
พุทธโอวาท’ ก่อนปรินิพพาน
มูลเหตุที่ทำให้ต้องกราบขออนุญาตครูบาอาจารย์เพื่อหยิบปากกาขึ้นมาเขียนต้นฉบับส่งมาให้ขวัญเรือนโดยไม่ต้องการค่าต้นฉบับในครั้งนี้ ก็ด้วยเหตุผล ๒ ประการ
๑. คือเพิ่งมีโอกาสกลับมาวัดต้นสังกัด หลังจากถูกส่งไปทรมานดัดนิสัยอยู่ตามป่าตามเขากว่าเดือน เมื่อมาถึงวัด หลวงปู่เสน ปัญญาธโร ได้เล่าให้ฟังถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการซื้อที่ดินถวายวัดป่าหนองแซง จึงได้ทราบว่า มีปัจจัยจากศรัทธาของท่านผู้อ่านผ่านมาถึงมือหลวงปู่ประมาณแสนกว่าบาท จึงปรารถนาที่จะเขียนแสดงความอนุโมทนากับท่านทั้งหลาย
๒. เป็นเพราะเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีโอกาสได้อ่านหนังสือที่ทรงคุณค่ามหาศาลเกินกว่าจะพรรณนาได้เล่มหนึ่ง เมื่ออ่านแล้วอดไม่ได้กับความรู้สึกอยากเล่า อยากแนะนำให้ท่านทั้งหลายได้รู้จัก หนังสือเล่มนั้นคือหนังสือ ‘พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน’ ที่จัดพิมพ์โดยคณะศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต เจ้าอาวาสวัดถ้ำกลองเพล จังหวัดอุดรธานี หนังสือเล่มนี้มิได้มีไว้เพื่อจำหน่าย ทว่ามีเอาไว้แจกเป็นธรรมทาน หากเป็นธรรมทานที่กล้าพูดได้ว่าสามารถกระชากน้ำตาแห่งความปีติของอาตมาภาพออกมาได้อย่างไม่มีหนังสือเล่มใดทำได้
และครานั้นบนกุฏิหลังน้อย ณ สำนักสงฆ์ภูขี้กะโตด บนกุฏิที่ตั้งอยู่บนผลาญหิน ผู้เขียนได้ตั้งใจแน่วแน่...
ถ้ามีโอกาส จะเขียนถึง
ฉะนั้น จึงกราบขออนุญาตหลวงปู่บุญเพ็ง และคณะศิษย์ ได้คัดข้อความบางตอนมาตีพิมพ์เป็นธรรมทานเช่นกัน
‘พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน’ เริ่มต้นที่ปาวาลเจดีย์ ภายใต้เงาไม้ต้นหนึ่ง พระตถาคตเจ้าทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า
“อานนท์! เพราะอบรมอิทธิบาทสี่มาอย่างดีแล้ว ทำจนแจ่มแจ้งแล้วอย่างนี้ ถ้าปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ถึงหนึ่งกัปป์ หรือมากกว่านั้นก็สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้” พระโลกนาถตรัสดังนี้ถึงสามครั้ง แต่พระอานนท์ก็คงเฉยมิได้ทูลอะไรเลย
เมื่อเห็นพระอานนท์เฉยอยู่ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “อานนท์เธอไปพักผ่อนเสียบ้างเถิด เธอเหนื่อยมากแล้ว แม้ตถาคตก็จะต้องพักผ่อนเหมือนกัน”
พระอานนท์จึงหลีกไปพักผ่อน ณ โคนต้นไม้อีกข้างหนึ่ง ซึ่ง ณ บัดนั้น พระตถาคตเจ้าทรงรำพึงถึงอดีตกาลนานไกลซึ่งล่วงมาแล้วสี่สิบห้าปี สมัยเมื่อพระองค์ตรัสรู้ใหม่ ๆ ทรงท้อพระทัยในการประกาศสัจธรรม เพราะเกรงว่าจะเหนื่อยเปล่า แต่อาศัยพระมหากรุณาต่อสรรพสัตว์ จึงตกลงพระทัยย่ำธรรมเภรีและครานั้นพระองค์ทรงตั้งพระทัยไว้ว่าถ้าบริษัทสี่ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังไม่เป็นปึกแผ่นมั่นคง ยังไม่สามารถย่ำยีปรูปวาท คือ คำกล่าวจ้วงจาบล่วงเกินจากพาหิรลัทธิ ที่พึงจะมีต่อพระพุทธธรรมคำสอนของพระองค์ยังไม่แพร่หลายเพียงพอ ตราบใด พระองค์ก็ยังไม่นิพพาน ตราบนั้น
ก็แลบัดนี้พระธรรมคำสอนของพระองค์แพร่หลายเพียงพอแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ฉลาดสามารถพอที่จะดำรงพรหมจรรย์ศาสโนวาทของพระองค์แล้ว เป็นการสมควรที่พระองค์จะเข้ามาสู่มหาปรินิพพาน...
