
พุทธแท้ ต้องเชื่อเรื่องกรรม
ระยะนี้มีคำถามผ่านเว็บไซต์ ธรรมะ ๕ นาที เข้ามามากมาย ซึ่งล้วนแล้วเป็นเรื่องราวแห่ง ‘ทุกข์’ และขอคำแนะนำวิธีการผ่านทุกข์ทั้งสิ้น
ทุกข์ของมนุษย์โลกที่เห็นเด่นชัดมากมีอยู่ไม่กี่ประการ วนเวียนอยู่กับเรื่องครอบครัว ระหว่างสามี-ภรรยา กับเรื่องลูกเป็นส่วนใหญ่
ผู้เขียนในฐานะบวชเรียนมาบ้าง ย่อมง่ายต่อความเข้าใจ แต่ทว่ายากยิ่งกับคำอธิบายเพื่อให้คนประสบทุกข์ สามารถผ่านทุกข์
“ทำใจยาก!” คือคำกล่าวของทุกคน ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาของสัตว์โลกอย่างเราท่านที่ยังมากด้วยอัตตาตัวตนของตน
จุตูปปาตญาณ คือ ความรู้ในภาวะเกิดและตายของสัตว์ทั้งหลายได้ดี ตกยากด้วยอำนาจกรรม จึงเป็นวิชชาสำคัญในพระพุทธศาสนา ด้วยบรรดาพระธรรมเทศนาที่สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงสั่งสอนไม่พ้นไปจากหลักกรรม
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ละกรรมชั่วกรรมเลว และประกอบกรรมดี ชำระจิตให้ผ่องใสด้วยทาน ศีล ภาวนา
หลักของ ‘กรรม’ คือการกระทำทั้งดีชั่ว เป็นหลักแห่งพุทธปรีชาญาณอันยิ่งใหญ่ในพุทธศาสนา ซึ่งพระบรมศาสดาเจ้าทรงยืนยัน
“กรรมเป็นสิ่งมีอำนาจใหญ่ยิ่งในการกำหนดการเกิดตายได้ดี ตกยากของสัตว์โลกทั้งหลาย” อย่างที่ชาวพุทธทั่วไปต่างรับรองเป็นเสียงเดียว
“แรงใดก็สู้แรงกรรมไม่ได้!”
ไม่ต้องดูตรงไหน แม้แต่พระมหาโมคัลลานะ ที่ได้บรรลุภูมิพระอรหันต์แล้ว ซึ่งน่าจะพ้นจากอำนาจกรรมโดยประการทั้งปวง ยังต้องรับผลของผลกรรมที่ให้ผลสืบเนื่องกันมาแต่หลายชาติและยังไม่ขาดกระแสด้วยการถูกพวกโจรทุบตีถึงต้องนิพพาน
ดูอย่างพระพุทธเจ้า มหาบุรุษผู้สัพพัญญูรู้แจ้ง ก็ยังทรงรับสนองผลกรรมในบางกรณี อย่างถูกพระเทวทัตลอบปลงพระชนม์ จนนิ้วพระบาทห้อพระโลหิต ถูกนางจิญจมาณวิกาตู่ว่าทำให้เธอตั้งครรภ์เป็นต้น
เมื่ออำนาจกรรมเป็นเช่นนี้ ผู้ทรงภูมิปัญญาย่อมต้องอดทนเมื่อต้องเสวยผลกรรม ทั้งยังหยุดยั้งไม่ยอมให้มันเร้าใจให้เกิดกิเลส อันเป็นรัก โลภ โกรธ หลง สืบต่อไป ทำให้มันสิ้นกระแสอยู่ตรงนั้น ผิดกับสามัญสัตว์หรือปุถุชนเมื่อได้เสวยผลกรรมที่ตนเคยกระทำไว้ แทนที่จะสำนึกและยอมรับ กลับรู้สึกไม่พอใจแล้วทำกรรมใหม่เพิ่มไปอีก กลายเป็นเวรกรรมสืบเนื่องกันไปจนมิอาจขาดสลายลงได้ยาวนานเป็นนับกัปกัลป์
เหมือนงูเห่ากับพังพอน ที่มีมานานจนถึงปัจจุบันและไม่มีทางสิ้นสุด!
