การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

นิโรธสมาบัติ by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#353]

นิโรธสมาบัติ

 

        เมื่อคราวงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ผ่านมา จำได้ว่ามีแฟนหนังสือท่านหนึ่งที่มาซื้อหนังสือที่บู๊ธ ณ บ้านวรรณกรรม และเธอเป็นนักปฏิบัติธรรมคนหนึ่ง จึงถือโอกาสนั้นสนทนาธรรมกับผู้เขียนนานนับชั่วโมง ช่วงหนึ่งเธอเอ่ยถามปัญหาน่าสนใจอย่างยิ่ง

ปัญหานั้นคือการเจริญฌานของพระบรมศาสดา ตามที่รู้มาคือพระองค์ไปเรียนการทำฌานจากอาจารย์สองท่าน คืออาฬารดาบสกับอุททกดาบส จนสามารถบรรลุภูมิจิตในขั้นรูปฌาน ๔ กับอรูปฌาน ๔ รวมแล้วเป็นแปดขั้น ท่านพระบรมศาสดาทรงรู้ว่ายังไม่พ้นทุกข์จึงออกแสวงหาต่อ

ปัญหาคือ ธรรมขั้นสุดท้ายที่พระองค์ทรงใช้เป็นเครื่องมือก้าวสู่ความพ้นทุกข์คืออะไร?

วันนี้จู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้ก็เลยขอนำเอาเรื่องราวในวันนั้นมาเขียนให้ท่านทั้งหลายได้อ่านกัน

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวไว้ในเรื่อง ‘ฌาน’ มีแปดลำดับแยกเป็นสองหมวดคือ รูปฌาน ๔ กับอรูปฌาน ๔

รูปฌาน คือ ปฐมฌาน...ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานในลำดับ ส่วนอรูปฌาน มี อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ในที่นี้จะไม่อธิบายลักษณะของฌานดังกล่าวอย่างละเอียด เพราะลักษณะและอารมณ์แห่งฌานทั้งแปดถ้าแยกแยะโดยละเอียดต้องใช้หน้ากระดาษหลายสิบหน้า จึงขออธิบายคร่าว ๆ พอเข้าใจ

รูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ รวมกันเรียกว่า วิโมกข์ ๘ เป็นธรรมเครื่องพ้นโลกตามลำดับ คือพ้นโลกจากหยาบ ๆ จนถึงขั้นละเอียด...ประณีต แต่เป็นความพ้นโลกที่ยังกำเริบได้ไม่เป็นความพ้นเด็ดขาด ทรงตรัสเรียกว่า ‘สมาบัติ ๘’ เป็นภูมิธรรมสำหรับพักผ่อนของจิต เป็นการพักผ่อนอย่างประเสริฐ ซึ่งจะทำให้เกิดพละอำนาจเพิ่มพูนขึ้นทุกที ผู้ประสงค์มีความเป็นไปในอำนาจจิต พึงฝึกอบรมตนให้บริบูรณ์ด้วยฌานสมาบัติทำการเข้าออกให้ชำนาญแคล่วคล่องว่องไวที่เรียกว่า ‘วสี’ ทุกท่านจะสำเร็จทิพยอำนาจสมดังใจปรารถนา

ส่วนสมาบัติขั้นพิเศษอีกขั้นหนึ่งซึ่งสมเด็จพระบรมศาสดา ได้ทรงค้นพบด้วยพระองค์เองก่อนใคร ๆ แล้วนำมาบัญญัติเรียกว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ และทรงวางวิธีปฏิบัติไว้ดังจะกล่าวถึงต่อไปนี้

ก่อนจะพูดถึงสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ต้องทวนกลับไปยังเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติอันเป็นภูมิธรรมสูงสุดแห่งอรูปฌานเสียก่อน เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแม้เป็นภูมิจิตที่สูงมากแล้ว แม้ยังมีสัญญาก็เหมือนไม่มีสัญญา ไม่สามารถรับรู้อารมณ์อะไร ๆ ได้เลยไฉนจะมีทางขึ้นได้อีก พระบรมศาสดาในอดีตทรงเรียนรู้จบกับดาบสผู้เป็นอาจารย์แล้วก็ตรัสถามอาจารย์ว่า

“ยังมีภูมิจิตที่สูงกว่านี้อีกหรือไม่?”

คำตอบที่ได้ก็คือ “สุดแต่เพียงนี้!”

