สูตรว่าด้วยความตรึก...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

สูตรว่าด้วยความตรึกสองทาง (ดีกับชั่ว) by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#374]

สูตรว่าด้วยความตรึกสองทาง (ดีกับชั่ว)

 

         ขณะที่เขียนต้นฉบับก็เป็นเวลาใกล้วันเข้าพรรษาทุกขณะ และเมื่อบทความนี้ปรากฏต่อสายตาท่านทั้งหลายก็คงล่วงผ่านวันเข้าพรรษามาหลายวันแล้วเช่นกัน เป็นที่รู้กันว่าในช่วงเข้าพรรษา พระบรมศาสดาทรงบัญญัติให้พระภิกษุหยุดยั้งอยู่ในอาราม เพื่อป้องกันมิให้เหล่าโยคาวจรท่องเที่ยวประพฤติธรรม บุกย่ำทำลายพืชพันธุ์ธัญญาหารที่กำลังงอกงามในฤดูฝนของชาวบ้านโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

และในช่วงเข้าพรรษานี้ พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนาจะอยู่วัด มุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรม โดยไม่เดินทางไปไหนนอกจากมีธุระสำคัญจริง ๆ เท่านั้น สำหรับชาวบ้านอย่างเราท่านก็จะถือโอกาสในช่วงเข้าพรรษา แวะเวียนเข้าวัดทำบุญกับครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะในวันธรรมสวนะที่เราเรียกสั้น ๆ ว่า วันพระ ก็จะเข้าฟังธรรมถืออุโบสถศีลตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืนจนล่วงราตรี

ในช่วงเข้าพรรษา ซึ่งถือเป็นช่วงที่ครูบาอาจารย์ท่านมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรทำสมาธิภาวนาหาหนทางหลุดพ้นอยู่นี้ ถือเป็นบุญกุศลอย่างมากมายมหาศาลสำหรับญาติโยมผู้นำภัตตาหารไปถวาย เพราะครูบาอาจารย์บางองค์ท่านอาจเข้าฌานสมาบัติ ด้วยเป็นที่รู้กันว่า ใครถวายอาหารให้ภิกษุผู้ออกจากสมาบัติจะมีอานิสงส์มหาศาล

เพราะประการทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้น จึงขอเชิญชวนท่านทั้งหลายเข้าวัดทำบุญและปฏิบัติธรรมในช่วงเข้าพรรษาให้มาก ๆ นะครับ

สำหรับท่านที่ห่างวัด และมีเวลาน้อยด้วยติดภารกิจในหน้าที่การงาน เข้าพรรษาควรงดเว้นอบายมุข หันมาสวดมนต์ไหว้พระทำสมาธิภาวนาให้มากขึ้น เท่านี้ก็ควรค่าต่อการเกิดมาเป็นชาวพุทธแล้วครับ!

ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ซึ่งเป็นช่วงที่พุทธบริษัทควรอยู่ในศีลและการปฏิบัติธรรมนี้...ผู้เขียนจึงขอยกพระสูตรว่าด้วยการ ‘ตรึกธรรม’ มาแสดงดังนี้...

ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคประทับ ณ วัดเชตวนาราม ทรงตรัสสอนภิกษุทั้งหลายถึงความนึกคิดที่เกิดขึ้นสมัยที่ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ ทรงแบ่งความนึกคิด (วิตกความตรึก) ออกเป็นสองส่วน คือฝ่ายชั่ว ได้แก่ความคิดนึกในกาม คิดนึกปองร้าย คิดนึกถึงการเบียดเบียน กับฝ่ายดี ได้แก่การคิดนึกออกจากกาม คิดนึกไม่ปองร้าย คิดนึกไม่เบียดเบียน เมื่อความนึกคิดฝ่ายชั่วเกิดขึ้นและทรงรู้เท่าทันก็ตั้งอยู่ไม่ได้ พระองค์จึงทรงละทรงบรรเทา ทรงทำให้สิ้นสุดถึงความนึกคิดฝ่ายชั่วได้

