
คติของชาวพุทธตามพุทธดำรัส
ฉบับนี้ขอแหวกความจำเจในรูปแบบเดิม ของคอลัมน์ธรรมะ 5 นาที อย่างที่เคยปฏิบัติมา ด้วยการนำเอาถ้อยรับสั่งที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งของพระบรมศาสดา มารวมไว้ในคราเดียว สำหรับให้ท่านได้นำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ในการดูแลรักษาจิตใจ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้โดยง่าย...
โดยปกติมนุษย์เมื่อเห็นว่าที่ใดมีทุกข์ ก็จะพยายามหนีไปจากที่แห่งนั้น หรือไปให้พ้นจากผู้ที่ก่อทุกข์ให้ตน หรือหนีจากเหตุการณ์ที่ก่อทุกข์ให้ แต่สิ่งหนึ่งที่คนเราจะหนีไม่ได้ คือทุกข์ที่เกิดด้วยตัวเอง ทุกข์ที่เกิดในจิตใจของตน...
การแก้ไขทุกข์ตรงจุดนี้สามารถกระทำได้โดยการเรียนรู้ ‘ธรรมะ’ อันประเสริฐ และรู้จักการฝึก ‘สติ’ พิจารณาตนตามความเป็นจริง ไม่หลงตน ไม่ลำเอียงตามการปรุงแต่งไปตามอารมณ์อย่างไร้สติ
ดังนั้น ผู้รู้ทั้งหลายจึงกล่าวเตือนผู้ประพฤติธรรมอยู่เสมอว่า ‘การมองดูผู้อื่นนั้น สู้มองดูตัวเองไม่ได้ เพราะตัวเองต้องรับผิดชอบต่อตัวเองโดยตรง ส่วนคนอื่นเขาก็ต้องรับผิดชอบต่อตัวเขาเอง’ เหตุผลของข้อความดังกล่าวคือ...
การหลบเร้นล่อลวงผู้อื่น หรือการโกหกใครก็สามารถทำได้เสมอ แต่ตัวเองนั้นไม่สามารถหลอกลวงตัวเองได้ เข้าทำนอง ตนต้องรู้ดีชั่วของตน!
การเป็นชาวพุทธมีความสำคัญประการหนึ่ง เป็น ‘ลูก’ หรือเป็น ‘ศิษย์’ ของพระพุทธเจ้า เป็นลูก เป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้าต้องใช้ศรัทธา ความเชื่อในกรรมและผลของกรรม ทำกรรมผิดก็ต้องรับผิด ทำกรรมดีก็ต้องได้ผลแห่งการกระทำนั้น จะเลือกเอาอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ ถ้าได้คิดเช่นนั้นเกี่ยวกับเรื่องกรรม ก็จะเป็นคนกล้าหาญ ไม่กลัวต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เดินเข้ามาสู่ชีวิต และมีสติในการเผชิญเหตุการณ์เหล่านั้น ดังคำกล่าวที่ว่า...
บุตรของพระพุทธเจ้าย่อมแก้ไขด้วยสติ และปัญญา เป็นผู้ชนะความชั่วด้วยความดี!
