อย่าเป็นคนประเภทใกล...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

อย่าเป็นคนประเภทใกล้เกลือกินด่าง by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#383]

อย่าเป็นคนประเภทใกล้เกลือกินด่าง

 

       จำได้ว่าครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ช่วงที่ผู้เขียนถูกส่งไปสร้างวัดป่าชนะสงครามใหม่ ๆ หลวงปู่เสน ปัญญาธโร ได้ปรารภถึงคำทำนายของหลวงปู่บัว สิริปุณโณ ผู้เป็นครูบาอาจารย์ในสมัยยังมีชีวิตให้ฟัง

“วันข้างหน้า จะเกิดพระโสดาบันในกรุงเทพฯ มากขึ้น...” คือประโยคของพระอริยสงฆ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าหนองแซง ที่ละขันธ์สู่พระนิพพานไปเมื่อปี พ.ศ. 2518

แรกฟังก็ประหลาดใจ เพราะดูเหมือนมีความขัดแย้งกับภาพที่เรามองเห็นอย่างยิ่ง ด้วยกรุงเทพมหานครคือเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเจริญทางวัตถุ มากไปด้วยสิ่งเย้ายวน วุ่นวายด้วยการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ฉะนั้นน่าจะยากยิ่งที่จะเป็นแหล่งกำเนิดของผู้ทรงภูมิชั้นโสดาบันได้ดังกล่าว

หากเพราะความเคารพศรัทธาในครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะกับความเชื่อมั่นอย่างเต็มหัวใจว่า หลวงปู่บัว สิริปุณโณ คือพระอริยสงฆ์ผู้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันตเจ้า อย่างแท้จริง

...ฉะนั้นคำกล่าวหรือคำทำนายของพระอรหันตเจ้า ย่อมไม่มีวันผิดเพี้ยนโดยเด็ดขาด!

แม้เชื่ออย่างนั้น...หากก็ยอมรับว่าผู้เขียนจากวันนั้นมา ก็พินิจพิเคราะห์พิจารณาสังเกตดูมาโดยตลอด จนในที่สุดก็ต้องยอมรับความจริงว่า คำกล่าวหรือคำทำนายของหลวงปู่บัว สิริปุณโณ เป็นความจริงอย่างมิต้องสงสัย

ถึงตรงนี้หลายท่านอาจมีคำถาม “ภูเตศวรรู้ได้อย่างไร ดูจากตรงไหน?”

คำตอบง่ายมากครับ...ดูจากกระแสความศรัทธา กับการปฏิบัติตนของชาวพุทธในเมืองหลวง บางคน...บางกลุ่ม ที่ต้องกล่าวว่า ‘บางคนบางกลุ่ม’ เดี๋ยวจะมีคำโต้แย้งว่าคนในกรุงเทพมหานครมีจำนวนหลายล้านจะพิจารณาได้อย่างไรหมด

ในสมัยแรก ๆ ผู้เขียนสังเกตเห็นบุคคลชั้นสูงหลาย ๆ ท่านที่เคารพศรัทธาในครูบาอาจารย์ถึงขนาดบริจาคทรัพย์สินสมบัติส่วนตนมาสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรม อุปัฏฐากอุปถัมภ์พระสงฆ์อย่างที่เราเห็นกันในรูปแบบมูลนิธิต่าง ๆ มากมาย สำหรับดูแลครูบาอาจารย์ในยามท่านมีโรคาพยาธิเข้ารักษาตัวในเมืองหลวง และเพราะสิบกว่าปีกับงานบุญที่ทำ จึงทำให้พบเห็นกระแสศรัทธาอันมากมายของชาวพุทธ ไม่เพียงช่วยสละทรัพย์ หากยังกระหายในการปฏิบัติธรรมด้วยการเดินทางไปถือศีลปฏิบัติสมาธิอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

เพราะความคุ้นเคยใกล้ชิดกับวัดวาอารามมาเกือบยี่สิบปีกับเดินทางขึ้นล่องกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดด้วยฐานะช่วยครูบาอาจารย์ สร้างวัดสร้างโบสถ์วิหารมาโดยตลอด จึงพบเห็นความจริงบางประการ

บางหมู่บ้านมีประชากรห้าหกร้อยครอบครัว ช่วงเข้าพรรษาในวันพระ กลับมีชาวบ้านเข้าถือศีลไม่ถึงสิบคน นอกจากวัดที่มีครูบาอาจารย์เก่ง ๆ หรือมีชื่อเสียง ชาวบ้านที่มาถือศีลจึงดูหนาแน่นขึ้น!

