พุทธแท้ ต้องเชื่อเร...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

พุทธแท้ ต้องเชื่อเรื่องกรรม by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#375]

พุทธแท้ ต้องเชื่อเรื่องกรรม

 

       ระยะนี้มีคำถามผ่านเว็บไซต์ ธรรมะ ๕ นาที เข้ามามากมาย ซึ่งล้วนแล้วเป็นเรื่องราวแห่ง ‘ทุกข์’ และขอคำแนะนำวิธีการผ่านทุกข์ทั้งสิ้น

ทุกข์ของมนุษย์โลกที่เห็นเด่นชัดมากมีอยู่ไม่กี่ประการ วนเวียนอยู่กับเรื่องครอบครัว ระหว่างสามี-ภรรยา กับเรื่องลูกเป็นส่วนใหญ่

ผู้เขียนในฐานะบวชเรียนมาบ้าง ย่อมง่ายต่อความเข้าใจ แต่ทว่ายากยิ่งกับคำอธิบายเพื่อให้คนประสบทุกข์ สามารถผ่านทุกข์

“ทำใจยาก!” คือคำกล่าวของทุกคน ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาของสัตว์โลกอย่างเราท่านที่ยังมากด้วยอัตตาตัวตนของตน

จุตูปปาตญาณ คือ ความรู้ในภาวะเกิดและตายของสัตว์ทั้งหลายได้ดี ตกยากด้วยอำนาจกรรม จึงเป็นวิชชาสำคัญในพระพุทธศาสนา ด้วยบรรดาพระธรรมเทศนาที่สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงสั่งสอนไม่พ้นไปจากหลักกรรม

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ละกรรมชั่วกรรมเลว และประกอบกรรมดี ชำระจิตให้ผ่องใสด้วยทาน ศีล ภาวนา

หลักของ ‘กรรม’ คือการกระทำทั้งดีชั่ว เป็นหลักแห่งพุทธปรีชาญาณอันยิ่งใหญ่ในพุทธศาสนา ซึ่งพระบรมศาสดาเจ้าทรงยืนยัน

“กรรมเป็นสิ่งมีอำนาจใหญ่ยิ่งในการกำหนดการเกิดตายได้ดี ตกยากของสัตว์โลกทั้งหลาย” อย่างที่ชาวพุทธทั่วไปต่างรับรองเป็นเสียงเดียว

“แรงใดก็สู้แรงกรรมไม่ได้!”

ไม่ต้องดูตรงไหน แม้แต่พระมหาโมคัลลานะ ที่ได้บรรลุภูมิพระอรหันต์แล้ว ซึ่งน่าจะพ้นจากอำนาจกรรมโดยประการทั้งปวง ยังต้องรับผลของผลกรรมที่ให้ผลสืบเนื่องกันมาแต่หลายชาติและยังไม่ขาดกระแสด้วยการถูกพวกโจรทุบตีถึงต้องนิพพาน

ดูอย่างพระพุทธเจ้า มหาบุรุษผู้สัพพัญญูรู้แจ้ง ก็ยังทรงรับสนองผลกรรมในบางกรณี อย่างถูกพระเทวทัตลอบปลงพระชนม์ จนนิ้วพระบาทห้อพระโลหิต ถูกนางจิญจมาณวิกาตู่ว่าทำให้เธอตั้งครรภ์เป็นต้น

เมื่ออำนาจกรรมเป็นเช่นนี้ ผู้ทรงภูมิปัญญาย่อมต้องอดทนเมื่อต้องเสวยผลกรรม ทั้งยังหยุดยั้งไม่ยอมให้มันเร้าใจให้เกิดกิเลส อันเป็นรัก โลภ โกรธ หลง สืบต่อไป ทำให้มันสิ้นกระแสอยู่ตรงนั้น ผิดกับสามัญสัตว์หรือปุถุชนเมื่อได้เสวยผลกรรมที่ตนเคยกระทำไว้ แทนที่จะสำนึกและยอมรับ กลับรู้สึกไม่พอใจแล้วทำกรรมใหม่เพิ่มไปอีก กลายเป็นเวรกรรมสืบเนื่องกันไปจนมิอาจขาดสลายลงได้ยาวนานเป็นนับกัปกัลป์

เหมือนงูเห่ากับพังพอน ที่มีมานานจนถึงปัจจุบันและไม่มีทางสิ้นสุด!