พระบรมศาสดายังทรงตรัสต่อไปว่า ภิกษุตรึกตรองเรื่องใดมาก จิตจะน้อมไปทางนั้น ทั้งทางคิดชั่วและคิดดี พระองค์ทรงเห็นโทษของอกุศลธรรม เห็นอานิสงส์ของกุศลธรรม เมื่อทรงทราบว่าความคิดฝ่ายดีกำลังเกิดขึ้น ก็ไม่ทรงเห็นภัยจากการคิดนั้น ไม่ว่ากลางคืนหรือกลางวัน หรือทั้งกลางคืนกลางวัน แต่ถ้าตรึกตรอง (วิตกวิจาร) นานเกินไป กายลำบาก จิตก็ฟุ้งซ่าน เมื่อจิตฟุ้งซ่านก็จะห่างจากสมาธิ พระองค์จึงตั้งจิตไว้ภายใน ทำให้มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ทำให้เป็นสมาธิ ทรงเปรียบให้เห็นโทษของความชั่ว เห็นคุณของความดี เหมือนคนที่เลี้ยงโคที่ต้อนโคไปให้พ้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยข้าวกล้า เพราะเห็นโทษ (ซึ่งจะเห็นโทษเมื่อโคไปกินข้าวกล้าของคนอื่น) ทรงเปรียบการทำสติถึงธรรมเหล่านั้น เหมือนคนเลี้ยงโคที่พัก ณ โคนไม้หรือกลางแจ้ง ทำสติถึงโคเหล่านั้น

พระบรมศาสดายังตรัสต่อไปถึงการที่ทรงมีความเพียร ตั้งสติมั่น มีกายสงบระงับ มีจิตตั้งมั่น มีอารมณ์เป็นหนึ่ง เข้าฌานที่หนึ่งจนถึงฌานที่สี่ ระลึกชาติได้ในยามแรก คือได้จุตูปปาตญาณ (ญาณเห็นความเกิดตายของสัตว์) หรือทิพยจักษุ

ในมัชฌิมยาม (ยามกลาง) ทรงได้อาสวักขยญาณ (ญาณทำอาสวะให้สิ้น) รู้อริยสัจสี่ตามเป็นจริง รู้จักอาสวะ เหตุเกิดอาสวะ ความดับอาสวะ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ ตามเป็นจริงในยามสุดท้ายแห่งราตรี

พระบรมศาสดาทรงเปรียบมารเหมือนผู้คิดร้าย ปิดทางดี เปิดทางไม่ดี ให้หมู่เนื้อไปสู่ความพินาศ และเปรียบพระตถาคตเหมือนผู้มุ่งดี ที่ปิดทางร้าย เปิดทางดีให้หมู่เนื้อไปสู่ความเจริญ แล้วตรัสว่า ได้ทรงทำหน้าที่ของศาสดาแล้ว...

“...นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง จงเพ่งเถิดอย่าประมาท...อย่าเดือดร้อนภายหลังเลย นี่แหละคือคำสอนของเรา!”

นอกจากนั้นพระบรมศาสดา ยังทรงแนะถึงที่ตั้งของความตรึกหรือความคิด โดยตรัสสอนเหล่าภิกษุ ณ เชตวนารามว่า...

ภิกษุผู้ทำสมาธิ (ประกอบอธิจิต) พึงใส่ใจเครื่องหมาย 5 ประการอยู่เสมอ คือ...

1. เมื่อใส่ใจเครื่องหมายใด (คำว่าเครื่องหมายหรือนิมิตก็คืออารมณ์ที่จะให้จิตกำหนดนั่นเอง) เกิดความคิดฝ่ายชั่วขึ้น (ราคา โทสะ โมหะ โลภะ) ให้เปลี่ยนเครื่องหมายนั้นไปสู่เครื่องหมายอื่นอันประกอบด้วยกุศล ซึ่งจะเป็นเหตุให้ละความคิดฝ่ายชั่ว ทำจิตให้เป็นสมาธิได้ เปรียบเหมือนนายช่างเอาลิ่มเนื้อละเอียดมาตอก เอาลิ่มเนื้อหยาบออกไปฉะนั้น (ตรงนี้ขออธิบายเพิ่มเติมว่าขณะที่ความคิดมุ่งสู่ราคะ ต้องอาศัยอสุภะมาเปลี่ยน หรือจิตนึกคิดถึงโลภะก็เอาความตายหรือมรณานุสติมาแก้)

2. เมื่อใส่ใจถึงเครื่องหมายอื่น อันประกอบด้วยกุศล ความคิดฝ่ายชั่วยังเกิดขึ้น ก็พึงพิจารณาโทษของความคิดฝ่ายชั่ว ก็จะละความคิดฝ่ายชั่ว ทำจิตให้เป็นสมาธิได้ เปรียบเหมือนชายหนุ่มหญิงสาวที่รักสวยรักงามรังเกียจซากศพสัตว์ต่าง ๆ ที่มาคล้องคอฉะนั้น

