กล่าวมา เป็นการรับรู้ด้วยญาณหลาย ๆ อย่าง มีทั้งเจโตปริยญาณ ทั้งทิพยจักษุญาณ และยังมีญาณแยกออกเป็นส่วนย่อย ๆ อีกหลายประการ อย่างเช่น อตีตังคสญาณ อนาคตังสญาณ เป็นญาณรู้ อดีต...อนาคต ฯลฯ
รวมความแล้วการฝึกอบรมใจให้สงบบริสุทธิ์ผ่องใสแล้ว ญาณหยั่งรู้และภาวะแห่งทิพย์จะบังเกิดขึ้นมากมายตามกำลังแห่งวาสนาบารมี โบราณจารย์ท่านกล่าวไว้ว่า...
จิตใจที่ผ่องใสบริสุทธิ์ สมมติลักษณะได้ว่าเป็น ‘ใจแก้ว’ เพราะมีลักษณะใสดั่งแก้วมณีโชติ
ถ้าฝึกฝนได้ถึงขั้นใจแก้วแล้ว ภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมา หรือกำลังจะเกิดย่อมแสดงเงาขึ้นที่ใจแก้ว เหมือนเงาปรากฏขึ้นที่กระจกอย่างไรอย่างนั้น...
ใจแก้วจึงเป็นจุดศูนย์รวมของญาณหยั่งรู้ทุกประการ!
ผู้ปรารถนาภาวะทิพย์ ปรารถนาญาณหยั่งรู้พิเศษต่าง ๆ พึงฝึกฝน ‘ใจ’ อันเป็นธาตุรู้...ธาตุพิเศษของตนให้บริสุทธิ์เหมือนแก้วมณีโชติ
...ทุกประการจะสำเร็จดังมโนรถทุกประการ...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com