การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

พุทธาปทาน by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#376]

พุทธาปทาน

 

 

        ผู้เขียนเพิ่งกลับจากการไปเยือนเนปาล-อินเดีย โดยลงจากเครื่องเมื่อค่ำวันวาน และภารกิจแรกคือ...ต้องเขียนต้นฉบับส่งนิตยสารขวัญเรือนด้วยวันนี้คือเส้นตายที่ต้องส่งงานให้ฝ่ายกองบรรณาธิการ มีเรื่องราวหลายอย่าง...มีภาพสวย ๆ ที่กาฐมาณฑุเมืองหลวงของเนปาลโดยเฉพาะศาสนสถานต่าง ๆ มาฝาก หากเพราะต้องใช้เวลาล้างรูปที่ถ่ายมา จึงขอยกยอดไปฉบับหน้า

ก็อย่างที่กล่าวไว้ละครับว่าช่วงนี้ถ้ามีเวลาว่าง ผู้เขียนจะเปิดพระไตรปิฎกฉบับประชาชนที่มีญาติธรรมท่านหนึ่งมอบให้ มาอ่านทบทวนความรู้ วิธีอ่านก็ยังตามกิเลสของตนอยู่มาก คือจะเปิดดูหัวข้อก่อน เห็นหัวข้อไหนน่าสนใจก็จะอ่านตรงนั้นก่อน ล่าสุดคือ พุทธาปทาน (ข้ออ้างหรือประวัติของพระพุทธเจ้า) เล่มที่ ๓๒ ชื่อขุททกนิกาย อปทาน ภาคที่ ๑ (เป็นสุตตันตปิฎก)

พระไตรปิฎกเล่มนี้แสดงถึงประวัติการบำเพ็ญคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น ๔๑๒ เรื่อง เป็นประวัติการทำความดีของพระพุทธเจ้า ๑ เรื่อง ประวัติการทำชั่วในอดีตก่อนตรัสรู้ ๑ เรื่อง ที่แสดงเหตุให้ได้รับผลร้ายอย่างไร ประวัติพระปัจเจกพุทธเจ้า ๑ เรื่อง ประวัติพระสาวก ๔๐๙ เรื่อง แต่ผู้เขียนขอย่อเอาเฉพาะเนื้อความที่สำคัญบางส่วนของพระพุทธเจ้ามาแสดงไว้ให้ท่านทั้งหลายได้พิศหาไว้เป็นความรู้บ้างเท่านั้น

ในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ เขตวนาราม พระอานนท์เถระได้กราบทูลถามถึงเหตุให้บุคคลทั้งหลายได้เป็นพระพุทธเจ้าผู้รู้สิ่งทั้งปวง พระบรมศาสดาได้ตรัสตอบว่า ต้องเป็นผู้ได้ทำอธิการ (คุณความดี) ไว้ในพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แต่ยังมิได้บรรลุความหลุดพ้นในศาสนาของพระพุทธเจ้านั้น ๆ ด้วยปัญญาที่ให้ตรัสรู้ออกหน้า ผู้มีปัญญาย่อมบรรลุความเป็นสัพพัญญูได้โดยลำพัง ด้วยอัธยาศัย ด้วยธรรมะเป็นกำลังอันใหญ่ ด้วยปัญญาด้วยเดช ครั้นแล้วตรัสเล่าว่า พระองค์เองได้ทรงปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ ผู้เป็นธรรมราชา ผู้สมบูรณ์ด้วยบารมี ๓๐ นับจำนวนไม่ได้ ได้ปรารถนาการตรัสรู้ต่อพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลาย และได้นมัสการสิบนิ้ว ซึ่งผู้เป็นนายกของโลกทั้งหลายพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ได้อภิวาทด้วยเศียรเกล้า

นอกจากนั้นยังแสดงถึงการมีพระหฤทัยนึกน้อมถวายทาน มีความเลื่อมใสบูชาพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วแสดงการบำเพ็ญบารมีต่าง ๆ มีศีลเป็นต้น แล้วลงสุดท้ายเป็นคำสอนว่า “ท่านทั้งหลายเห็นความเกียจคร้านเป็นภัย เห็นความเพียรเป็นความเกษม (ปลอดโปร่งจากภัย) แล้ว ก็จงปรารถนาความเพียรเถิด นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เห็นการวิวาทเป็นภัย เห็นความไม่วิวาทเป็นความปลอดโปร่งจากภัยแล้วก็จะสมัครสมานเป็นมิตรกันเถิด นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เห็นความประมาทเป็นภัย เห็นความไม่ประมาทเป็นความปลอดโปร่งจากภัยแล้วก็จงเจริญมรรคอันมีองค์ ๘ เถิด นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ดังนี้เป็นต้น”

ต่อจากนี้จะนำพุทธาปทานอีกบทหนึ่งมาแสดง เป็นเหตุและผลแห่งกรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเคยทรงทำไว้ในอดีตชาติ และส่งผลร้ายแก่พระองค์แม้ในพระชาติสุดท้าย ซึ่งเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ยิ่ง