พระบรมศาสดาในฐานะผู้ทรงสัพพัญญูรู้แจ้ง ทรงทราบความจริงเรื่อง ‘กรรม’ ชัดแจ้งในพระทัยแล้ว จึงตรัสสอนสัตว์โลกมิให้สืบต่อกรรมเวร ให้อดทนเสวยผลของกรรมไปฝ่ายเดียว...
แล้วเวรจะระงับไม่เวียนอีก!
กับคำบาลีที่ว่า... ‘นะหิ เวเรนะ เวรานิ สัมมันตีธะ กุทาจะนัง อะเวเรนะ จะ สัมมันติ เอสะ ธัมโม สะนันตะโน’ แปลว่า ในกาลไหน ๆ เวรในโลกนี้ย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย แต่จะระงับด้วยการไม่ทำเวร
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ท่านกล่าวถึงกรรมที่สัตว์ทำไว้สองประเภท คือ...กุศลกรรม กับอกุศลกรรม
กุศลกรรมนั้นเป็นกรรมที่กระทำด้วยความฉลาด เป็นความดีที่มีอำนาจ บังคับความชั่วและล้างความชั่วได้ ท่านจึงเรียกว่า ‘กัลยาณกรรม’ หรือ ‘บุญกรรม’ ส่วนอกุศลกรรม เป็นกรรมที่ทำด้วยความโง่ เป็นความชั่วที่มีอำนาจเผาลนให้รุ่มร้อนดังถูกไฟแผดเผา ท่านจึงเรียกว่า ‘บาปกรรม’ หรือ ‘อบุญญกรรม’ เมื่อเรียกนั้นท่านเรียกกรรมฝ่ายดีว่า บุญ กัลยาณะ กุศล เรียกกรรมฝ่ายชั่วว่า บาป อบุญ อกุศล
ในพุทธศาสนา กรรมะ หรือการกระทำของตนจะเป็นผลบ่งชี้หรือกำหนดอนาคตและปัจจุบัน ตราบใดที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร
กรรมจะเป็นแดนเกิด เป็นผู้ติดตาม และให้ผลนั้นสืบไปในทุกภพชาติ
ฉะนั้น...เมื่อเราเผชิญทุกข์เผชิญกรรม ต้องตั้งสติพิจารณาลงตามสัจจะนี้ ต้องพิจารณาบ่อย ๆ ความอาฆาต พยาบาทมาดร้ายจะค่อย ๆ บรรเทาลงในที่สุด...ด้วยรู้ว่า
...ทุกข์ทั้งหลาย กรรมทั้งหลาย ความจริงมีจุดกำเนิดขึ้นจากการกระทำของตนในอดีตทั้งสิ้น...
นี่คือแก่นแท้ของพุทธศาสนา
แก่นที่ทำให้เราละเว้นกรรมชั่ว หันมาประพฤติแต่กรรมดี!
กรรม...แม้จะแปลตรง ๆ ว่ากระทำ หากมิได้หมายถึงการกระทำที่เกิดจากกายเท่านั้น เพราะการก่อกรรมเริ่มจากความคิดอันมาจากจิตใจ ฉะนั้นจิตใจจึงเป็นตัวการทำกรรม ดังพุทธดำรัสที่ว่า
“เอตะนาหัง ภิกขะเว กัมมัง วทามิ” ภิกษุทั้งหลายเรากล่าวว่า เจตนาเป็นกรรม หมายความว่า จงใจทำ จงใจพูด จงใจคิด เป็นกรรม
เจตนาเป็นกิริยาของใจ เมื่อจิตใจถูกอารมณ์เร้า เกิดมีความรู้สึกฝ่ายกิเลสครอบงำแล้ว จึงเกิดมีความจงใจตามมา ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ‘กรรมจึงเป็นการกระทำที่มาจากจิตใจ’ เช่นนี้ จึงต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง จะปัดความรับผิดชอบไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ กรรมจึงเกี่ยวเนื่องกับตัวเหมือนเงา
ผลที่ผลิขึ้นจากกรรมก็ย่อมเกี่ยวเนื่องกับตัวเหมือนกัน ตนเมื่อทำกรรมแล้ว จะหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับเสวยผลกรรม จึงเป็นไปไม่ได้