ทรงดำริดังนี้แล้วจึงทรงปลงอายุสังขาร คือตั้งพระทัยแน่วแน่ว่าพระองค์จะปรินิพพานในวันวิสาขปูรณมี คือ วันเพ็ญเดือนหก!
อันว่าบุคคลผู้มีกำลังกลิ้งศิลามหึมาแท่งทึบจากหน้าผาลงสู่สระ ย่อมก่อความกระเพื่อมสั่นสะเทือนแต่น้ำในสระนั้นฉันใด การปลงพระชนมายุสังขาร อธิษฐานพระทัยว่าจะปรินิพพานของพระอนาวรณญาณก็ฉันนั้น ก่อให้เกิดความวิปริตแปรปรวนแก่โลกธาตุทั้งสิ้น มหาปฐพีมีอาการสั่นสะเทือนเหมือนหนังสัตว์ที่เขาขึงไขแล้วตีด้วยท่อนไม้ใหญ่ก็ปานกัน รุกขสาขาหวั่นไหวแกว่งด้วยแรงวายุโบกสะบัดใบอยู่พอสมควร แล้วนิ่งสงบมีอาการประหนึ่งว่าเศร้าสลดในเหตุการณ์ครั้งนี้ เหมือนกุมารีน้อยคร่ำครวญปริเวทนาถึงมารดาผู้จากไปจนสลบแน่นิ่ง ณ เบื้องบน ท้องฟ้าครามกลายเป็นสีแดงเข้มดุจเสื่อลำแพนซึ่งไล้ด้วยเลือดสด ปักษาชาติร้องระงมสนั่นไพรเหมือนประกาศว่า พระผู้ทรงมหากรุณากำลังจะจากไปในไม่ช้านี้
นี่เป็นเพียงสำนวนเริ่มต้นจากสองหน้าแรกของหนังสือที่หนากว่าหกสิบหน้า...
ต้องยอมรับว่าผู้ประพันธ์เก่งกาจมากที่สามารถร้อยเรื่องราวในปัจฉิมกาลแห่งพระตถาคตนับแต่ทรงตัดสินพระทัยปลงพระชนมายุสู่ปรินิพพานจนถึงวาระสุดท้ายแห่งการดับขันธปรินิพพาน ณ สาละวโนทยานให้ผู้อ่านเห็นภาพพจน์แจ่มแจ้งงดงาม
แม้แต่ผู้เขียนเองในท้ายสุดก่อนจบหน้าสุดท้ายต้องปาดน้ำตาทิ้งด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่า ปีติ หรือสลดใจกับธรรมที่ปรากฏ แต่ที่แน่ ๆ คือ
เป็นครั้งแรกที่แจ่มแจ้งในคุณของพระพุทธเจ้าอย่างหาที่สุดมิได้ ไม่เคยเป็นมาเลยตลอดชีวิต แม้จะกล่าวคำว่า ‘พุทธัง สรณัง คัจฉามิ’ มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
อีกประการที่กล้ากล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าล้ำค่ายิ่งกว่าอัญมณีเม็ดใดในโลกก็คือ...แต่ละโอวาทที่พระบรมศาสดาทรงแสดงไว้ในสามเดือนสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพทรงคุณค่ามหาศาลต่อการปฏิบัติ เป็นเยี่ยงอย่างของผู้ต้องการสิ้นทุกข์อย่างแท้จริง
ล้วนแล้วแสดงอยู่ในหนังสือเล็ก ๆ เล่มนี้
“อารมณ์อันวิจิตร สิ่งสวยงามในโลกนี้มิใช่กาม แต่ความกำหนัดที่เกิดเพราะความดำริต่างหากเล่าเป็นกามของคน เมื่อกระชากความพอใจออกเสียได้ สิ่งวิจิตรสวยงามก็อยู่อย่างเก้อ ๆ ทำพิษอะไรมิได้อีกต่อไป”
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ร่างกายนี้เป็นเหมือนเรือนซึ่งสร้างด้วยโครงกระดูก มีหนังและเลือดเป็นเครื่องฉาบทา ที่มองดูเปล่งปลั่งผุดผาดนั้นเป็นแต่เพียงผิวหนังเท่านั้น เหมือนมองเห็นความงามของหีบศพอันวิจิตรตระการตา ผู้ไม่รู้ก็ติดในหีบศพนั้น แต่ผู้รู้เมื่อทราบว่าเป็นหีบศพ แม้ภายนอกงดงามตระการตาเพียงใดก็หายินดีไม่ เพราะทราบชัด...ภายในหีบศพอันสวยงามมีสิ่งปฏิกูลพึงรังเกียจ!”