ในสมัยพระผู้มีพระภาคเจ้าอันมีหมู่ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อม ทรงประทับเหนือพื้นศิลาอันน่าชื่นสมัยใกล้สระอโนดาต ทรงตรัสเล่าบุพกรรมของพระองค์ดังนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงฟังกรรมที่เรากระทำไว้แล้ว เราเห็นภิกษุผู้อยู่ป่ารูปหนึ่ง จึงได้ถวายผ้าท่อนเก่า ในกาลนั้นเราได้ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก ผลกรรมอันเนื่องด้วยผ้าท่อนนั้น ได้สำเร็จแม้ความเป็นพระพุทธเจ้า

เราเคยเป็นนายโคบาลในชาติก่อน ๆ ต้อนแม่โคไปสู่ที่หากิน เห็นแม่โคขุ่นจึงห้ามไว้ ด้วยผลกรรมนั้นในภพสุดท้ายนี้เรากระหายน้ำจึงไม่ได้ดื่มตามที่ต้องการ (ในมหาปรินิพพานสูตรกล่าวไว้ว่า ทรงใช้พระอานนท์ไปตักน้ำ พระอานนท์ไม่ตักกลับมาทูลว่าน้ำขุ่น ต้องตรัสย้ำใหม่ พอพระอานนท์ไปตักครั้งที่สองน้ำกลับใสสะอาด เป็นช่วงเวลาที่พระบรมศาสดาทรงประชวรก่อนดับขันธปรินิพพาน)

เราเคยเป็นนักเลงชื่อปุนาลิ ในชาติก่อน ๆ ได้กล่าวใส่ความพระปัจเจกพุทธเจ้า พระนามว่า สุรภิ ผู้มิได้ประทุษร้าย ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราจึงท่องเที่ยวไปในนรกสิ้นกาลนาน เสวยทุกขเวทนานั้นพันปี เป็นอันมากด้วยกรรมที่เหลือนั้น ในภพสุดท้ายนี้ก็ถูกใส่ความเพราะเหตุแห่งนางสุนทริกา (นางสุนทริกาเป็นนักบวชหญิงถูกพวกเดียรถีย์ใช้ให้ทำเป็นบอกใครต่อใครว่าจะไปค้างคืนกับพระสมณโคดม แล้วไปค้างเสียที่อื่น รุ่งเช้าก็ทำเป็นเดินทางมาจากเขตวนารามที่ประทับ พออีกสองสามวัน พวกเดียรถีย์ก็จ้างนักเลงไปฆ่านางสุนทริกาเป็นเชิงให้คิดว่าถูกฆ่าปิดปาก แต่พระราชาส่งราชบุรุษสืบดูและจับคนร้ายได้)

เพราะกล่าวใส่ความพระสาวกของพระฉัพพาภิภูพพุทธเจ้า มีนามว่านันทะ เราจึงท่องเที่ยวไปในนรกนานหลายหมื่นปี เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ก็ถูกใส่ความมาก ด้วยกรรมที่เหลือนั้น นางจิญจมาณวิกาจึงได้ใส่ความเราด้วยความไม่จริงต่อหน้าหมู่ชน (นางจิญจมาณวิกาเป็นนักบวชหญิง ถูกใช้ได้ทำอุบายว่ามีครรภ์กับพระพุทธเจ้า โดยเอาไม้ผูกไว้ที่ท้อง แกล้งด่าประจานพระผู้มีพระภาคเจ้าในที่ชุมชน)

เราเคยเป็นพราหมณ์ผู้มีความรู้มีผู้เคารพสักการะสอนมนต์แก่มาณพ ๕๐๐ ได้ใส่ความกิมฤๅษีผู้มีอภิญญา ๕ มีฤทธิ์มาก ผู้มาในที่นั้น โดยกล่าวกับศิษย์ทั้งหลายว่า ฤๅษีนี้บริโภคกาม มาณพทั้งหลายก็พลอยชื่นชมไปกับเราเมื่อภิกขาจารในสกุลก็เที่ยวกล่าวกับมหาชนว่า ฤๅษีนั้นบริโภคกาม ภิกษุทั้ง ๕๐๐ นี้ทั้งหมดก็พลอยถูกใส่ความไปด้วยเพราะเหตุแห่งนางสุนทริกา (เพราะนางถูกฆ่า ชาวเมืองก็เข้าใจว่าพระภิกษุทั้งหลายมีส่วนรู้เห็นในการฆ่าปิดปาก จึงถูกด่าว่า หากเมื่อสืบสาวเรื่องราวกระจ่าง เรื่องจึงสงบลง)

