
จักขุแปดประการ
วันนี้ขอพูดถึงการสร้างทิพยอำนาจสักนิด...หลังจากว่างเว้นไปนาน เนื่องจากงานสร้างวัดป่าชนะสงครามจนต้องเบียดบังเนื้อที่คอลัมน์อยู่เป็นประจำ
มีคนถามภูเตศวรเรื่องความสามารถของพระโยคาวจร หรือนักปฏิบัติที่ท่านบังเกิดอำนาจเหนือธรรมชาติ สามารถมองเห็นสิ่งที่มนุษย์เราธรรมดามองไม่เห็นนั้นเกิดขึ้นได้เพราะธรรมะหมวดใด?
ถ้าพูดกันโดยรวม...ต้องตอบว่าเพราะจิตอันเป็นสมาธิ เพราะมรรคและผลที่ได้จากการปฏิบัติตามแนวทางที่พระบรมศาสดาทรงแนะนำสั่งสอน ถ้าจะพูดกันโดยละเอียดต้องพูดถึงการเจริญ ‘ฌาน’ แต่ละลำดับจนเกิดอภิญญาต่าง ๆ ขึ้น เรียกว่าอภิญญา 6 (เคยเขียนลงตีพิมพ์แล้ว) บางท่านเรียกว่า ‘วิชชา 8’ ก็มี... ‘วิชชา 3’ ก็มี ขึ้นอยู่กับหมวดหมู่ที่กำหนดเรียก แต่เมื่อประมวลทั้งอภิญญา 6 และวิชชาเข้าด้วยกัน สามารถแบ่งแยกความแตกต่างแห่งความสามารถได้เพียง 8 ประการ
1. อิทธิวิธี...การทำฤทธิ์ต่าง ๆ
2. มโนมยิทธิ ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจ
3. เจโตปริยญาณ รู้จักใจรู้จักความคิดของผู้อื่น
4. ทิพยโสต...หูทิพย์ ได้ยินเสียงที่มนุษย์ไม่ได้ยิน
5. ทิพยจักษุ...ตาทิพย์ สามารถมองเห็นสิ่งที่มนุษย์ธรรมดามิอาจเห็น
6. บุพเพนิวาสานุสติ การระลึกชาติก่อน ๆ ได้
7. จุตูปปาตญาณ รู้การเกิดการตาย ได้ดีตกยากด้วยอำนาจกรรมของสัตว์โลกทั้งหลาย
8. อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้น คือการดับอาสวะกิเลสสู่ภาวะนิพพานไม่เกิดไม่ตาย
ในวันนี้ขอพูดถึงคำว่า ‘จักขุ’ ที่แปลตรง ๆ คือคำว่า ‘ตา’ หากมีความหมายครอบคลุมกว้างขวาง จนเกินความหมายทั่วไปของคำว่า ‘ทิพยจักษุ’ ดังที่กล่าวมาข้างต้น ในลักษณะการมองเห็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปมองไม่เห็น เช่นการเห็นเทวดา เป็นต้น
โบราณจารย์ท่านประมวล ‘จักขุ’ เอาไว้ 8 ประการคือ
1. มังสจักขุ คือตาเนื้อ ได้แก่ตาธรรมดาของมนุษย์เราปกติทั่วไป ที่สามารถมองเห็นวัตถุทั่วไป ความสำคัญของมังสจักขุอยู่ที่ประสาทตา...แก้วตา ฯลฯ
2. ปัญญาจักขุ คือตาปัญญา ได้แก่ความรู้ความเห็นเหตุผล และความจริงที่เรียกว่าผู้มีปัญญาย่อมมองเห็นเหตุผลความจริงสามัญโดยง่าย คล้ายมองเห็นด้วยตาธรรมดา ๆ ส่วนผู้มีปัญญาทรามย่อมยากต่อการค้นหาความจริงและเหตุผล เหมือนคนตาฝ้าฟางที่มองสิ่งใดไม่ถนัดชัดเจน
3. ฌานจักขุ ตาในหรือตาฌาน ได้แก่การเห็นสรรพนิมิตในอารมณ์ฌานของผู้ปฏิบัติสมาธิจนได้ฌานตามลำดับขั้น ตาชนิดนี้สามารถเห็นเหตุการณ์ในอดีต อนาคตและปัจจุบัน ส่วนยาวไกลชัดเจนแค่ไหนขึ้นอยู่กับอำนาจสมาธิและฌานในระดับใดเป็นตัวกำหนด
4. ทิพยจักษุ ตาทิพย์ ได้แก่ตาของเหล่าเทพเจ้า หรือบุคคลผู้เจริญฌานสมบูรณ์ด้วยทิพยอินทรีย์ มีภาวะทางใจเสมอด้วยเทพยดาแล้ว สามารถมองเห็นทิพยรูปทั้งปวง เสมอด้วยตาธรรมดามองเห็นวัตถุทั่วไป