นั่นจึงสรุปได้ว่า ศรัทธาส่วนมากของชาวบ้านเกิดจากศรัทธาในครูบาอาจารย์มากกว่าประการอื่น...และความใกล้วัดทำให้ชะล่าใจว่าจะเข้าวัดเวลาไหนก็ได้ เป็นเหตุให้ขาดความกระตือรือร้นไป

ในมุมกลับของคนในกรุงเทพฯ ที่มีชีวิตร้อยรัดด้วยหน้าที่การงาน ยุ่งยากกับการเดินทางด้วยสภาพแออัดของการจราจร จนเวลาแต่ละวันหมดไปอย่างรวดเร็ว ยากจะมีโอกาสเข้าวัดเข้าวาโดยง่าย ฉะนั้นเมื่อมีวันหยุดเกิดขึ้นมีงานบุญเกิดขึ้น หลายคนจึงมุ่งหน้าเดินทางไปทำบุญปฏิบัติธรรมอย่างที่เห็นอยู่เสมอ กับที่เห็นชัดเจนยิ่งก็คือเวลามูลนิธิหรือสถานที่ปฏิบัติใดในเมืองหลวงนิมนต์ครูบาอาจารย์มา เหล่าผู้ศรัทธาจึงล้นหลามจนแทบหาที่ยืนไม่ได้

ไม่ต้องดูตรงไหนหรอกครับ ดูแค่เวลาโลกทิพย์จัดงานด้วยการนิมนต์พระกรรมฐานมาทีไร คลื่นแห่งศรัทธาล้นหลามทุกครา...

เคยเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามเหตุผลคนที่มาร่วมงานบุญยิ่งได้คำตอบชัดเจน...

“ต้องมาให้ได้ เพราะหาโอกาสเดินทางไปทำบุญยาก โดยเฉพาะกับครูบาอาจารย์นักปฏิบัติภาวนาในสายพระกรรมฐาน”

อีกอย่างที่เคยตั้งข้อสังเกต คือบางวัดบางสำนักในต่างจังหวัด มีญาติโยมจากทางไกลเดินทางมาสักการะนมัสการครูบาอาจารย์ในวัดมากมาย ชื่อเสียงของท่านขจรขจายไปทุกทั่วแห่งหน หากน่าแปลก ชาวบ้านร้านถิ่นใกล้เคียง กลับไม่ทราบเรื่อง มิหนำซ้ำยังเที่ยวเดินทางไปทำบุญที่อื่นเสียอีก ทั้ง ๆ ที่ครูบาอาจารย์ใกล้บ้านเป็นผู้ทรงภูมิเก่งกล้าสามารถอย่างยิ่ง

...ความหมายของคำว่า ใกล้เกลือกินด่าง ชัดเจนอย่างนี้แหละครับท่าน!

ในปัจจุบันมีสำนักปฏิบัติธรรมเกิดขึ้นหลายแห่งในเมืองหลวงอันวุ่นวาย เกิดจากศรัทธาของนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง จากคนธรรมดา ๆ ที่รวมกลุ่มกันบ้างมากมายหลายที่ ส่วนใหญ่สร้างขึ้นแล้วก็นัดหมายกันมาสวดมนต์ปฏิบัติธรรมกัน บางครั้งบางคราก็นิมนต์ครูบาอาจารย์มาอบรมธรรม และนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดผู้เขียนถูกเชิญไปเป็นวิทยากรที่อาศรมปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งแถวถนนเพชรเกษม

ต้องยอมรับว่า กลุ่มหรือชมรมที่มีแนวคิดที่น่ารักมาก..คือวันใดที่นัดหมายกันมาร่วมปฏิบัติธรรม ผู้มาร่วมจะจัดหาอาหารมารับประทานร่วมกัน ต่างคนต่างหอบหิ้วกันมาจากบ้าน...เช้าสวดมนต์ สายฟังธรรมบรรยาย บ่ายปฏิบัติ ก่อนแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน...ที่สำคัญคือสมาชิกทั้งหมดมีงานมีการทำ มิหนำซ้ำบางรายเป็นนักธุรกิจใหญ่ที่พูดขึ้นใคร ๆ ก็ร้องอ๋อกันทั้งนั้น...

