
เข้าพรรษาอยู่วัด... ‘วัดอยู่ที่ไหน?’
วันที่เขียนต้นฉบับนี้เวลาได้ย่างกรายเข้าสู่ฤดูเข้าพรรษามาเป็นปักษ์ที่สองแล้ว นับจากวันเข้าพรรษาเป็นต้นมาเป็นที่รู้กันว่า พระสงฆ์ครูบาอาจารย์ทั้งหลายจะงดเว้นการท่องเที่ยวแสวงธรรมในที่ต่าง ๆ แต่จะจำพรรษาในเขตอารามหรือสถานที่ปวารณาเข้าพรรษาตลอดฤดูกาล
พระในสายกรรมฐานทั้งหมดจะอาศัยเวลานี้มุ่งมั่นปักหลักปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อมุ่งตรงสู่เส้นทางแห่งการพ้นทุกข์
ปีนี้ลูกศิษย์ใกล้ชิดภูเตศวรหลายคนโกนศีรษะปลงผมบวชทั้งหญิงทั้งชาย บางคนแค่ไปถือศีลภาวนา แต่ไม่ปลงผม ส่วนทมยันตีนุ่งขาวถือศีลอยู่บ้านตามกิจวัตรเคยปฏิบัติมาอย่างนั้นหลายปีแล้ว
ปีนี้อาจเงียบเหงาเพราะว่างเว้นกิจกรรมจนหลายท่านมีคำถาม อาจารย์กับแม่อี๊ดไม่จัดอะไรบ้างเลยหรือ? ความหมายคือการบวชศีลวดี-บวชชีพราหมณ์ เพื่อฟังบรรยายธรรมร่วมกันปฏิบัติเช่นปีก่อน ๆ ที่ผ่านมา
คำตอบก็คือปีนี้ขอพักชั่วคราว!
เหตุผล...ทมยันตีปีนี้สุขภาพแย่...กอปรกับอายุเจ็ดสิบรอมร่อ จนทำท่าร่อแร่อยู่เรื่อย ภูเตศวรก็มีปัญหาเรื่องคุณแม่ที่เข้าออกโรงพยาบาลบ่อยครั้ง โดยสามสี่ครั้งสุดท้ายหนักหนาจนต้องเข้านอนในห้องผู้ป่วยหนัก (ICU) เป็นเวลานานวัน
เพราะตรงนี้อย่างนี้จึงขอบอกว่า...พรรษานี้ต้องทำบ้านให้เป็นวัด เหมือนหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เคยเทศน์อบรมญาติโยม
“...ถ้าเรารู้จักการยกจิตใจขึ้นมาพิจารณา รู้จากการวัดจิตวัดใจอยู่ตลอดเวลา...เราจะอยู่กับวัด...วัดจะอยู่กับเรา”
ความหมายของหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ก็คือการระลึกรู้ในความจริงเรื่องของ ‘สติ’ กำกับใจ... วัดวาอารามเป็นที่อยู่ของพระภิกษุสงฆ์ เป็นที่ที่เราเดินเข้าไปรับการอบรมธรรมจากผู้รู้ เป็นเหมือนนาบุญให้เราหว่านพืชพันธุ์อันเป็น ‘ทาน’ ไว้ให้ได้อาศัยบุญในกาลเบื้องหน้า วัดเป็นสถานที่อันสงัดสงบ เหมาะสำหรับให้ผู้ปฏิบัติได้มาอาศัยบำเพ็ญความเพียร
ด้วยเหตุผลดังกล่าวถ้าเรารู้จักการทำบุญ...เคยไปรับการอบรมสั่งสอนจากครูบาอาจารย์มาแล้ว...สิ่งที่เหลือคือการปฏิบัติ ถ้ามีเวลาว่างเราไปถือศีลภาวนาในวัดเป็นเรื่องประเสริฐ แต่ถ้ามีปัญหาเรื่องภารกิจ...
บ้านก็เป็นวัดได้ เป็นสถานที่ปฏิบัติได้เช่นกัน... เพราะทุกอย่างเป็นของสมมุติ ของจริงคือการปฏิบัติ...ของจริงอยู่ที่จิต ของแท้อยู่ที่ใจ ถ้าจิตใจแนบแน่นอยู่กับสติคือ สัมมาปฏิบัติ
ถึงตรงนี้จึงอยากถามว่า...ถ้าอยู่วัดแล้วขาดสติจะต่างกับอยู่บ้านยังไง? แต่ถ้าอยู่บ้านแล้วรู้จักปฏิบัติภาวนา รู้จักการเจริญสติก็เท่ากับทำบ้านให้เป็นวัดอย่างที่หลวงปู่ฝั้นท่านกล่าวอย่างมิต้องสงสัย
เคยพูดอยู่บ่อย ๆ เรา ๆ ท่าน ๆ ยากนักจะสามารถใช้คำว่า ‘ปลด...วาง’ กับเรื่องกองกิเลสทั้งหลายทั้งปวง สิ่งที่เราควรทำไปเรื่อย ๆ สะสมไปทีละเล็กละน้อยคือ ‘กองบุญ’ และการรู้จัก ‘ละกับลด’ ให้เบาบางลง เพื่อ ‘ปลด...วาง’ ในวันข้างหน้า
เคยแสวงหาอาหารการกินเพื่อบำรุงบำเรอตน...ในพรรษาก็ให้ลดลง คนติดเหล้าเมายาอย่างน้อยก็ควรงดเว้นในช่วงพรรษา ที่ไม่ค่อยทำบุญนั่งภาวนาก็เริ่มต้นทำเสียจะได้เป็นอานิสงส์...เป็นพละปัจจัยแห่งตนในภายหน้า และไม่ต้องเริ่มที่ไหนหรอกครับ เริ่มในบ้านของเรานั่นแหละ อย่างน้อยก็เป็นเยี่ยงอย่างให้กับลูกหลานคนในบ้าน ในฐานะเราเกิดในสังคมชาวพุทธ มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
จงเป็นชาวพุทธที่เป็นชาวพุทธอย่างแท้จริง...
อย่าเป็นชาวพุทธโดยมรดกตกทอด เป็นพุทธที่ไม่รู้ว่าหลักธรรมและการปฏิบัติของชาวพุทธคืออะไร?
เพราะนั่นคือเหตุแห่งการเสื่อมถอยในพระศาสนาอย่างแท้จริง...ถอยเพราะพวกเรา...ที่หันหลังให้กับพระศาสนา ดังที่พระบรมศาสดา ทรงตรัส...
...ว่าศาสนาของเราตถาคตมิได้เสื่อมถอยเพราะภัยภายนอก แต่เกิดขึ้นจากภัยภายใน...เกิดจากพุทธบริษัทอันประกอบด้วย ภิกษุ...สามเณร...อุบาสก...อุบาสิกา นั่นเอง
จากเข้าพรรษา สิ่งที่รอคอยอยู่ข้างหน้าคือวันออกพรรษา หลังจากออกพรรษาตามธรรมเนียมปฏิบัติคือ ‘การทอดกฐิน’ ที่เป็นมหานิสงส์ที่พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธานุญาตให้ทำได้ปีละหนเท่านั้น
สุดท้ายขอลาด้วยพุทธภาษิตที่ว่า ‘นัตถิ สันติ ปรังสุขขัง’ ที่แปลว่า ‘สุขอื่นเหนือความสงบไม่มี’ ขอให้ท่านทั้งหลายมีความสุขสงบในศีล...ทาน...ภาวนา ตลอดพรรษานี้เทอญ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com