ในกาลก่อน เราได้เคยฆ่าน้องชายต่างมารดา เพราะเหตุแห่งทรัพย์ ผลักลงในซอกเขาเอาหินทุ่ม ด้วยผลของกรรมนั้น เทวทัตจึงเอาหินทุ่มเรา สะเก็ดหินมาถูกหัวแม่เท้าเรา

ในกาลก่อน เราเป็นเด็กเล่นอยู่ในทางใหญ่ เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงเผาสิ่งต่าง ๆ ขวางทางไว้ ด้วยผลแห่งกรรมนั้น ในภพสุดท้ายเทวทัตจึงส่งคนมาฆ่าเรา

ในกาลก่อนเราได้เป็นนายควาญช้าง ไสช้างให้ไล่กวดพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต ด้วยผลแห่งกรรมนั้น ช้างนาฬาคิริดุร้ายเมามัน จึงวิ่งเข้ามาหาเรา เพื่อทำร้ายในนครอันประเสริฐซึ่งมีภูเขาเป็นคอก (กรุงราชคฤห์ ซึ่งมีภูเขา ๕ ลูกแวดล้อม จึงมีนามว่านครที่มีภูเขาล้อมเป็นคอก)

เราได้เคยเป็นพระราชา เห็นหัวหน้าทหารเดินเท้า ได้ฆ่าบุรุษหลายคนด้วยหอก ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้หมกไหม้ในนรกอย่างหนัก ด้วยผลที่เหลือแห่งกรรมนั้น สะเก็ดแผลที่เท้าของเรากลับกำเริบ เพราะกรรมยังไม่หมด

เราเคยเป็นเด็กชาวประมง ในหมู่บ้านชาวประมง เห็นชาวประมงฆ่าปลาก็มีความชื่นชม ด้วยผลของกรรมนั้นเราจึงบาดเจ็บที่ศีรษะ ในขณะที่วฏิฏภะ (วิฑูฑภะ) ฆ่าพวกศากยะ (วิฑูฑภะฆ่าพวกศากยะเพราะโกรธว่าถูกดูหมิ่น เอาน้ำนมสดล้างที่นั่งเมื่อคราวไปเยี่ยมญาติ ณ กรุงกบิลพัสดุ์ วิฑูฑภะเป็นโอรสพระเจ้าปเสนทิโกศลและนางวาสภขัตติยา ผู้เป็นบุตรี เกิดจากนางทาสีของมหานามศากยะ คณะกษัตริย์ศากยะเลือกส่งมาถวายพระเจ้าปเสนทิโกศลเมื่อคราวทรงขออภิเษกกับนางกษัตริย์ศากยะ)

เราเคยบริภาษ (ด่าโดยอ้อม) พระสาวกในพระธรรมวินัยของพระผุสสพุทธเจ้าว่า ท่านจงเคี้ยว จงกินข้าวเหนียวเถิด อย่ากินข้าวสาลีเลย ด้วยผลแห่งกรรมนั้นเราเลยต้องบริโภคข้าวเหนียวอยู่นานสามเดือน เมื่อพวกพราหมณ์นิมนต์ไปอยู่เมืองเวรัญชา (พราหมณ์นิมนต์ไปจำพรรษาแล้วลืมถวายอาหาร ได้อาศัยพวกพ่อค้าม้าถวายข้าวแดง อาจเป็นข้าวเหนียวแดงสำหรับให้มากิน)

ในสมัยที่ไม่มีพระพุทธเจ้า เราได้ทำร้ายบุตรแห่งนักมวยปล้ำ ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราจึงเกิดเจ็บที่หลัง

เราได้เคยเป็นหมอ (แกล้ง) ถ่ายยาบุตรแห่งเศรษฐี (คงเป็นการถ่ายอย่างแรงจนถึงแก่ชีวิต) ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราจึงลงโลหิต (โรคปักขัณทิกะในพุทธประวัติ ระบุว่าพระบรมศาสดาทรงประชวรด้วยโรคนี้จนถึงกาลดับขันธปรินิพพาน)

เราเป็นผู้ชื่อว่า โชติชาละ ได้เคยกล่าวแก่พระสุตตพระนามว่ากัสสปะ ว่าการตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จากควงไม้โพธิ์ที่ไหนกัน ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลาถึง ๖ ปี จึงสามารถตรัสรู้ เรามิได้บรรลุการตรัสรู้ในทางนั้น ได้แสวงหาโดยทางที่ผิดเพราะถูกกรรมเก่าทวงเอา

และทรงตรัสต่อท้ายว่า “เราสิ้นบุญและบาปแล้ว เว้นแล้วจากความเดือดร้อนทั้งปวง ไม่มีความโศก ไม่มีความคับแค้น ปราศจากอาสวะ จิตปรินิพพาน”

และนี่กระมังครับที่พระบรมศาสดา จึงทรงย้ำเตือนแม้วินาทีสุดท้ายแห่งพระชนมชีพว่าอย่าได้ตั้งอยู่ในความประมาท...ด้วยการยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านอยู่เสมอ...


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com