ผู้สร้างและก่อตั้งอาศรมปฏิบัติธรรมแห่งนี้ ท่านให้เหตุผลสั้น ๆ กับโครงการนี้ว่า

“คนเรานั้นเหนื่อยยากกับการสร้างเนื้อสร้างตัวมาเกือบทั้งชีวิต...เมี่อพอมีพอกินแล้วควรหันหน้าเข้าศึกษา เข้าปฏิบัติธรรมบ้าง แต่ในกลุ่มของผมเป็นคนค้าขายเป็นนักธุรกิจที่ยังมีงานรัดตัวอยู่ จึงยากกับการเดินทางไปถือศีลไกล ๆ ผมจึงสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมนี้ขึ้น เพื่อความสะดวกในกลุ่มพรรคพวกมิตรสหาย”

ด้วยการเป็นพ่อค้าเป็นนักธุรกิจที่มีญาติมิตรพรรคพวกมากพอควร ในวันนัดหมายบนศาลาปฏิบัติธรรม จึงมากมายหนาแน่นด้วยผู้คน มิเพียงมาปฏิบัติธรรม หากหลาย ๆ ท่านที่สมบูรณ์พร้อมด้วยหน้าที่การงานยังช่วยกันสละทรัพย์เป็นทุน ช่วยครูบาอาจารย์และสร้างประโยชน์ในบวรพุทธศาสนาด้วยการตั้งผ้าป่า...กฐิน ขึ้น จากนั้นมาพิจารณาว่าควรช่วยวัดไหน ครูบาอาจารย์องค์ใดเป็นครั้งคราวไป

ภาพอย่างนี้เช่นนี้ ทำให้ผู้เขียนแอบสะท้อนใจ...คนไกลวัดไกลครูบาอาจารย์ต่างพยายามดิ้นรนขวนขวายหาทางใกล้วัดใกล้ครูบาอาจารย์ใกล้บุญทานบารมี แต่ที่เห็นบางแห่งบางสถานที่ คนข้างวัด...ใกล้ครูบาอาจารย์แค่คืบ แค่ศอก กลับปล่อยให้วัดวาแทบร้างศรัทธา เหมือนอย่างที่หลวงปู่เฉลียว ปัญญาธโร แห่งสำนักสงฆ์ภูขี้กะโตด เทศนาชาวบ้านที่บ้านเกิดท่าน ซึ่งผู้เขียนได้ยินมาเต็มสองหู...

“วัดเราบ้านของเราเองแท้ ๆ แต่ปล่อยให้คนจากทางไกลมากอบบุญหนีหมด...มีน้อยก็ทำน้อยดีกว่าไม่ทำอย่าคอยท่าแต่จะให้ศรัทธาทางไกลมาทำมาสร้างให้อย่างเดียว เราต้องช่วยเขาด้วยเพื่อเป็นการต่อบุญต่อกุศลของตนด้วยถึงจะถูกต้อง”

เพราะรู้และเห็นมาอย่างนี้ จึงทำให้นึกถึงคำปรารภของหลวงปู่ที่กล่าวถึงคำทำนายของหลวงปู่บัว สิริปุณโณ...ดังที่กล่าวมาข้างต้น และไหน ๆ ก็เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว ก็อยากอธิบายความหมายของคำว่า ‘พระโสดาบัน’ เอาไว้ประดับความรู้สักเล็กน้อย

พระโสดาบัน ตามศัพท์แปลว่า ผู้แรกถึงกระแส มาจากคำว่า ‘โสตะ’ บวกกับคำว่า ‘อาปันนะ’ โสตะแปลว่า กระแส อาปันนะแปลว่าแรกถึง รวมแล้วหมายถึง ผู้แรกถึงกระแส และกระแสในที่นี้คือกระแสพระนิพพานนั่นเอง

เคยได้กล่าวมาแล้วว่า พระโสดาบันคือผู้สามารถละสังโยชน์ได้สาม คือ

ละวิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย

ละสักกายทิฐิ คือความเข้าใจผิดในเรื่องตัวตน และ

สีลัพพตปรามาส คือมั่นคงในศีล มีศีลกำกับใจ ไม่ลูบ ๆ คลำ ๆ ในศีลนั่นเอง

ส่วนในคัมภีร์สังยุตตนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่สิบเก้าแสดงไว้ว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงพระโสดาบันย่อมมีคุณสมบัติ 5 อย่างดังนี้

1. เป็นผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธเจ้า

2. เป็นผู้มีศรัทธามั่นคงในพระธรรม

3. เป็นผู้มีศรัทธามั่นคงในพระสงฆ์

4. เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์

5. เป็นผู้รู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาท

ครับ...ก็ต้องขอลากันด้วยพุทธพจน์ แห่งพระบรมศาสดาที่ว่า...

“ดูก่อน โมฆราช เธอจงมีสติดูโลกให้เห็นเป็นของว่างเปล่าอยู่เสมอทุกขณะจิต เมื่อถอนความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องตัวตนได้แล้ว ก็จะอยู่เหนือความตายข้ามพ้นจากความตายได้”


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com