3. เมื่อพิจารณาโทษของความคิดฝ่ายชั่วเหล่านั้น ความคิดฝ่ายชั่วยังเกิดขึ้น ก็พึงไม่ระลึกไม่ใส่ใจความคิดฝ่ายชั่วเหล่านั้น ก็จะละความคิดฝ่ายชั่วทำจิตให้เป็นสมาธิได้ เปรียบเหมือนคนตาดีไม่ต้องการเห็นรูปก็หลับตาเสีย หรือมองไปทางอื่น

4. เมื่อไม่ระลึก ไม่ใส่ใจความคิดฝ่ายชั่วเหล่านั้น ความคิดฝ่ายชั่วก็ยังเกิดขึ้น ก็พึงใส่ใจถึงที่ตั้งแห่งเหตุของความคิด (วิตักกสังขารสัณฐานะ คือให้ดูว่าอะไรเป็นเหตุให้ความคิดฝ่ายชั่วเกิดขึ้น) ก็จะละความคิดฝ่ายชั่ว ทำจิตให้เป็นสมาธิได้ เปรียบเหมือนคนเดินเร็ว เดินช้าลง หยุดยืน นั่ง นอน สละอิริยาบถหยาบ ๆ ลง สำเร็จอิริยาบถละเอียดขึ้น

5. เมื่อใส่ใจถึงที่ตั้งแห่งเหตุของความคิดฝ่ายชั่วเหล่านั้น ความคิดฝ่ายชั่วเหล่านั้นยังเกิดขึ้น ก็พึงเอาฟันกดฟัน เอาลิ้นกดเพดาน ข่มขี่บีบคั้นจิตเปรียบเหมือนคนมีกำลังมากกว่า จับคอคนมีกำลังน้อยกว่า ข่มขี่บีบคั้นฉะนั้น

เมื่อทำได้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าชำนาญในทางที่เกี่ยวกับความคิด (วิตกความตรึก) ประสงค์จะคิดเรื่องอะไรก็คิดได้ ไม่ประสงค์จะคิดเรื่องอะไรก็ไม่คิดได้ นับว่าตัดตัณหาได้ คลายเครื่องรัดได้ ทำความทุกข์ให้ถึงที่สุดได้ด้วยการตรัสรู้เรื่องของจิตได้โดยเฉพาะ

ครับ...เนื้อความทั้งหมดที่นำมาแสดงในวันนี้ ผู้เขียนคัดลอกมาจากพระไตรปิฎกฉบับประชาชน ของมหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้เห็นถึงภาวะแห่งความนึกคิดที่เป็นทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างมากในขณะนั่งปฏิบัติธรรมสมาธิ และเป็นบาทแรกที่ผู้ปฏิบัติจะต้องก้าวผ่านให้ได้ในลำดับแห่งการวิตกวิจาร ก่อนก้าวสู่ปีติ...สุข และเอกัคตารมณ์ อันเป็นสมาธินั่นเอง

การปฏิบัติธรรมสมาธิต้องอาศัยวิริยะ อาศัยความเพียรพยายาม อาศัยการทำให้บ่อยให้มากจะเกิดความชำนาญในที่สุด เมื่อเกิดความชำนาญแล้วก็จะสามารถกำหนดความนึกคิดให้เป็นไปอย่างที่ตนต้องการได้ นั่นหมายถึงท่านจะสามารถก้าวสู่องค์แห่งสมาธิได้เร็วขึ้น ดังพุทธดำรัสที่นำมาแสดงข้างต้นแล้ว

ขอจากลาท่านทั้งหลายด้วยข่าวการกุศลของวัดป่าหนองแซง ของหลวงปู่เสน ปัญญาธโร ดังนี้ครับ

บัดนี้ที่ดินด้านหน้าของวัดจำนวนกว่าร้อยไร่ ที่หลวงปู่มีโครงการทำเป็นบ้านพักคนชรา ได้ชำระหนี้เสร็จสิ้นลงแล้ว และบัดนี้อยู่ในระยะการจัดทำสาธารณูปโภคสำคัญคือระบบน้ำ โดยเริ่มต้นขุดสระน้ำขนาดใหญ่จำนวนยี่สิบกว่าไร่เพื่อนำมาทำน้ำประปา และสำหรับปลูกป่าโดยรอบซึ่งจะใช้งบประมาณ 4 ล้านบาท

ท่านใดมีจิตศรัทธาต้องการบริจาค สามารถส่งธนาณัติหรือตั๋วแลกเงินส่งไปได้โดยตรงที่ พระอาจารย์เสน ปัญญาธโร วัดราษฎรสงเคราะห์ (วัดป่าหนองแซง) บ้านหนองแซง ตำบลหนองบัวบาน อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี โดยสั่งจ่าย...ไปรษณีย์หมากหญ้า


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com