
อภิญญาเทสติธรรม
เดือนนี้ถือเป็นเดือนที่มีความสำคัญยิ่งของชาวพุทธ ด้วยเป็นเดือนที่มีวัน ‘วิสาขบูชา’ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน แห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดา และไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นวันสำคัญของชาวโลกด้วย เพราะเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ องค์การสหประชาชาติ ยังได้พิจารณาเห็นความสำคัญของพระธรรมคำสั่งสอนที่แพร่ขยายกว้างออกไปสู่ชาวโลก และชาวโลกต่างให้การยอมรับ เพราะชาวโลกล้วนต้องการความสุข สงบ ศานติ จึงมีมติให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสากลของสหประชาชาติ (International Recognition of The Day Visakha)
วิสาขบูชา ย่อมาจากคำว่า ‘วิสาขปุรณมีบูชา’ แปลว่า การบูชาพระในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ คือ เดือน ๖ ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญอันน่ามหัศจรรย์เกิดขึ้นสามประการ
๑. เป็นวันประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ณ สวนลุมพินีวันสถาน เมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ ตรงกับวันศุกร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี
๒. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ร่มภายใต้ควงต้นพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี
การตรัสรู้ของพระบรมศาสดา คือ อริยสัจสี่ คือ ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ คือ ทุกข์ ความลำบาก เดือดร้อนของสัตว์โลก สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ นิโรธ ความดับทุกข์ และมรรค คือหนทางหรือวิธีดับทุกข์ ซึ่งเป็นการตรัสรู้อันยอดเยี่ยม ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน วันตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจึงเป็นวันสำคัญในการบังเกิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นในโลก
๓. เป็นวันเสด็จดับขันธปรินิพพานแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ร่มต้นรังหรือต้นสาละคู่ในสาลวโนทยานของเหล่ามัลลกษัตริย์ ใกล้เมืองกุสินารา เมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช หนึ่งปี หลังตรัสรู้และแสดงธรรมมาเป็นระยะเวลายาวนานถึง ๔๕ ปี มีพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา
ครับ ทั้งหมดที่กล่าวมาคือความสำคัญอย่างย่นย่อเกี่ยวกับวันวิสาขบูชา ที่ยกมาเพื่อเตือนใจเราชาวพุทธทั้งหลาย ให้น้อมจิตน้อมใจรำลึกถึงคุณแห่งสมเด็จพระบรมศาสดา...และน้อมนำเอาพระธรรมคำสั่งสอนที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้มาได้ด้วยความเหนื่อยยากจนแทบจะเอาพระชนมชีพเข้าแลก มาประพฤติปฏิบัติให้สมค่าของความเป็นชาวพุทธที่ดี
โดยปกติในวันวิสาขบูชาก่อน ๆ ที่ผ่านมา ภูเตศวร-ทมยันตี มักมีงานสำคัญ ๆ ทำ อย่างเช่นการหล่อพระประธาน อย่างพระรัตนพุทธชัยะสงคราม กับพระรัตนพุทธะวิชิตมาร ต่างหล่อหลอมขึ้นในวันวิสาขบูชาทั้งสิ้น หรือไม่ก็จะนำผ้าป่าขึ้นไปทอดตามวัดต่าง ๆ พร้อมนำพาเวียนเทียนปฏิบัติธรรมกันอย่างต่อเนื่อง และปีนี้ก็เช่นกัน เรามีพิธีถวายและฉลองจัตุรมุขกลางน้ำ กับทอดผ้าป่าถวายที่วัดอมราวาส จังหวัดสุโขทัย หากแต่เพราะเป็นการเตรียมการอย่างกะทันหัน จึงมิได้บอกข่าวผ่านคอลัมน์นี้แต่อย่างใด ซึ่งรายละเอียดจะนำมาลงให้ชมในฉบับหน้าครับ