5. ธรรมจักษุ ตาธรรม ได้แก่วิปัสสนาญาณของพระอริยเจ้าระดับโสดาบัน ซึ่งมองเห็นทะลุความจริงในด้านธรรมว่าหลักแห่งความจริงคืออะไร ต่างจากด้านของโลกเป็นอย่างไร เป็นผู้หยั่งลงสู่กระแสธรรมดำเนินตรงสู่ด้านปราศจากทุกข์ มีหวังบรรลุภูมิแห่งการปราศจากทุกข์เป็นที่แน่นอนแล้ว (เข้ากระแสนิพพาน)
6. ญาณจักขุ ตาญาณ ได้แก่ความปรีชาสามารถหยั่งรู้หยั่งเห็นเหตุผลและความจริงในส่วนวิสามัญ (ตรงข้ามกับความจริงส่วนสามัญ) ทั้งในโลกและในธรรมของพระอริยบุคคลชั้นสูงกว่าพระโสดาบัน คือ ระดับสกิทาคามี หรืออนาคามีผล สามารถบรรเทาราคะ โทสะ โมหะเบาบางจากขันธสันดานได้มากกว่าภูมิโสดาบัน ไตรลักษณะญาณเกือบจะแจ่มแจ้งทุกประการแล้ว เหลือเพียงอวิชชาและอุปาทานบางส่วนเท่านั้น
7. พุทธจักขุ คือตาพุทธะ ได้แก่ปรีชาญาณที่สามารถมองเห็นโลกและธรรมตามความเห็นจริงโดยถ่องแท้ทุกแง่มุม สามารถสังหารอวิชชาเด็ดขาดจากขันธสันดานโดยสิ้น ผู้บรรลุภูมินี้คือพระอรหันต์เจ้า มีจิตใจบริสุทธิ์ดุจแก้วมณีโชติ
8. สมันตจักขุ ตารอบด้าน ได้แก่พระสัพพัญญูตัญญาณ พระอนาวรญาณ พระทศพลญาณ พระเวสารัชชญาณ ของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระญาณครอบสากลโลก...สากลธรรม สมดังคำยอพระเกียรติที่ว่า โลกจักขุ โลกันตทัสสี ทรงเห็นโลกทรงเห็นที่สุดโลก จึงพ้นโลก ถึงที่สุดแห่งธรรม จึงไม่กระทบกระทั่งธรรม ทรงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมเสมอไป พระเนตรคือพระปรีชาญาณของพระองค์ แจ่มใสที่สุด สามารถมองเห็นได้ก้าวไกลไปทั่วอนันตจักรวาล สากลจักรวาล ยิ่งกว่าตาของท้าวมหาพรหมผู้เป็นประชาบดีใหญ่ยิ่งในหมู่สัตว์หลายแสนเท่า ทรงมองเห็นเหตุการณ์เบื้องหน้าเบื้องปลายกว่าแสนโกฏิอสงไขยกัป ทรงเห็นเหตุผลได้ละเอียดถี่ถ้วนที่สุด จึงทรงบัญญัติธรรมวินัยเป็นหลักแก่พุทธเวไนย ได้อย่างประณีตบรรจงสมบูรณ์พร้อมทุกประการ
ครับ ทั้งหมดคือจักขุทั้ง 8 ประการที่อยากนำมาประดับความรู้ประเภทรู้ไว้ใช่ว่า อย่างพวกเรา ๆ ท่าน ๆ ขอแค่เข้าใจธรรมเข้าถึงธรรมที่ท่านตรัสรู้สั่งสอนบ้าง รู้จักทาน รู้จักศีล รู้จักภาวนาบ้าง ก็ถือว่าเป็นบุญหนักหนาแล้วจริงไหมครับ?
จากศีล...ทาน ภาวนา อันสำรวจและปฏิบัติไปเรื่อย ๆ ก็ก้าวสู่การมีจักขุที่กล่าวมาเป็นลำดับเองแหละ
สำคัญคือวันนี้...ได้ลงมือทำหรือยัง?
ทำช้า ๆ ไปเรื่อย ๆ ทำเป็นหน้าที่ ทำเป็นนิสัย สภาวะทั้งปวงจะบังเกิดขึ้นเป็นลำดับ แม้ชาตินี้ไม่ได้ ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัย เป็นอุปนิสัยไปในกาลข้างหน้า จนถึงที่สุดแห่งการปราศจากทุกข์
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com