พระบรมศาสดาในฐานะผู้ทรงสัพพัญญูรู้แจ้ง ทรงทราบความจริงเรื่อง ‘กรรม’ ชัดแจ้งในพระทัยแล้ว จึงตรัสสอนสัตว์โลกมิให้สืบต่อกรรมเวร ให้อดทนเสวยผลของกรรมไปฝ่ายเดียว...

แล้วเวรจะระงับไม่เวียนอีก!

กับคำบาลีที่ว่า... ‘นะหิ เวเรนะ เวรานิ สัมมันตีธะ กุทาจะนัง อะเวเรนะ จะ สัมมันติ เอสะ ธัมโม สะนันตะโน’ แปลว่า ในกาลไหน ๆ เวรในโลกนี้ย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย แต่จะระงับด้วยการไม่ทำเวร

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ท่านกล่าวถึงกรรมที่สัตว์ทำไว้สองประเภท คือ...กุศลกรรม กับอกุศลกรรม

กุศลกรรมนั้นเป็นกรรมที่กระทำด้วยความฉลาด เป็นความดีที่มีอำนาจ บังคับความชั่วและล้างความชั่วได้ ท่านจึงเรียกว่า ‘กัลยาณกรรม’ หรือ ‘บุญกรรม’ ส่วนอกุศลกรรม เป็นกรรมที่ทำด้วยความโง่ เป็นความชั่วที่มีอำนาจเผาลนให้รุ่มร้อนดังถูกไฟแผดเผา ท่านจึงเรียกว่า ‘บาปกรรม’ หรือ ‘อบุญญกรรม’ เมื่อเรียกนั้นท่านเรียกกรรมฝ่ายดีว่า บุญ กัลยาณะ กุศล เรียกกรรมฝ่ายชั่วว่า บาป อบุญ อกุศล

ในพุทธศาสนา กรรมะ หรือการกระทำของตนจะเป็นผลบ่งชี้หรือกำหนดอนาคตและปัจจุบัน ตราบใดที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร

กรรมจะเป็นแดนเกิด เป็นผู้ติดตาม และให้ผลนั้นสืบไปในทุกภพชาติ

ฉะนั้น...เมื่อเราเผชิญทุกข์เผชิญกรรม ต้องตั้งสติพิจารณาลงตามสัจจะนี้ ต้องพิจารณาบ่อย ๆ ความอาฆาต พยาบาทมาดร้ายจะค่อย ๆ บรรเทาลงในที่สุด...ด้วยรู้ว่า

...ทุกข์ทั้งหลาย กรรมทั้งหลาย ความจริงมีจุดกำเนิดขึ้นจากการกระทำของตนในอดีตทั้งสิ้น...

นี่คือแก่นแท้ของพุทธศาสนา

แก่นที่ทำให้เราละเว้นกรรมชั่ว หันมาประพฤติแต่กรรมดี!

กรรม...แม้จะแปลตรง ๆ ว่ากระทำ หากมิได้หมายถึงการกระทำที่เกิดจากกายเท่านั้น เพราะการก่อกรรมเริ่มจากความคิดอันมาจากจิตใจ ฉะนั้นจิตใจจึงเป็นตัวการทำกรรม ดังพุทธดำรัสที่ว่า

“เอตะนาหัง ภิกขะเว กัมมัง วทามิ” ภิกษุทั้งหลายเรากล่าวว่า เจตนาเป็นกรรม หมายความว่า จงใจทำ จงใจพูด จงใจคิด เป็นกรรม

เจตนาเป็นกิริยาของใจ เมื่อจิตใจถูกอารมณ์เร้า เกิดมีความรู้สึกฝ่ายกิเลสครอบงำแล้ว จึงเกิดมีความจงใจตามมา ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ‘กรรมจึงเป็นการกระทำที่มาจากจิตใจ’ เช่นนี้ จึงต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง จะปัดความรับผิดชอบไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ กรรมจึงเกี่ยวเนื่องกับตัวเหมือนเงา

ผลที่ผลิขึ้นจากกรรมก็ย่อมเกี่ยวเนื่องกับตัวเหมือนกัน ตนเมื่อทำกรรมแล้ว จะหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับเสวยผลกรรม จึงเป็นไปไม่ได้