เอาละครับ เรามาเข้าสู่หัวข้อที่จั่วหัวไว้เลยดีกว่าครับ ว่าด้วยเรื่องอภิญญาเทสติธรรม อันเป็นธรรมที่แสดงแล้วด้วยปัญญาอันสูงยิ่ง ธรรมที่แสดงไว้เพื่อการบรรลุหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง
เหตุเพราะวันก่อนได้หยิบหนังสือนมัสการภันเตที่ตัวเองเขียนไว้เมื่อปี ๒๕๓๙ หลังการไปนมัสการสังเวชนียสถานทั้งสี่ที่อินเดีย ในตอนเข้าถึงเมืองกุสินารา อันเป็นสถานที่ซึ่งสมเด็จพระบรมศาสดา ใช้เป็นที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน โดยได้กล่าวถึงช่วงพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงปลงพระชนมายุสังขาร และพระอานนท์พลันคิดได้ จึงทูลขอให้พระพุทธเจ้าดำรงพระชนม์ชีพอยู่ต่อด้วยการเจริญอิทธิบาทภาวนา หากพระพุทธองค์ทรงปฏิเสธ แม้พระอานนท์จะทูลวิงวอนจนครบสามครั้ง เพราะทั้งหมดนั้นเป็นความผิดของพระอานนท์เอง ทั้งที่ทรงให้โอกาสทูลขอมาแล้วถึงสิบหกครั้ง หากพระอานนท์ไม่รู้เท่าทันสักครั้งเดียว
จนเมื่อทรงปลงมายุสังขารแล้ว ก็มิอาจกลับกลายได้อีก คือคราใดที่มีพุทธดำรัสหรือพุทธทำนายแล้ว ย่อมเป็นไปตามนั้นทุกประการ
จากนั้นในกาลต่อมา พระพุทธองค์ทรงเสด็จดำเนินต่อไปยัง ‘กุฎาคาร’ ศาลาในป่ามหาวัน เชิงเขาหิมาลัยนอกเมืองเวสาลี ซึ่งกษัตริย์ลิจฉวีแห่งเวสาลี ทรงสร้างถวายเป็นที่ประทับ พระตถาคตเจ้าทรงรับสั่งให้พระอานนท์ประกาศประชุมสงฆ์ที่อยู่ในเมืองเวสาลีทั้งหมด...ครั้นภิกษุมาประชุมกันโดยพร้อมหน้าแล้ว พระพุทธองค์ได้ตรัส ‘อภิญญาเทสติธรรม’ อันยอดยิ่ง เป็นธรรมที่แสดงด้วยปัญญาอันสูงยิ่ง เป็นธรรมที่แสดงไว้เพื่อการบรรลุ หลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลาย ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์-พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และ มรรคอันมีองค์ ๘
ตรงนี้แหละครับที่ทำให้ผู้เขียนเสียดาย เพราะ ‘นมัสการภันเต’ มิใช่หนังสือธรรมะโดยตรง จึงทำให้ผู้เขียนผ่านเลยโดยไม่ขยายความ จึงเป็นที่มาของเนื้อหาในวันนี้...เสียดายเพราะรู้ว่า...ธรรมเหล่านี้คือ ‘หนทาง’ มุ่งลัดตัดตรง ธรรมเหล่านี้คือธรรมที่สำคัญยิ่งยวดที่สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสทิ้งทวนก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานไม่ถึงสามเดือน แต่ไฉนภูเตศวรจึงเลอะเลือนไม่กล่าวถึงให้จบความ
สติปัฏฐาน ๔... คือ
กายานุปัสสนา การใช้สติกำหนดพิจารณากายเป็นอารมณ์ว่ากายนี้สักแต่ว่ากาย ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวเรา หรือตัวเขา
เวทนานุปัสสนา การใช้สติกำหนดพิจารณาเวทนา คือ สุขทุกข์ และไม่สุขทุกข์เป็นอารมณ์ว่า เวทนานั้นก็สักแต่ว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวเรา ตัวเขา
จิตตานุปัสสนา การใช้สติพิจารณาใจที่เศร้าหมองหรือผ่องแผ้วเป็นอารมณ์ว่าใจนี้สักแต่ว่าใจ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราหรือเขา
ธัมมานุปัสสนา การใช้สติกำหนดพิจารณาธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศลที่บังเกิดกับใจเป็นอารมณ์ว่า ธรรมนี้สักแต่ว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราหรือเขา
(ประโยชน์แห่งสติปัฏฐานนี้ เป็นไปเพื่อการละลายอัตตา ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของตน อันเป็นการก้าวสู่การละสักกายทิฐิ ซึ่งเป็นภูมิธรรมหนึ่งของการก้าวสู่ความเป็นอริยบุคคล-ผู้เขียน)