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า... ‘พึงชนะคนตระหนี่ หรือความตระหนี่ด้วยการให้’ เพราะคนรู้จักให้เป็นการลดความตระหนี่ ลดความโลภในจิตของตนเอง ถ้าเป็นคนอื่นก็อาจเอาชนะเขาด้วยการให้ได้เหมือนกัน เช่น เราให้เขาในสิ่งที่เขาพอใจและต้องการ ความพอใจจะทำให้เขาให้สิ่งที่เราต้องการได้เช่นกัน
คนเรามักจะปฏิบัติต่อตนเองและผู้อื่นตามระดับของจิตใจที่มี ยากที่จะกระทำให้สูงหรือต่ำกว่าระดับของตนได้ ศิษย์ของพระพุทธเจ้าควรต้องฝึกจิตของตนให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เท่าที่จะทำได้ ด้วยความศรัทธาในประโยคที่ว่า... ‘ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม’ อย่างมั่นคง ปฏิบัติตนเป็นผู้หลีกออกทางใจจึงไม่เป็นทุกข์
ระดับของคนเป็นไปตามสภาวะของจิต คนสามัญย่อมต้องมีความยุติธรรมตามสมควร ไม่ต้องการเสียเปรียบ ก็ไม่ควรเอาเปรียบใคร ไม่ต้องการให้ใครรังแกข่มเหง ก็พึงไม่รังแกข่มเหงใครเช่นกัน คนบาปหนัก คือคนที่มีระดับแห่งจิตต่ำลงไปกว่าคนสามัญ พระพุทธเจ้าจึงทรงปรารภคนที่มีระดับจิตใจต่างกันนี้ได้ จึงตรัสว่า... ‘ความดีอันคนดีทำง่าย แต่คนชั่วทำยาก...ส่วนความชั่ว คนชั่วทำง่าย คนดีทำยาก’
ความสำเร็จทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายโลกหรือฝ่ายธรรม ฝ่ายโลกคือความสำเร็จในชีวิต หน้าที่การงาน การมีทรัพย์สินพอประมาณ เพื่อดูแลรักษาตนและครอบครัว ฝ่ายธรรม คือมรรคผลสู่นิพพาน ล้วนต้องอาศัยความพากเพียรเป็นบาทต้น ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนไว้แปลความได้ว่า ‘คนพึงพยายามร่ำไปจนกว่าจะสำเร็จประโยชน์ที่ต้องการ’ ความไม่สำเร็จและความพิบัติภัยต่าง ๆ อาจมีได้เหมือนกัน เมื่อได้ใช้ความพยายามเต็มที่แล้ว แต่ไม่สำเร็จก็ไม่ควรเสียใจ ควรคิดปลงใจลงว่า เป็นคราวที่จะไม่พบความสำเร็จในเรื่องนี้ และไม่ควรจนปัญญา ที่จะคิดแก้ หรือทำอย่างอื่นต่อไป เพราะงานที่จะทำให้เกิดผลยังมีอีกมาก ดังคำว่า... ‘ทรัพย์นี้มิไกล ใครปัญญาไว หาได้บ่นาน’
คติทางพระพุทธศาสนาแสดงไว้ว่า... ‘บาปกรรมที่บุคคลใดทำไว้แล้ว บุคคลนั้นย่อมละด้วยกุศล...’ ฉะนั้น ผู้ที่ศรัทธาในกรรมหรือบุญบาปจึงทำแต่กรรมดีเสมอ มีจิตใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญเห็นว่าบุญช่วยได้จริง
เรื่องของการทำบุญกับบาป พระพุทธเจ้าเคยมีพุทธภาษิตตรัสไว้แปลความว่า ‘ท่านทั้งหลายอย่ากลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้เป็นชื่อแห่งความสุข’ กับอีกพุทธวาจาหนึ่ง ซึ่งแปลความได้ว่า... ‘ผู้ใดทำบุญไว้ บันเทิงเบิกบานเพราะเห็นความบริสุทธิ์แห่งกรรมของตน ผู้ที่ได้ทำบาปไว้ ยังเศร้าเพราะเหตุความเศร้าหมองของกรรม’ ทรงรับสั่งดังกล่าวด้วยเหตุผล อันกรรมที่บริสุทธิ์เกิดจากจิตบริสุทธิ์ เพราะความสงบ ความโกรธ โลภ หลง ประกอบด้วยธรรมมีความเมตตากรุณา เป็นต้น จะเห็นได้ในจิตใจของผู้ทำ การบริจาคในการบุญต่างของผู้ที่รักษาศีลอบรมจิตใจกับปัญญาไว้แล้ว
คนที่เคยทำทานรักษาศีล อบรมจิตกับปัญญา ย่อมจะทราบได้ว่ามีความสุขอย่างไร ตรงกันข้ามกับจิตใจที่เร่าร้อนด้วยกิเลสต่าง ๆ และแม้ได้อะไรมาด้วยกิเลส มีความสุขตื่นเต้น แต่เป็นความสุขที่จอมปลอม เพราะเป็นความสุขของคนที่หลงไปแล้ว เป็นความสุขที่ถูกหลอกลวง นำไป ทำร้ายด้วยการทำให้ตายใจด้วยเครื่องล่อ คนที่ตายใจด้วยความประมาท พระพุทธเจ้าตรัสว่า ‘คนประมาทแล้วเหมือนคนตาย’ ไม่อาจเห็นสัจจะความจริงตามธรรมของตถาคต ถึงอาจคิดค้านคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้ อย่างที่คิดว่าตนฉลาดและไม่มีอะไรจะช่วยบุคคลประเภทนี้ได้...