หากเมื่อทรงพิจารณาด้วยพระปรีชาญาณอันเฉียบแหลม ก็ทรงทราบว่าฌานทั้งแปดดังกล่าวยังมี ‘อุปาทาน’ หลงเหลืออยู่ในจิต พระบรมศาสดาจึงลาอาจารย์ เสด็จไปทรงค้นคว้าโดยลำพังพระองค์ ต่อไป

ช่วงที่พระพุทธองค์ออกมาบำเพ็ญเพียรโดยลำพัง ทรงพบกับปัญจวคีย์ทั้งห้า โดยทั้งห้าคนติดตามรับใช้ถวายตนเป็นศิษย์ พระองค์ทรงเห็นว่าพราหมณ์ทั้งห้าก็เป็นผู้ผ่านการศึกษาลัทธิสมัยทางธรรมมาบ้าง จึงทรงปรึกษาหาทางปฏิบัติเพื่อรอดพ้นจากสังสารวัฏกับบุคคลเหล่านั้น ได้รับคำปรึกษาให้ทรงทดลองปฏิบัติทรมานอย่างอุกฤษฏ์ที่เรียกว่า ‘ทุกรกิริยา’ จึงทรงน้อมพระทัยเชื่อและทดลองปฏิบัติ

วาระแรกทรงบำเพ็ญ อปาณกฌาน คือการเพ่งจนไม่หายใจ ทรงทำได้อย่างอุกฤษฏ์ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงเปลี่ยนวิธีใหม่ด้วยการกลั้นลมหายใจไว้ให้นานที่สุดจนปวดพระเศียร เสียดพระอุทรอย่างรุนแรงก็ไม่ประสบผลดีอีกเช่นกัน ท้ายสุดทรงใช้วิธีอดพระกระยาหารโดยทรงผ่อนให้น้อยลงจนถึงไม่เสวยเลย ทรงรับทุกขเวทนาในการนี้อย่างมากถึงกับสลบไสลสิ้นสมประดีไปหลายครั้ง จึงทรงดำริได้ว่าไม่ใช่ทางรอดพ้นที่ดีแน่ จึงหวนนึกถึงความสงบพระทัยที่ได้ทรงประสบมาเองในสมัยทรงพระเยาว์ว่าจะเป็นหนทางที่ถูกเพื่อปฏิบัติให้รอดพ้นได้ จึงตัดสินพระทัยดำเนินทางนั้น

เมื่อทรงดำริเยี่ยงนั้น ทรงกลับไปตั้งต้นบำรุงพระวรกายให้มีกำลัง ทรงดำเนินตามวิธีที่คิดไว้ คือทรงกำหนดลมหายใจอันเป็นไปโดยปกติธรรมดา ไม่ทำการกดข่มบังคับ เพียงมีสติตามรู้ทันทุกระยะการเคลื่อนเข้าออกของลมเท่านั้น ก็ได้รับความสงบพระทัย ได้ทรงบรรลุฌานสมาบัติทั้ง ๘ โดยลำดับ แล้วทรงสำเหนียกจุดสำคัญของฌานสมาบัตินั้น ๆ จนทรงทราบชัดตามความจริงทุกขั้น ในที่สุดจึงทรงทราบทางขึ้นต่อไปยังจุดสงบสูงสุดคือ ‘สัญญาเวทยิตนิโรธ’ ได้ถูกต้อง