สัมมัปปธาน คือความเพียร ๔ ประการ
สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้เกิดบาปขึ้นในสันดาน
ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
ภาวนาปธาน เพียรทำกุศลให้เกิดขึ้นในสันดาน
อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วมิให้เสื่อม
ความเพียร ๔ ประการนี้เป็นความพียรชอบ ควรประกอบให้มีในตนอย่างสม่ำเสมอ
อิทธิบาท ๔ คือเครื่องให้ความสำเร็จความประสงค์ ๔ อย่าง
ฉันทะ ความพึงพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
วิริยะ ความพากเพียรประกอบสิ่งนั้น
จิตตะ ความเอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ
วิมังสา หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น คุณ ๔ อย่างนี้ถ้ามีบริบูรณ์แล้ว สามารถชักนำบุคคลให้ถึงสิ่งต้องประสงค์ซึ่งไม่เหลือวิสัยทั้งทางโลกและทางธรรม
อินทรีย์-พละ ๕ คือธรรมเป็นกำลัง ๕ ประการ
สัทธา ความเชื่อ
วิริยะ ความเพียร
สติ ความระลึกได้
สมาธิ ความตั้งใจมั่น
ปัญญา ความรอบรู้
โพชฌงค์ ๗ หรือสติสัมโพชฌงค์ก็เรียก โดยลำดับไปจนถึงอุเบกขาโพชฌงค์คือ...
สติ ความระลึกได้
ธัมมวิจยะ ความสอดส่องธรรม
วิริยะ ความเพียร
ปีติ ความอิ่มใจ
ปัสสัทธิ ความสงบใจและอารมณ์
สมาธิ ความตั้งมั่น
อุเบกขา ความวางเฉย
มรรค ๘ หนทางดับทุกข์มีองค์ ๘
สัมมาทิฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ คือเห็นอริยสัจสี่
สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือดำริจะออกจากกาม...ดำริในความไม่พยาบาท ดำริในความไม่เบียดเบียน
สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือเว้นจากวจีทุจริต
สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ คือเว้นจากกายทุจริต
สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ คือเว้นจากการเลี้ยงชีวิตโดยทางที่ผิด
สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ คือเพียรทำความหลุดพ้น
สัมมาสมาธิ การตั้งใจไว้ชอบ คือเจริญฌานทั้ง ๔
สัมมาสติ การระลึกชอบมิให้ก้าวสู่ความประพฤติชั่วทั้งกายและใจ
ถึงตรงนี้อยากให้ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูดี ๆ ท่านจะเห็นว่า แม้ธรรมทั้งหลายจะถูกแยกแยะออกเป็นหลายหมวด แต่ทว่าโดยหลักยังอยู่ในกรอบแห่งมรรคซึ่งเป็นหนทางแห่งความดับทุกข์หนึ่งในอริยสัจ ๔ อย่างเห็นชัด และในองค์มรรค ๘ นั้น ความเห็นชอบ ดำริชอบ สงเคราะห์เข้าปัญญาสิกขา วาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ สงเคราะห์เข้าในสีลสิกขา ความเพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจไว้ชอบ สงเคราะห์เข้าในจิตตสิกขา ที่เราท่านรู้จักกันใน ‘ไตรสิกขา’ อันมีศีล...สมาธิ...ปัญญา นั่นเอง
ทั้งปวงจึงเป็นอย่างที่หลวงปู่เสน ปัญญาธโร เคยกล่าวกับผู้เขียนว่า... “ธรรมทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ รวมลงเป็นมรรคแปด ย่อมรรคแปดลงเป็นไตรสิกขา จากไตรสิกขาลงมาเหลือเพียงจิตตัวเดียว ถ้ารู้จักสำรวมจิตให้เป็นสมาธิโดยมีมหาสติเป็นผู้กำกับ...ก็จะเข้าสู่ความพ้นทุกข์”
ถึงเวลาต้องลากันแล้วครับ ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุขกายสุขใจในเทศกาลแห่งวันสันติสุขโลก ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชานี้โดยทั่วกัน
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com