‘แม่น้ำเสมอด้วยตัณหา (ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น) ไม่มี’ เป็นพุทธสุภาษิตเปรียบเทียบให้เห็นถึง ความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ภายใจจิตของมนุษย์ ความอยากในทุกสิ่งอันที่มนุษย์ต่างดิ้นรนไขว่คว้ามาเป็นของตน ไม่ว่าจะทรัพย์สิน เกียรติยศ ทุกประการ ความปรารถนานี้จึงทำให้มนุษย์สร้างพฤติกรรม ‘ดีชั่ว’ ขึ้นแก่ตน พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ จึงทรงวางกฎเกณฑ์ของชีวิตไว้ 3 อย่าง คือ...
ทุชีวิต ชีวิตชั่วร้าย หมายถึงคนที่ใช้ชีวิตของตนด้วยการทำกรรมชั่วต่าง ๆ เพื่อความพอใจและความเจริญอย่างเข้าใจผิด
โมฆชีวิต ชีวิตเปล่า หมายถึงคนที่ปล่อยชีวิตของตนไปอย่างเปล่าประโยชน์ด้วยความหลงผิด
สุชีวิต ชีวิตดี หมายถึงคนที่ใช้ชีวิตประกอบกรรมดี ไม่ว่าจะต่อตนและผู้อื่น เป็นผู้ประกอบอาชีพในสุจริต ดำเนินชีวิตตามมรรคแปดคือเป็นผู้มีสัมมาในทุกประการ และสุชีวิต คือชีวิตที่ดีน่ะแหละครับ เป็นสิ่งที่ชาวพุทธควรยึดถือและนำไปปฏิบัติให้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นชีวิตที่อุดมในที่สุด...
ชีวิตอันอุดมหรือชีวิตอันสูงสุดในแง่ของพระศาสนาคือ ‘ชีวิตที่ดี’ หมายถึงความดีที่อาศัยชีวิตทำขึ้น ชีวิตผู้ทำดีจึงเรียกว่าชีวิตดี เมื่อทำดีมากชีวิตก็สูงขึ้น ทำดีที่สุดชีวิตก็สูงสุด
ชีวิตอุดมในคติของชาวพุทธ ประกอบด้วยสิ่ง 4 ประการ คือ กรรม วิชา ศีล และธรรม
กรรม คืองานที่ทำ
วิชา คือความรู้ในศิลปวิทยา
ศีล คือความประพฤติที่ดี
ธรรม คือคุณสมบัติที่ดีในจิตใจ
สรุปความคือ ชีวิตจะสูงขึ้นเพียงไรก็สุดแต่องค์คุณทั้ง 4 นี้ จะสูงขึ้นเท่าใด... (เรียบเรียงย่อความจาก ‘ความจริงที่ต้องเข้าใจ’ ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ)
ข้อความทั้งหมดข้างต้น เป็นสารประโยชน์ที่ผู้เขียน ได้คัดลอกพระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้าองค์ปัจจุบัน ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามีคุณค่าอย่างยิ่งนำมาเสนอต่อท่านผู้อ่าน ด้วยความรู้สึกศรัทธาต่ออัจฉริยภาพของพระองค์เป็นที่ยิ่ง...
ธรรมะสูงส่ง มิได้หมายความว่าต้องแสดงอย่างซับซ้อนพิสดาร
หากธรรมะสูงส่งเท่าใด ควรแสดงด้วยวิธีเรียบง่าย เข้าใจไม่ยาก และนำไปปฏิบัติได้ผลจริง...
ข้อความข้างต้นทั้ง 2 ประโยคนั้น คือคำจำกัดความของผู้เขียน ที่มีต่อพระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ในพระนิพนธ์ ‘ความจริงที่ต้องเข้าใจ’ ดังกล่าว
และไม่สามารถถอดใจได้ ต่อการนำมาแสดง เพื่อเป็นการเผยแผ่ ต่อสาธารณชนให้ได้ประโยชน์ในธรรมะนี้ร่วมกัน...
สาธุ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com