เมื่อทราบว่ากรรมคือตัวเจตนา คือความจงใจอย่างนี้ ก็พอต่อการกำหนดความหนักเบาของกรรมตามลักษณะได้
ปกติแล้ว เจตนาในการพูด คิด และกระทำ ย่อมมีน้ำหนักต่างกันตามกำลังของความรู้สึก ถ้ามีความรุนแรงมาก เจตนาก็จะมากตามเงา ถ้ามีความรู้สึกพอประมาณ เจตนาก็จะพอประมาณ ฉะนั้นท่านจึงกำหนดกรรมหนักเบาด้วยอำนาจของเจตนา กรรมจะให้ผลเร็วหรือช้าก็อยู่ที่กำลังของเจตนาและความรู้สึกเป็นส่วนประกอบ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะมี ‘กรรมดี’ ของบุคคลนั้นเป็นตัวแปรด้วย ยกตัวอย่างคือ บางคนทำกรรมไม่ดีไว้ แต่ขณะเดียวกันก็ทำกรรมดีไว้มากเช่นกัน และถ้ากรรมดีมาก กุศลเยอะ อยู่ในช่วงกรรมดีส่งผล...กรรมชั่วอาจยังต้องรอการส่งผลอีกสักระยะก็ได้
ขณะเดียวกันกับบางคน ในอดีตชาติมีกรรมชั่วมาก ปัจจุบันก็ยังทำชั่วอีก โดยไม่มีกรรมดีหนุนส่งเลย
อย่างนี้ไม่ต้องสงสัยหรอกครับ ถ้าชีวิตมีแต่ความทุกข์ทนทรมานอย่างที่เป็น
หรือบางท่านที่กำลังเสวยสุขปราศจากทุกข์อยู่ ก็อย่าได้ประมาท เพราะเวลานี้กรรมดีอาจกำลังส่งผลเพราะยังมีแรงพอประมาณ ส่วนกรรมไม่ดีที่เพลา ๆ ย่อมคอยส่งผลหรือให้ผลในชาติหน้าต่อ ๆ ไป สุดแต่จะได้ช่วงเวลาโอกาสเมื่อไหร่
ธรรมดาของสัตว์โลกไม่ว่าคนหรือสัตว์ ย่อมทำกรรมไว้หลากหลาย มีทั้งดีทั้งชั่ว กรรมจึงมีลักษณะพิเศษขึ้นอีก คือ สนับสนุนกัน เบียดเบียนกัน ตัดรอนกัน เพราะกรรมดีกับกรรมชั่วย่อมเป็นปฏิปักษ์กันอยู่ในตัว เหมือนน้ำกับไฟ เมื่อเป็นเช่นนี้กรรมจึงอาจให้ผลสับสนกันบ้าง
หากเหตุผลที่ควรถือเป็นหลักในการพิจารณากรรมนั้น คือเหตุกับผลที่มีลักษณะเหมือนกัน
เหตุดี ผลต้องดี เหตุชั่ว ผลต้องชั่ว
เช่นกับทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว เป็นหลักตายตัวที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงอย่างเด็ดขาด เรียกว่าอนันตกาล เลยทีเดียว
ควรทราบว่ากฎแห่งกรรมนี้ พระบรมศาสดามิได้ทรงสร้างขึ้น หากทรงทราบกฎของกรรมนั้นตามความเป็นจริง แล้วทรงบัญญัติชี้แจงแสดงออกให้เวไนยชนรู้และปฏิบัติเพื่อกำจัดบาปออกจากตัว ทำดีใส่ตน อีกทั้งชำระตัวคือจิตใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากกิเลสอันทำให้ก่อกรรม
...เพราะกรรมดีและชั่วคืออำนาจกิเลสของตัวเองที่จะทำให้ตนสุข ทุกข์ ลำบาก เดือดร้อนในโลกไหน ๆ โดยนัยเดียวกัน
พุทธแท้ จึงเชื่อในอำนาจคุณธรรมความดี จะสร้างความเจริญสุขสำราญในโลกนี้และโลกหน้า
พุทธแท้ เชื่อว่าเมื่อมีกิเลสและกรรมได้ ก็สามารถทำให้สิ้นกิเลสและกรรมได้ เมื่อไม่มีกิเลสและกรรมย่อมถึงทางสิ้นทุกข์ในสงสารวัฏอย่างแน่นอน!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com