เมื่อทรงทราบว่า สัญญาที่เข้าไปกำหนดหมายอะไร ๆ ทุกอย่าง แม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นตัวอุปาทานที่เป็นเชื้อก่อให้เกิดการสังโยคกับอารมณ์ เกิดการกระเทือนจิตใจขึ้นได้ ทรงทราบว่าการไม่ทำสัญญากำหนดหมายในอะไรเลยนั่นแหละเป็นปฏิปทาก้าวสู่ความสงบสูงสุดจึงทรงปฏิบัติตามนั้น ก็ได้บรรลุถึงสัญญาเวทยิตนิโรธสมพระประสงค์ ความสงบขั้นนี้จิตใจบรรลุถึงความเป็นเอกภาพสมบูรณ์ ไม่มีสัญญากำหนดหมายอะไร และไม่มีความรู้สึกเสวยรสของอารมณ์แม้แต่อุเบกขาเวทนาเหมือนในฌานสมาบัติที่รองลงไป กระแสโลก คือรูป รส กลิ่น เสียง และโผฏฐัพพะ ส่งกระแสเข้าไปไม่ถึงเพราะไม่มีสื่อสังโยค จิตกับโลกจึงขาดออกจากกัน อยู่คนละแดนเด็ดขาด นี่เป็นความหลุดพ้นของจิตขั้นสูงสุดในฝ่ายโลกีย์ที่ยังต้องกำเริบอยู่เรียกว่า ‘กุปปาเจโตวิมุตติ’ หรือ ‘อนิมิตตเจโตวิมุตติ’ เมื่อว่าโดยลักษณะจิตใจแล้วก็อยู่ในระดับเดียวกับโลกุตรนิพพานนั่นเอง หากแต่ความพ้นของจิตขั้นนี้ยังไม่กำจัดอวิชชาสวะให้สูญสิ้นหมดเชื้อได้ ถ้าเมื่อใดกำจัดอวิชชาสวะให้สูญสิ้นได้ด้วยปัญญา เมื่อนั้นความพ้นของจิตจึงเป็น ‘อกุปปาเจโตวิมุตติ’ วิมุตติที่ไม่กำเริบ สิ้นชาติ จบพรหมจรรย์เสร็จกิจกำจัดกิเลสโดยสิ้น หมดการหมุนเวียนเกิดตายเพียงนั้น

สรุปคือ สัญญาเวทยิตนิโรธนี้เป็นสมาบัติขั้นสูงสุดในพุทธศาสนา เป็นยอดแห่งโลกีย์วิโมกข์ ที่พระบรมศาสดาทรงค้นพบด้วยพระองค์เอง ผู้เข้าสมาบัติขั้นนี้ได้ ท่านว่ามีแต่พระอนาคามี และพระอรหันต์เท่านั้น ซึ่งต้องเป็นผู้เจริญสมาบัติ ๘ บริบูรณ์มาด้วย ที่ว่าเป็นยอดแห่งโลกีย์วิโมกข์นั้น หมายถึงสัญญาเวทยิตนิโรธของพระอนาคามี เพราะอวิชชายังเหลืออยู่ ยังมิได้กำจัดให้หมดสิ้น

การที่นำมากล่าวในที่นี้ก็เพราะต้องการให้ท่านทั้งหลายทราบว่า ฌานสมาบัติในพระพุทธศาสนามีถึง ๙ ขั้น ไม่ใช่ ๘ อย่างที่หลายท่านเข้าใจ สมาบัติขั้นนี้ท่านเรียกอีกอย่างว่า ‘อนุปุพพวิหาร’ ส่วนขั้นที่ ๑๐ เรียกว่า ‘อริยวาส’ เป็นภูมิที่อยู่ของพระอรหันต์โดยเฉพาะ ภูมิแห่งพระอรหันต์ที่สามารถขจัดอาสวกิเลสสิ้นลงจนหมดเชื้อ และถ้ามีโอกาสผู้เขียนจะกล่าวถึงในกาลข้างหน้าในหมวดแห่ง ‘อาสวักขยญาณ’ ซึ่งเป็นทิพยอำนาจสูงสุดเพื่อขจัดอาสวกิเลสสู่ความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงอีกครั้ง

ขอต่อท้ายอีกนิดครับ สมาบัติขั้นสัญญาเวทยิตนิโรธนี้บางท่านเรียกสั้น ๆ ว่า ‘นิโรธสมาบัติ’ การเข้านิโรธสมาบัติแต่ละครั้งอาจเข้าได้ครั้งละหลาย ๆ วัน หลวงปู่หลวงพ่อหลายองค์ในบ้านเราก็สามารถทำได้ เท่าที่เห็นและรู้มาเคยมีผู้ทำได้ถึง ๑๕ วันก็ปรากฏแล้ว

การเข้าสมาบัติแบบนิโรธว่ากันว่าต้องกำหนดเวลาออกเอาไว้ เมื่อยังไม่ถึงกำหนดที่ตั้งไว้ก็จะไม่ออก เมื่อถึงกำหนดก็จะออกจากสมาบัติเอง เวลาอยู่ในสมาบัติร่างกายจะหยุดเจริญเติบโตและเสื่อมโทรม ดำรงอยู่ในสภาพเดิมจนกว่าจะออก ร่างกายจึงจะทำหน้าที่ตามปกติต่อไป


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com