ฯลฯ
แม้จะซึมซับรู้คุณประโยชน์ในหนังสือเล่มนี้สักเท่าใด หากผู้เขียนก็จนด้วยเกล้าที่จะแสดงให้ใครต่อใครเห็นเหมือนอย่างที่ตนเห็นได้ นอกเสียจากได้อ่านเอง
หนังสือเล่มนี้แม้ต้องการซื้อก็ไม่มีขาย แต่เห็นบอกไว้ว่า...ถ้าท่านผู้ใดเห็นคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ประสงค์จะได้หรือต้องการสมทบทุนพิมพ์ในครั้งต่อไปติดต่อได้ที่ โทร. ๔๗๓-๐๕๑๗, ๘๗๙-๓๖๖๔
ที่บอก...ที่เขียนอย่างนี้ก็มิใช่อะไร นอกจากอยากเห็นหนังสือดี ๆ มีคุณค่าอย่างนี้กระจายสู่คนไทยและชาวพุทธให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ตบท้ายด้วยรายการกุศลผลบุญเช่นเคย กับการบริจาคซื้อที่ดินถวายวัดป่าหนองแซง เพื่อสร้างบ้านพักคนชรา...ตามคำของท่านพระอาจารย์เสน ปัญญาธโร
เพียงปัจจัยน้อยนิดของท่าน ก็สามารถเป็นมหากุศลได้ เพราะทานจากการซื้อที่ดินถวายวัด ทานที่มีเพื่อประโยชน์สำหรับคนชราที่พึ่งตัวเองมิได้ คือทานบริสุทธิ์ที่จะก่อกุศลผลบุญเป็นทิพยสมบัติในภายภาคหน้า
“คนแก่คนเฒ่าก็มีหัวใจ...แต่ใครจะเข้าใจบ้าง...” ผู้มีวัยเสมือนไม้ใกล้ฝั่งมากมายอาจคิดเช่นนั้น...ในยามสิ้นญาติมิตรดูแลและช่วยตนเองไม่ได้ ถามตัวเองบ้างเถอะ วันหนึ่งเราต้องแก่ชราไปเป็นธรรมดา ถ้าวันนั้นเรากลายเป็นคนชราที่พึ่งตัวเองไม่ได้และถูกทิ้งขว้าง...
เราจะทำยังไง?
บอกตรง ๆ กลับจากวิเวกหนนี้ นึกห่วงครูบาอาจารย์ ความจริงเป็นภิกษุก็มีกุฏิ มีวัดให้อาศัยอยู่แล้วโดยไม่ลำบาก แต่ทำไมต้องยอมแบกหนี้แบกทุกข์เพื่อผู้อื่น แต่นึกถึงคำพูดของหลวงปู่ที่ว่า
“เมตตาธรรมค้ำจุนโลก...” ก็ต้องกัดฟันลุกขึ้นเขียน
ส่งมาให้ขวัญเรือนช่วยหน่อย
เศษปัจจัยของท่าน จะสานฝัน หั่นทุกข์ให้คนแก่คนเฒ่าที่ไร้ที่พักพิงอีกมากนัก
กุศลอย่างนี้ ‘เงิน’ ไม่กี่บาทก็เป็น ‘มหาทาน’ ได้
สนใจบริจาคส่งมาได้โดยตรงที่
พระอธิการ เสน ปัญญาธโร
วัดราษฎรสงเคราะห์ (วัดป่าหนองแซง) ต.หนองบัวบาน
อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี (ธนาณัติสั่งจ่าย ปณ.หมากหญ้า)
ท้ายสุดขออนุโมทนากับทานบริจาคทุกท่าน และขออาราธนา คุณพระศรีรัตนตรัยจงดลบันดาลให้ท่านผู้อ่านขวัญเรือนทุกท่าน เจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ เทอญ
เจริญพร
สิริมังคโล
(หมายเหตุ: ข้อเขียนนี้ผู้เขียน เขียนขึ้นขณะอุปสมบทเป็นพระภิกษุ มีฉายาว่า ‘สิริมังคโล’)
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com