เมื่อทราบว่ากรรมคือตัวเจตนา คือความจงใจอย่างนี้ ก็พอต่อการกำหนดความหนักเบาของกรรมตามลักษณะได้

ปกติแล้ว เจตนาในการพูด คิด และกระทำ ย่อมมีน้ำหนักต่างกันตามกำลังของความรู้สึก ถ้ามีความรุนแรงมาก เจตนาก็จะมากตามเงา ถ้ามีความรู้สึกพอประมาณ เจตนาก็จะพอประมาณ ฉะนั้นท่านจึงกำหนดกรรมหนักเบาด้วยอำนาจของเจตนา กรรมจะให้ผลเร็วหรือช้าก็อยู่ที่กำลังของเจตนาและความรู้สึกเป็นส่วนประกอบ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะมี ‘กรรมดี’ ของบุคคลนั้นเป็นตัวแปรด้วย ยกตัวอย่างคือ บางคนทำกรรมไม่ดีไว้ แต่ขณะเดียวกันก็ทำกรรมดีไว้มากเช่นกัน และถ้ากรรมดีมาก กุศลเยอะ อยู่ในช่วงกรรมดีส่งผล...กรรมชั่วอาจยังต้องรอการส่งผลอีกสักระยะก็ได้

ขณะเดียวกันกับบางคน ในอดีตชาติมีกรรมชั่วมาก ปัจจุบันก็ยังทำชั่วอีก โดยไม่มีกรรมดีหนุนส่งเลย

อย่างนี้ไม่ต้องสงสัยหรอกครับ ถ้าชีวิตมีแต่ความทุกข์ทนทรมานอย่างที่เป็น

หรือบางท่านที่กำลังเสวยสุขปราศจากทุกข์อยู่ ก็อย่าได้ประมาท เพราะเวลานี้กรรมดีอาจกำลังส่งผลเพราะยังมีแรงพอประมาณ ส่วนกรรมไม่ดีที่เพลา ๆ ย่อมคอยส่งผลหรือให้ผลในชาติหน้าต่อ ๆ ไป สุดแต่จะได้ช่วงเวลาโอกาสเมื่อไหร่

ธรรมดาของสัตว์โลกไม่ว่าคนหรือสัตว์ ย่อมทำกรรมไว้หลากหลาย มีทั้งดีทั้งชั่ว กรรมจึงมีลักษณะพิเศษขึ้นอีก คือ สนับสนุนกัน เบียดเบียนกัน ตัดรอนกัน เพราะกรรมดีกับกรรมชั่วย่อมเป็นปฏิปักษ์กันอยู่ในตัว เหมือนน้ำกับไฟ เมื่อเป็นเช่นนี้กรรมจึงอาจให้ผลสับสนกันบ้าง

หากเหตุผลที่ควรถือเป็นหลักในการพิจารณากรรมนั้น คือเหตุกับผลที่มีลักษณะเหมือนกัน

เหตุดี ผลต้องดี เหตุชั่ว ผลต้องชั่ว

เช่นกับทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว เป็นหลักตายตัวที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงอย่างเด็ดขาด เรียกว่าอนันตกาล เลยทีเดียว

ควรทราบว่ากฎแห่งกรรมนี้ พระบรมศาสดามิได้ทรงสร้างขึ้น หากทรงทราบกฎของกรรมนั้นตามความเป็นจริง แล้วทรงบัญญัติชี้แจงแสดงออกให้เวไนยชนรู้และปฏิบัติเพื่อกำจัดบาปออกจากตัว ทำดีใส่ตน อีกทั้งชำระตัวคือจิตใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากกิเลสอันทำให้ก่อกรรม

...เพราะกรรมดีและชั่วคืออำนาจกิเลสของตัวเองที่จะทำให้ตนสุข ทุกข์ ลำบาก เดือดร้อนในโลกไหน ๆ โดยนัยเดียวกัน

พุทธแท้ จึงเชื่อในอำนาจคุณธรรมความดี จะสร้างความเจริญสุขสำราญในโลกนี้และโลกหน้า

พุทธแท้ เชื่อว่าเมื่อมีกิเลสและกรรมได้ ก็สามารถทำให้สิ้นกิเลสและกรรมได้ เมื่อไม่มีกิเลสและกรรมย่อมถึงทางสิ้นทุกข์ในสงสารวัฏอย่างแน่นอน!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com